เสียงประตูปิดลงพร้อมกับแรงกระแทกเบาๆ ที่สะท้อนก้องอยู่ในความเงียบงัน รินรดายังคงนอนนิ่งอยู่บนเตียงกว้าง ผืนผ้าปูที่นอนยับย่นและไอร้อนจากร่างกายของเขายังคงหลงเหลืออบอวลอยู่รอบตัว ราวกับร่องรอยของพายุร้ายที่เพิ่งพัดผ่านไปหมาดๆ ดวงตาคู่สวยจ้องมองเพดานไม้สักด้วยความรู้สึกที่สับสนระคนเคียดแค้น เธอกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความดุดันและป่าเถื่อนของศิลาไม่ได้ทำให้เธอกลัวจนหัวหด หากแต่มันกลับจุดประกายไฟแห่งความท้าทายในอกให้ลุกโชนขึ้นมาอย่างไม่มีวันดับ
ทว่า... ความเงียบงันในห้องพักส่วนตัวของเจ้าพ่อไร่ฝิ่นกลับไม่ได้เปิดโอกาสให้เธอได้พักหายใจนานนัก
แอด...
เสียงบานประตูไม้ถูกผลักเปิดออกอีกครั้งอย่างเชื่องช้า รินรดาสะดุ้งเฮือก รีบดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมกายแล้วลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงด้วยท่าทีระแวดระวัง ทว่าคน(ที่คิดว่าจะ)เดินกลับเข้ามาไม่ใช่ลูกน้องคนสนิทของเขา หากแต่เป็นร่างสูงใหญ่ของศิลาเอง เขากลับเข้ามาอีกครั้งโดยไม่มีเสื้อสวม ท่อนบนเปลือยเปล่าเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อและรอยแผลเป็นทางยาวพาดผ่านแผ่นอกกว้าง—รอยแผลที่เธอเคยสังเกตเห็นแต่ไม่เคยกล้าเอ่ยถาม
ศิลาก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าที่มั่นคงและหนักแน่น แววตาดุดดลที่เคยกร้าวร้าวเมื่อครู่กลับแปรเปลี่ยนเป็นความนิ่งเรียบ ลึกซึ้ง และเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ถูกฝังกลบไว้ภายใต้หน้ากากของความโหดเหี้ยม
"คิดว่าฉันจะปล่อยให้เธออยู่คนเดียวกับความฟุ้งซ่านงั้นหรือ รินรดา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่ทรงพลังจนคนฟังต้องสะท้าน
"คุณต้องการอะไรอีกศิลา... เล่นสนุกกับฉันจนพอใจแล้วไม่ใช่หรือไง" เธอเชิดหน้าขึ้น เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าแต่พยายามซ่อนความอ่อนแอไว้ภายใต้ท่าทีแข็งกร้าว
ศิลาไม่ตอบคำถามนั้นทันที เขาก้าวเข้ามาหยุดยืนชิดขอบเตียง กลิ่นบุหรี่จางๆ ผสมผสานกับกลิ่นกายเฉพาะตัวของผู้ชายอันตรายลอยเข้าแตะจมูก ร่างสูงทิ้งตัวลงนั่งบนขอบเตียง น้ำหนักของเขาทำให้ฟูกยุบลงไปจนรินรดากระถายหนีโดยสัญชาตญาณ แต่เขากลับไวกว่า มือหนาคว้าข้อแขนเรียวไว้ได้ทัน ออกแรงดึงเบาๆ แต่เด็ดขาดจนเธอล้มลงไปปะทะกับแผงอกเปลือยเปล่าของเขา
"โอ๊ย! ปล่อยนะ..." รินรดาอุทาน พยายามขัดขืนและดันร่างหนาออก แต่แรงของเธอนั้นน้อยนิดเหลือเกินเมื่อเทียบกับมาเฟียหนุ่ม
"อยู่นิ่งๆ สิ..." ศิลาคำรามเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดุดันเหมือนทุกที แต่มันเจือไปด้วยความเหนื่อยล้าบางอย่างที่เธียรสัมผัสได้ มือข้างหนึ่งของเขาละจากข้อมือ เลื่อนขึ้นมาสัมผัสเบาๆ ที่รอยแผลเป็นน่ากลัวบนอกของตนเอง ก่อนจะบังคับดึงมือเรียวของเธอให้มาทาบทับลงบนรอยแผลนั้น
รินรดาชะงักกึก ปลายนิ้วของเธอสัมผัสได้ถึงผิวเนื้อที่นูนแข็งและไออุ่นจากหัวใจที่กำลังเต้นอยู่เบื้องล่าง ความโกรธเกรี้ยวในใจพลันสะดุดลงเมื่อเห็นประกายตาไหววูบในดวงตาคมกริบของเขา
"สัมผัสมันสิ..." ศิลาพึมพำชิดริมหใบหู เสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ถูกเก็บงำ "อยากรู้ไม่ใช่หรือไง ว่าทำไมฉันถึงกลายเป็นคนดิบเถื่อนไร้หัวใจแบบนี้... อยากรู้ไหมว่ารอยแผลนี้มันมาจากไหน"
หัวใจของรินรดากระตุกวูบ ความเกลียดชังเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นและสัญชาตญาณความเห็นอกเห็นใจที่ถูกปลุกเร้าขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจ เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาดุดันคู่นั้นในตอนนี้กลับฉายแววความเจ็บช้ำที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้เงาอดีตอันดำมืด
"ในอดิน... ที่นี่ไม่ได้สวยงามอย่างที่เธอกำลังยืนมองหรอก รินรดา" ศิลาเริ่มเปิดปากเล่า น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและราบเรียบ ราวกับกำลังรื้อฟื้นศพที่ถูกฝังไว้นานนับปี "ไร่ฝิ่นแห่งนี้ไม่ได้สร้างขึ้นมาด้วยความฝัน แต่มันสร้างขึ้นมาด้วยหยาดเลือด น้ำตา และศพของคนในครอบครัวฉันเอง..."
เขากุมมือเธอให้แนบแน่นยิ่งขึ้นบนแผ่นอก ลมหายใจของชายหนุ่มเริ่มติดขัดเมื่อภาพความทรงจำอันโหดร้ายย้อนกลับมาหลอนหลอน
"วันที่ฉันอายุสิบหขวบ พ่อกับแม่ถูกฆ่าตายต่อหน้าต่อตาในบ้านหลังนี้เอง... คนที่ไว้ใจที่สุด หักหลังพวกเราเพื่ออำนาจและเงินตราไม่กี่บาท ฉันถูกยิงด้วยกระสุนนัดนั้น... นัดที่ฝังรอยแผลนี้ไว้บนตัวฉัน และฝังความแค้นไว้ในวิญญาณ" ศิลาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ ราวกับต้องการถ่ายทอดความเจ็บปวดทั้งหมดให้หญิงสาวได้รับรู้ "โลกใบนี้ไม่มีความยุติธรรมสำหรับคนอ่อนแอ รินรดา... ถ้าเราไม่เหี้ยมพอก่อนที่เราจะถูกเหี้ยมใส่ เราก็จะเป็นฝ่ายที่ต้องนอนตายอยู่ใต้ดินอย่างไร้ค่า"
คำพูดแต่ละคำของเขาหนักหน่วงราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจ รินรดาขนลุกซู่ไปทั้งร่าง ความโกรธเครี้ยวที่เธอเคยมีต่อความป่าเถื่อนของเขาในตอนแรกเริ่มพังทลายลงทีละน้อย เมื่อตระหนักได้ว่าเบื้องหลังกำแพงความเยือกเย็นและอำนาจล้นฟ้าของผู้ชายคนนี้ คือเด็กหนุ่มผู้แหลกสลายจากเศษซากของอดีต
"แล้วทำไม..." เสียงของเธอกล่าวแผ่วเบาอย่างลืมตัว "ทำไมคุณถึงต้องลงกับฉัน... ทำไมต้องดึงฉันเข้ามาในเกมบ้าๆ นี่ด้วย"
ศิลายิ้มเยาะที่มุมปาก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและแรงปรารถนาอันบิดเบี้ยว นิ้วมือหนาเชยคางสั่นเทาของเธอขึ้น บังคับให้ดวงตาทั้งสองคู่ประสานกันอย่างไม่มีทางหลบหนี
"เพราะเธอ... ทำให้ฉันนึกถึงความรู้สึกที่เคยตายด้านไปแล้วให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง" ศิลาเอ่ยเสียงพร่า ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดริมฝีปากของเธอ "ตั้งแต่วินาทีแรกที่เธอเดินเข้ามาเหยียบที่นี่... รินรดา เธอกล้าท้าทายฉัน กล้าสบตาฉันโดยไม่ก้มหัวให้ใคร... นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้ฉันยอมปล่อยเธอไปไม่ได้"
แรงดึงดูดระหว่างคนทั้งสองพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกจุดไฟเผาผลาญจนร้อนระอุ ความโกรธ ความแค้น และความเจ็บปวดในอดีตหลอมรวมเข้ากับแรงปรารถนาอันดิบเถื่อน ศิลาโน้มใบหน้าลงมาใกล้ จนริมฝีปากของเขากับเธอแทบจะแนบชิดกัน ลมหายใจอุ่นร้อนผสานเป็นหนึ่งเดียว
"ศิลา..." รินรดากระซิบเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด ความดื้อรั้นทั้งหมดที่มีกำลังพ่ายแพ้ให้กับความลึกซึ้งและเสน่หาอันรุนแรงที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา
"บอกฉันสิ รินรดา..." เสียงกระซิบของเขาแหบพร่าข้างริมหู พร้อมกับมือหนาที่เลื้อยลงมาโอบเอวบางไว้แน่น ดึงร่างเธอให้แนบชิดติดกับแผ่นอกเปลือยเปล่าอย่างไร้ช่องว่าง "หลังจากที่รู้ความจริงทั้งหมดนี้แล้ว... เธอยังกล้าพอที่จะเกลียดฉันลงอยู่อีกไหม"
ทว่า ก่อนที่รินรดาจะได้เอ่ยคำตอบใดๆ ออกมาเพื่อตอบคำถามที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างเร่งรีบ ตามด้วยเสียงตะโกนร้อนรนของลูกน้องคนสนิทจากด้านนอก
"นายครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ... ทางฝั่งแนวชายแดน... มีคนบุกรุกเข้ามาเผาสต็อกสินค้าของเราเสียหายย่อยับครับ!"
ศิลาชะงักกึก แววตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมเกรียมและดุดันในเสี้ยววินาที ร่างสูงผุดลุกขึ้นจากเตียงทันที ความตึงเครียดกลับมาปกคลุมทั่วห้องอีกครั้งอย่างรวดเร็วดั่งพายุหมุน
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านและสนับสนุนผลงานของธานินทร์แดนเถื่อนเสมอนะครับ
ดิบเถื่อนกลางไร่ฝิ่น: รอยทมิฬมรดกเลือด•ตอนที่ 16
บาดแผลที่ปิดตาย
ผลงานโดย ธานินทร์แดนเถื่อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ธานินทร์แดนเถื่อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดิบเถื่อนกลางไร่ฝิ่น: รอยทมิฬมรดกเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!