“ถ้าปืนกระบอกนี้มันทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยกว่าการอยู่ใต้ร่างฉัน งั้นลองถือไว้สิ... รินรดา”
เสียงทุ้มต่ำของศิลาแหบพร่าและเต็มไปด้วยรังสีสังหาร เขาไม่ได้ลดปืนลงแม้แต่น้อย ปากกระบอกเหล็กเย็นเยียบนาบเข้ากับลำคอระหงของหญิงสาวจนรินรดาสัมผัสได้ถึงความตายที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย หัวใจของเธอเต้นรัวระทึกจนแทบจะหลุดออกมาจากอก ไม่ใช่เพราะความกลัวต่อปืนในมือเขา แต่เป็นเพราะความรู้สึกวาบหวามที่ยังค้างคาอยู่ภายใต้ผิวหนัง เมื่อครู่ที่เขาบดขยี้ริมฝีปากลงมา ร่างกายของเธอมันทรยศ... มันตอบรับสัมผัสนั้นอย่างโหยหา
รินรดาแค่นยิ้ม ทั้งที่ดวงตาคู่สวยวาวโรจน์ด้วยความท้าทาย เธอไม่ขยับหนี แม้กระสุนอาจจะเจาะเข้าที่หัวใจในวินาทีถัดไป
“คุณมันก็แค่ไอ้มาเฟียโรคจิตที่เสพติดการคุมเกม แต่เชื่อเถอะศิลา... ต่อให้คุณจะฆ่าฉันตอนนี้ สิ่งที่คุณโหยหาจากตัวฉัน คุณก็ไม่มีวันได้ไปครอง”
ศิลาชะงัก นัยน์ตาสีทมิฬของเขาหรี่ลง เขากดปลายปืนแรงขึ้นอีกนิดจนผิวเนื้อของเธอเป็นรอยบุ๋ม กลิ่นคาวเลือดจางๆ กับกลิ่นกายของเขาที่อบอวลอยู่รอบตัวทำให้บรรยากาศในห้องนอนกว้างใหญ่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก ก่อนที่เขาจะแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูเย็นเยียบและอันตรายกว่าเดิม
“เชลยที่ปากดีแบบเธอนี่แหละ ที่ทำให้ฉันอยากจะทรมานให้ลืมไม่ลง”
เขากระชากแขนเธออย่างแรงจนร่างบางปลิวมาปะทะแผงอกแกร่ง ศิลาทิ้งปืนลงบนเตียงโดยไม่แยแส ก่อนจะใช้มือหนาเพียงข้างเดียวล็อกข้อมือทั้งสองของเธอไว้เหนือหัวด้วยพละกำลังมหาศาล เขาตรึงร่างเธอไว้กับฟูกนุ่มด้วยแววตาที่เปลี่ยนจากความเย็นชาเป็นไฟนรกที่พร้อมจะเผาผลาญทุกอย่าง
“คิดว่าฉันไม่รู้หรือไงว่าใต้ท่าทางอวดดีนี่ เธอต้องการอะไร?”
ศิลาโน้มใบหน้าลงไปกระซิบชิดใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวของเขารดรินทำเอาขนอ่อนตามร่างกายของรินรดาตั้งชัน มือหนาของเขาเลื่อนลงมาบีบเค้นสะโพกมนอย่างจงใจ ความเร่าร้อนที่ถูกกักเก็บไว้ถูกปลดปล่อยออกมาอีกครั้งผ่านสัมผัสที่จาบจ้วงและดุดัน เขาไม่เพียงแต่คุมเกม แต่เขาบงการทุกความรู้สึกของเธอให้ล่องลอยไปในหุบเหวแห่งกามารมณ์
รินรดาหอบหายใจถี่ แรงดึงดูดระหว่างพวกเขามันรุนแรงเกินกว่าเหตุผลใดๆ จะต้านทานได้ เธอพยายามเบี่ยงหน้าหนี แต่ศิลาไม่ยอม เขาใช้มือข้างหนึ่งเชยคางเธอขึ้น ก่อนจะประทับจูบที่ดูดดื่มและเอาแต่ใจ ลิ้นร้อนแทรกซึมเข้าไปกวาดต้อนความหวานล้ำอย่างไม่ให้เธอได้ตั้งตัว รสสัมผัสของเขาเปรียบเสมือนพิษร้ายที่ไหลซึมเข้าสู่กระแสเลือด มันดิบเถื่อน อ่อนหวาน และเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน
“ยอมรับมาสิว่าเธอเป็นของใคร” เสียงคำรามของเขาแทรกกลางความเงียบขณะที่เขาลดทอนระยะห่างระหว่างร่างกายจนไม่เหลือช่องว่าง
รินรดาจ้องมองดวงตาที่ลุ่มลึกนั้น ในวินาทีที่ความปรารถนาเริ่มเข้าครอบงำสติสัมปชัญญะ เธอกลับเลือกที่จะใช้ปลายนิ้วไล้ไปตามแนวแผลเป็นบนหน้าอกของเขา สัมผัสที่แผ่วเบาแต่สั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจของมาเฟียหนุ่ม
“คุณอยากให้ฉันเป็นของใครล่ะ... ในเมื่อคุณเองก็ไม่เคยเป็นของใครได้จริงๆ”
ศิลาคำรามลึกในลำคอ คำตอบของเธอเหมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองเพลิง เขากระชากเสื้อผ้าที่เหลืออยู่ของเธอออกจนหมดสิ้น ทิ้งให้ร่างกายเปลือยเปล่าเผชิญหน้ากับความบ้าคลั่งของเขา เขาไม่ได้ทะนุถนอม แต่เขากำลัง 'ครอบครอง' เธอด้วยสัญชาตญาณดิบล้วนๆ สัมผัสจากฝ่ามือหยาบกร้านที่ลูบไล้ไปตามส่วนโค้งเว้าทำเอารินรดาสะท้านเฮือก ความสุขสมที่แล่นปราดไปทั่วร่างทำให้เธอเผลอจิกเล็บลงบนแผ่นหลังกว้างของเขา
บทรักที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงแค่การตอบสนองทางกาย แต่มันคือการปะทะกันของศักดิ์ศรีและอำนาจ ทุกจังหวะการสอดประสานเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้นราวกับจะระเบิดออกมา ศิลามองเห็นความเว้าวอนในแววตาของเธอ ซึ่งมันยิ่งทำให้เขารุกหนักหน่วงขึ้น เขากดดันเธอด้วยสัมผัสที่ร้อนแรงและลึกซึ้ง ตอกย้ำความเป็นเจ้าของผ่านทุกอณูสัมผัส จนรินรดาไม่อาจแยกแยะได้ว่าความเจ็บปวดหรือความสุขสมกันแน่ที่กำลังกลืนกินเธอเข้าไปทั้งตัว
เสียงหอบหายใจประสานกันท่ามกลางความมืดมิดของค่ำคืนในไร่ฝิ่นที่ดูเหมือนจะไร้จุดจบ ศิลาฝังใบหน้าลงบนซอกคอหอมกรุ่นของเธอ กลิ่นกายของรินรดาคือสิ่งเดียวที่ทำให้เขารู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ที่หลงเหลืออยู่ แม้ในใจจะบอกว่าเธอคือเชลย แต่ในยามที่ร่างกายนัวเนียพันตูกันเช่นนี้ เขากลับรู้สึกว่าตัวเองต่างหากที่กำลังถูกกักขังไว้ในรอยยิ้มของเธอ
ทว่า... ในขณะที่ความเร่าร้อนกำลังแตะระดับจุดเดือด เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องนอนพร้อมกับเสียงเคาะที่ไม่มีความเกรงใจใดๆ
“นายครับ... นายหญิงจากกรุงเทพฯ มาถึงที่หน้าไร่แล้วครับ บอกว่าจะมาขอรับตัว ‘ว่าที่คู่หมั้น’ กลับไปให้ได้ภายในคืนนี้”
ศิลาชะงักกึก ร่างกายของเขาแข็งทื่อในขณะที่ยังแนบชิดอยู่กับรินรดา แววตาที่เคยพร่ามัวไปด้วยกามารมณ์กลับมาวาวโรจน์ด้วยความโกรธแค้นและอำนาจมืดอีกครั้ง เขาค่อยๆ ผละออกมามองหน้าหญิงสาวที่นอนหอบหายใจอยู่ใต้ร่างด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา
“ดูเหมือนเกมนี้จะสนุกขึ้นกว่าที่คิดแล้วนะ รินรดา” เขาพึมพำ ก่อนจะลุกขึ้นหยิบเสื้อเชิ้ตมาสวมลวกๆ แล้วเดินไปเปิดประตูห้อง โดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองคนที่นอนใจสั่นอยู่บนเตียง
ขอบคุณที่ติดตามการเดินทางของดิบเถื่อนในรอยทมิฬมรดกเลือดร่วมกันนะครับ หวังว่าบทนี้จะทำให้รี้ดเดอร์ใจสั่นไม่น้อยครับ
ดิบเถื่อนกลางไร่ฝิ่น: รอยทมิฬมรดกเลือด•ตอนที่ 15
ไม่ใช่แค่เชลย
ผลงานโดย ธานินทร์แดนเถื่อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ธานินทร์แดนเถื่อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดิบเถื่อนกลางไร่ฝิ่น: รอยทมิฬมรดกเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!