กระดาษโนتهاแผ่นเล็กยับยู่ยี่ถูกสอดไว้ใต้บานประตูไม้สักของเรือนรับรอง กลิ่นอายคาวฝิ่นจางๆ และกลิ่นดินชื้นหลังฝนลอยอบอวลปะปนกับกลิ่นกายของรินรดาที่เพิ่งก้าวเท้าลงจากเตียงนอน ร่างระหงในชุดนอนผ้าแพรเนื้อบางเบายืนนิ่งค้างอยู่กลางห้อง แววตาดุดันฉายแววระแวดระวังขณะก้มลงหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาคลี่ออกอ่าน
*“หนีไปเสีย... ก่อนที่เงาของศิลาจะกลืนกินวิญญาณคุณจนไม่เหลือซาก”*
ลายมือหวัดๆ แต่หนักแน่นด้วยแรงกดของปลายปากกาทำให้หัวใจของหญิงสาวกระตุกวูบ รินรดากวาดสายตามองผ่านช่องหน้าต่างบานเกล็ดออกไปเบื้องล่าง ความมืดมิดของหุบเขาไร่ฝิ่นยามวิกาลยังคงเงียบสงัด มีเพียงเสียงหริ่งหรีเรไรและเสียงฝีเท้าของยามลาดตระเวนที่เดินย่ำไปตามกรวดทราย เสียงรองเท้าบูทหนักๆ นั่นทิ้งจังหวะสม่ำเสมอ... แต่ทว่า มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของคนส่งสารลึกลับคนนี้แน่นอน
ใครกันที่กล้าบุ่มบ่ามเข้ามาถึงเขตเรือนพักส่วนตัวของศิลา วรโชติเมธี?
ที่นี่เปรียบเสมือนรังเสือ ป้อมปราการอันแข็งแกร่งที่เต็มไปด้วยสมุนมือขวาและสายตาคมกริบของเจ้าพ่อไร่ฝิ่นผู้ทรงอิทธิพล การที่ใครสักคนสามารถเล็ดลอดเข้ามาหยิบยื่นคำเตือนนี้ถึงมือเธอได้ ย่อมหมายความว่าบุคคลผู้นั้นต้องคุ้นเคยกับภูมิประเทศของที่นี่เป็นอย่างดี... หรือไม่ก็เป็นหนอนบ่อนไส้ที่กล้าท้าทายอำนาจมืดของศิลาอย่างโจ่งแจ้ง
"กำลังอ่านอะไรอยู่หรือครับ... คนสวย"
เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าดังขึ้นจากด้านหลังอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ลมหายใจอุ่นร้อนที่เจือกลิ่นบุหรี่จางๆ เป่ารดต้นคอระหงจนรินรดาสสะดุ้งสุดตัว สัญชาตญาณการเอาตัวรอดทำให้เธอกำกระดาษในมือแน่นจนยับยู่ยี่ ก่อนจะหันขวับกลับไปเผชิญหน้า
ศิลายืนซ้อนอยู่ด้านหลังในระยะประชิด ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิร์ตสีดำพับแขนขึ้นจนเห็นกล้ามเนื้อแขนทรงพลังและรอยสักรูปงูเลื้อยพันข้อมือ แววตาคมกริบราวกับสัตว์นักล่าคู่นั้นกวาดมองใบพักตร์ตื่นตระหนกของเธอด้วยความพึงพอใจ มุมปากหยักลึกยกยิ้มเยาะอย่างเหนือกว่า ทว่าแฝงไว้ด้วยความดุดันที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า
"คุณเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่..." รินรดาเค้นเสียงถาม ลมหายใจติดขัดเมื่อร่างสูงก้าวเข้ามาเบียดชิดจนแผ่นหลังของเธอแนบติดกับบานหน้าต่างไม้
"ผมเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ อยากจะเข้าห้องไหน เวลาไหน มันจำเป็นต้องขออนุญาตเชลยอย่างคุณด้วยหรือครับ รินรดา" ศิลาเอ่ยเสียงพร่า มือหนายื่นเข้ามาฉวยกระดาษในมือเล็กที่พยายามซ่อนไว้ด้านหลังอย่างรวดเร็วโดยที่เธอไม่ทันตั้งตัว
"เอาคืนมานะ!" เธอพยายามปัดป้องและแย่งชิง แต่มีหรือที่เรียวแรงของผู้หญิงจะสู้แรงมหาศาลของเจ้าพ่อไร่ฝิ่นได้ ศิลาเพียงแค่ยกมือขึ้นสูงเหนือศีรษะ ปลายนิ้วเรียวยาวคลี่กระดาษแผ่นนั้นออกอ่านด้วยสายตานิ่งสนิท
ความเงียบปกคลุมห้องนอนชั่วขณะ ทว่าบรรยากาศกลับอัดแน่นไปด้วยความตึงเครียดที่พุ่งสูงจนแทบหายใจไม่ออก กล้ามเนื้อทุกมัดบนแผ่นอกกว้างของศิลากระชับแน่นขึ้น ดวงตาคมกริบเปลี่ยนเป็นสีนิลเข้มดุจรัตติกาลที่ไร้ก้นบึง
"หึ..." เสียงหัวe-เยาะในลำคอของชายหนุ่มดังขึ้นเบาๆ ก่อนที่เขาจะขยำกระดาษแผ่นนั้นจนแหลکคามือ แล้วโยนมันทิ้งลงพื้นอย่างไร้ค่า
"ใครส่งมา?" น้ำเสียงของศิลากดต่ำลงจนน่ากลัว ราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์ร้ายก่อนตะครุบเหยื่อ มืออีกข้างเอื้อมไปบีบปลายคางมนของเธอให้เงยขึ้นรับการสบตา แรงบีบไม่ได้รุนแรงจนถึงขั้นเจ็บปวด แต่หนักหน่วงพอที่จะทำให้รินรดารู้สึกถึงอำนาจครอบงำที่เธอไม่มีวันดิ้นหลุด
"ฉันไม่รู้..." เธอตอบเสียงแข็ง แม้หัวใจจะเต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่นต่ออารมณ์ที่คาดเดาไม่ได้ของคนตรงหน้า
"ไม่รู้... หรือจงใจปกป้องมันกันแน่" ศิลาโน้มใบหน้าลงมาใกล้ จนปลายจมูกโด่งคมเฉียดผ่านแก้มเนียน กลิ่นกายบุรุษเพศที่ร้อนรุ่มและทรงเสน่หาแผ่ซ่านเข้ามาโอบ
ล้อมร่างของเธอไว้ทุกทิศทาง "จำใส่หัวสมองของคุณเอาไว้ให้ดี รินรดา... ไม่มีใครหน้าไหนในดินแดนแถบนี้กล้าเข้ามาเหยียบเรือนของผมเพื่อส่งจดหมายบ้าๆ นี่ ถ้าไม่ใช่เพราะมีคนเปิดทางให้ หรือ... มันเป็นเกมตื้นๆ ที่คุณกับชู้รักเก่าร่วมมือกันสร้างขึ้นมาเพื่อหาทางหนี?"
คำกล่าวหาอันร้ายกาจทำให้ความโกรธพุ่งพล่านขึ้นมาในอก รินรดารวบรวมแรงทั้งหมดผลักอกกว้างของเขาออกเต็มแรง แต่ศิลากลับยืนหยัดมั่นคงราวกับภูเขาหิน ร่างสูงใหญ่ก้าวรุกไล่ต้อนจนเธอก้าวถอยหลังไปจนสะโพกชนติดกับขอบเตียงนอนนุ่ม
"คุณมันบ้า! คิดว่าตัวเองเป็นพระเจ้าหรือไง ถึงได้เที่ยวระแวงไปทั่ว ควบคุมทุกชีวิตไว้ใต้ฝ่าเท้า!" เธอตวาดกลับด้วยความเหลืออด ดวงตากลมโตจ้องมองเขาอย่างไม่เกรงกลัว แม้ภายในอกจะหวั่นไหวกับแรงดึงดูดอันรุนแรงที่แผ่ออกมาจากตัวเขาก็ตาม
"ใช่... สำหรับที่นี่ ผมคือพระเจ้า!" ศิลาคำรามลั่น นัยน์ตาดุดันลุกโชนด้วยไฟแห่งโทสะและเสน่หาที่ผสมปนเปกันจนแยกไม่ออก มือหนากระชากร่างบางเข้าหาตัวจนแนบชิดสนิทกัน ไม่มีช่องว่างให้อากาศผ่าน ร่างกายของทั้งคู่แนบประสานจนรับรู้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่เต้นรัวเร็วดั่งกลองศึก
รินรดาหวีดร้องออกมาเบาๆ เมื่อถูกเหวี่ยงลงไปนอนราบกับเตียงนอนนุ่มโดยมีร่างหนาของชายหนุ่มตามทาบทับลงมาอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด ศิลาใช้มือข้างหนึ่งตรึงข้อมือทั้งสองข้างของเธอไว้เหนือศีรษะด้วยมือเดียวอย่างง่ายดาย ขณะที่มืออีกข้างสอดเข้าไปใต้กลุ่มผมยาวสลวย บังคับให้เธอต้องแหงนเงยลำคอระหงรับการคุกคาม
"ปล่อยนะ... อื้อ!"
คำประท้วงทั้งหมดถูกกลืนหายไปในลำคอเมื่อริมฝีปากหนาร้อนระอุประกบจูบลงมาอย่างไร้ความปรานี รสจูบทั้งดิบเถื่อน ดุดัน และเต็มไปด้วยความหึงหวงอันป่าเถื่อน ศิลาบดขยี้เรียวปากอิ่มอย่างเอาแต่ใจ ลิ้นร้อนรุกรานเข้าไปโกยความหวานล้ำภายในโพรงปากนุ่มอย่างหิวกระหาย ราวกับต้องการลงทัณฑ์ความดื้อรั้นและลบเลือนร่องรอยของข้อความปริศนาออกจากความทรงจำของเธอให้สิ้นซาก
รินรดาพยายามบิดเบือนใบหน้าหนีและขัดขืนสุดกำลัง แต่รสสัมผัสที่ร้อนแรงและชำนาญการของเขากลับทำให้เรี่ยวแรงอันน้อยนิดค่อยๆ ละลายหายไป ความซาบซ่านระลอกแล้วระลอกเล่าแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กายราวกับถูกกระแสไฟฟ้าแรงสูงช็อต สติสัมปชัญญะที่เคยต่อต้านเริ่มพร่าเลือนภายใต้เพลิงสวาทที่เขาจงใจจุดขึ้นมาเผาผลาญ
ลมหายใจหอบกระชั้นของทั้งสองประสานเป็นเสียงเดียวกัน ศิลาผริมฝีปากออกช้าๆ ปล่อยให้เธอบริสุทธิ์ได้สูดอากาศหายใจเข้าปอดเพียงชั่วครู่ ก่อนที่ใบหน้าคมคายจะเคลื่อนต่ำลงมาซุกไซร้ซอกคอหอมกรุ่น ขบเม้มผิวเนื้ออ่อนนุ่มจนเกิดรอยแดงกุหลาบช้ำๆ เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของอย่างชัดเจน
"จำเอาไว้ว่าคุณเป็นของผม... ร่างกายนี้ วิญญาณนี้ แม้แต่เงาของคุณ ก็ไม่มีสิทธิ์หนีไปไหนได้ทั้งนั้น" เสียงกระซิบแหบพร่าข้างใบหูร้อนผ่าว พร้อมกับฝ่ามือใหญ่ที่ลูบไล้ไปตามโค้งเว้าของสัดส่วนผ่านเนื้อผ้าบางเบาอย่างจงใจปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบให้ตื่นขึ้น
รินรดานอนหอบสะท้าน แววตาดื้อรั้นในตอนแรกบัดนี้ฉายแววปร่าเรืองด้วยแรงอารมณ์ที่ถูกปลุกปั่นจนยากจะควบคุม เธอกำชายเสื้อเชิร์ตของเขาแน่นโดยไม่รู้ตัว ขณะที่ศิลายกยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ เข้มข้น ดิบเถื่อน และพร้อมจะกลืนกินเธอทั้งตัวในค่ำคืนอันยาวนานนี้
ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากร้อนกำลังจะทาบทับลงมาอีกครั้ง เสียงเคาะประตูด้านนอกก็ดังขึ้นอย่างเร่งรีบ ตามด้วยเสียงตะโกนกระหึ่มด้วยความตกใจของสมุนมือขวา
"นายครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว ทางชายแดนด้านทิศเหนือ... โกดังสินค้าของเราถูกลอบวางเพลิง!"
ศิลาชะงักกึก ร่างสูงผุดลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว แววตาดุดันเปลี่ยนเป็นคมกلاกล้าในพริบตา ความสนใจทั้งหมดถูกดึงดูดไปยังภัยคุกคามใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
ชายหนุ่มหันกลับมามองรินรดาที่นอนหอบหายใจอยู่บนเตียงด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ก่อนจะโน้มตัวลงกระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและเฉียบขาด
"เกมยังไม่จบ... รอผมกลับมาจัดการคุณต่อ"
พูดจบ ศิลาก็ลุกพรวดคว้าปืนพกสีดำสนิทเหน็บเข้าที่เอว แล้วสาวเท้าก้าวออกจากห้องไปอย่างรวดเร็วดุจพายุ ทิ้งให้รินรดานอนหัวใจเต้นระรัวอยู่บนเตียงลำพังท่ามกลางความเงียบงัน
ทว่า... ในจังหวะที่เสียงฝีเท้าของศิลาลับหายไปตามทางเดินยาว รินรดาก็เหลือบไปเห็นเงาดำตะคุ่มทาบทับผ่านเข้ามาทางผ้าม่านโปร่งของระเบียงห้องนอน
ไม่ใช่เงาของศิลา... และไม่ใช่เงาของสมุนยาม!
หน้าต่างกระจกบานเลื่อนที่ไม่ได้ลงกลอนถูกผลักเปิดออกช้าๆ พร้อมกับร่างในชุดคลุมสีดำสนิทที่ก้าวเข้ามาประชิดเตียงนอนอย่างเงียบเชียบ ก่อนที่ปลายมีดคมกริบจะจ่อลงตรงหน้าผากของเธอ พร้อมกับเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ
*"ถ้าไม่อยากตาย... จงตามฉันมาทางนี้"*
---
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านค่ำคืนอันเร่าร้อนและระทึกขวัญนี้ไปกับตัวละครทุกตัวนะครับ - ธานินทร์แดนเถื่อน
ดิบเถื่อนกลางไร่ฝิ่น: รอยทมิฬมรดกเลือด•ตอนที่ 19
เงาตามตัว
ผลงานโดย ธานินทร์แดนเถื่อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ธานินทร์แดนเถื่อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดิบเถื่อนกลางไร่ฝิ่น: รอยทมิฬมรดกเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!