เสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ย่ำเข้ามาในความมืดของห้องพักรับรองหลังไร่ฝิ่น ไม่ได้ทำให้รินรดาตกใจเท่ากับน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยทักทายราวกับเขายืนรออยู่ตรงนั้นมานานนับปี ประโยคสั้นๆ จากปากของ ศิลา วรโชติเมธี สั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจของผู้หญิงที่พยายามหนีสุดชีวิต ร่างบางในชุดเดินทางยับย่อยยืนตัวแข็งทื่ออยู่หน้าหน้าต่างที่ถูกงัดจนเปิดอ้า มือเรียวกำเศษกระดาษแผนที่ธรณีวิทยาแน่นจนยับยู่ยี่
ดวงตาคมกริบของเจ้าพ่อแห่งดินแดนเถื่อนสะท้อนแสงไฟจากตะเกียงน้ำมันวับวาว เขาไม่ได้พกพาอาวุธปืนมาในคืนนี้ ทว่าการปรากฏตัวอย่างไร้ซุ่มเสียงและการก้าวเข้ามาทีละก้าวอย่างเชื่องช้า กลับสร้างแรงกดดันมหาศาลจนอากาศรอบตัวคล้ายจะเบาบางลง
"คิดว่าจะบินหนีไปได้ไกลแค่ไหนกันครับ รินรดา" ศิลาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเจือแววเยาะหยันที่บาดลึกถึงกระดูก เขาก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอในระยะที่กลิ่นอายบุหรี่ผสมผสานกับกลิ่นกายดิบเถื่อนของผู้ชายอันตรายโชยเข้าเตะจมูก รินรดากัดริมฝีปากจนห่อเลือด ความดื้อรั้นในสายตาไม่ได้จางหาย แม้ขาเรียวจะสั่นเทาด้วยความหวาดระแวง
"ปล่อยฉันไปเถอะค่ะ... เอ๊ย... ปล่อยฉันไปเถอะศิลา คุณไม่มีสิทธิ์มาขังฉันไว้ที่นี่" เธอกลืนคำพูดแก้ตัวลงคอ แล้วเปลี่ยนเป็นความแข็งกร้าว
ศิลาหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำและสั่นพร่า ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียวจนแผ่นหลังของเธอกระแทกเข้ากับขอบหน้าต่างไม้เก่าๆ เขาใช้มือข้างหนึ่งยันกรงขังร่างเธอไว้กับผนัง ส่วนมืออีกข้างเอื้อมมาไล้ปลายนิ้วหยาบกร้านไปตามกรอบหน้าเนียนนุ่มอย่างถือวิสาสะ
"สิทธิ์เหรอครับ? บนผืนแผ่นดินนี้... กฎหมายสูงสุดคือผม และคุณ... คือสมบัติชิ้นเดียวที่ผมจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนแย่งไป"
สัมผัสร้อนผ่าวจากปลายนิ้วของเขาทำให้ผิวเนื้อของรินรดาร้อนรุ่มราถูกไฟลน เธอพยายามเบือนหน้าหนี ทว่าศิลาไม่ยอมจำนน เขากลับใช้มืออีกข้างบีบปลายคางมนให้หันกลับมาสบตา แรงบีบไม่ได้รุนแรงจนเจ็บปวด แต่หนักหน่วงพอที่จะบังคับให้เธอต้องรับรู้ถึงอำนาจที่เหนือกว่า ความโกรธเกรี้ยวและแรงดึงดูดทางเพศที่อัดแน่นอยู่ระหว่างคนทั้งสองปะทะกันอย่างรุนแรงในความเงียบสงัดยามวิกาล
"คุณมันบ้า... ศิลา คุณทำแบบนี้มันกักขังหน่วงเหนี่ยว!"
"ใช่... ผมมันบ้า" เขาคำรามเสียงต่ำในลำคอ ดวงตาคู่นั้นวาวโรจน์ด้วยไฟปรารถนาที่ถูกปลุกเร้าจนยากจะควบคุม "และคุณก็เป็นคนจุดไฟบ้าๆ นี่ขึ้นมาเอง ตั้งแต่วินาทีที่คุณกล้าเหยียบเข้ามาในเขตอิทธิพลของผม"
ริมฝีปากหยักลึกทาบทับลงมาอย่างไร้ความปรานี รสจูบดุดัน ร้อนแรง และเต็มไปด้วยความกระหายหิวราวกับสัตว์ป่าที่อดโซ รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เธอยกมือขึ้นทุบตีแผงอกกว้างและพยายามสะบัดหน้าหนี แต่แรงอันน้อยนิดของเธอกลับกลายเป็นการสุมไฟในตัวเขาให้ลุกโชนยิ่งขึ้น ศิลาใช้แขนแกร่งรวบเอวคอดกิ่วของเธอเข้าหาตัวจนแนบชิด ร่างกายของทั้งคู่แนบสนิทไร้ช่องว่าง ลมหายใจร้อนผ่าวผสมผสานกันจนแยกไม่ออกว่าใครเป็นผู้ควบคุมเกม
รสจูบที่เริ่มต้นด้วยความดุดันค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความลึกซึ้งเร่าร้อน มือหนาที่เคยบีบคางเลื่อนลงมาโอบท้ายทอย ลูบไล้เส้นผมยาวสลวยจนเธอยอมจำนนต่อแรงโน้มถ่วงทางอารมณ์ รินรดาส่งเสียงประท้วงในลำคอได้ไม่นาน เรียวลิ้นร้อนที่รุกรานเข้ามากลับกวาดต้อนความหวานล้ำภายในโพรงปากของเธอจนสติสัมปชัญญะที่สั่งให้ขัดขืนเริ่มพร่าเลือน ความโกรธแค้นแปรเปลี่ยนเป็นความหวามไหวที่กัดกินหัวใจทีละน้อย ศีรษะของเธอมึนงงราวกับล่องลอยอยู่กลางพายุหมุน
ศิลาถอนริมฝีปากออกช้าๆ ปล่อยให้เธอยืนหอบหายใจโยนตัวด้วยความเหนื่อยอ่อน ดวงตาคมกริบมองสำรวจใบหน้าแดงก่ำและริมฝีปากที่บวมเจ่อจากการจูบของตนด้วยความพึงพอใจ มือใหญ่สอดเข้าไปใต้ร่มผ้าเนื้อบาง ลูบไล้ผิวเนียนละเอียดตั้งแต่แผ่นหลังไล่ต่ำลงมาจนถึงสะโพกกลมกลึง สัมผัสวาบหวามนั้นทำให้รินรดาสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ขาเรียวแทบจะพยุงน้ำหนักตัวเองไม่ไหวจนต้องใช้มือทั้งสองข้างกำเสื้อเชิร์ตของเขาไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยว
"จำไว้... รินรดา" เสียงกระซิบพร่ามัวดังชิดริมใบหู พร้อมกับลมหายใจร้อนๆ ที่เป่ารดต้นคอขาวผ่อง "ต่อให้คุณหนีไปจนสุดหล้าฟ้าเขียว ผมก็จะตามล่าตัวคุณกลับมาขังไว้ในอ้อมอกนี้... ด้วยโซ่ตรองที่ไม่มีวันหลุด"
ความสุขสมที่มาพร้อมกับความหวาดระแวงฉายชัดในแววตาของหญิงสาว เธอยอมรับความจริงในข้อหนึ่งอย่างขมขื่นว่า แม้เธอจะเกลียดชังความดิบเถื่อนและอำนาจเผด็จการของเขาเพียงใด แต่ร่างกายและหัวใจดื้อรั้นดวงนี้ กลับพ่ายแพ้ให้กับสัมผัสและเสน่หาอันตรายของผู้ชายคนนี้อย่างราบคาบ
ศิลาช้อนร่างบางขึ้นไว้ในอ้อมแขนอย่างง่ายดายราวกับเธอไม่มีน้ำหนัก รินรดาส่งเสียงอุทานด้วยความตกใจแต่ก็ไม่ได้ขัดขืน ปล่อยให้เขาพาเดินก้าวข้ามผ่านความมืดของห้องพักตรงไปยังเตียงนอนกว้างที่ปูด้วยผ้าเนื้อดี
แสงจันทร์ที่สาดส่องลอดผ่านหน้าต่างเผยให้เห็นเงาร่างสองร่างที่หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวท่ามกลางค่ำคืนอันยาวนาน แรงขับทางอารมณ์และสัญชาตญาณดิบดึงดูดพวกเขาลึกลงไปในห้วงแห่งเสน่หาที่ไม่มีทางหวนกลับ เสียงหอบหายใจและเสียงกระซิบกระซาบเคล้าคลอไปกับความตึงเครียดที่ถูกปลดปล่อยออกมาทีละเปลาะ ร่างกายที่แนบชิดและบทรักอันเร่าร้อนลึกซึ้งดำเนินไปอย่างไร้การผ่อนปรน ทุกสัมผัสคือการประกาศความเป็นเจ้าของ และทุกร่องรอยคือนิยามแห่งการจองจำที่ไร้กรงขัง
ทว่า... ในช่วงเวลาที่ความสุขสมกำลังพุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่และเสียงตะโกนเอะอะโกลาหลก็ดังขึ้นจากบริเวณหน้าไร่ฝิ่น ขัดจังหวะความเงียบสงัดยามวิกาลอย่างกะทันหัน
ศิลาชะงักการเคลื่อนไหว ดวงตาคมดุหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความระแวง เขาดึงผ้าห่มมาคลุมกายให้รินรดาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้าวลงจากเตียงแล้วคว้าปืนพกสั้นที่วางไว้บนโต๊ะข้างหัวเตียงขึ้นมาปลดเซฟด้วยความรวดเร็ว
เสียงเคาะประตูดังขึ้นรัวๆ พร้อมกับเสียงตะโกนกระหืดกระหอบของลูกน้องคนสนิทที่หน้าห้องพัก "นายครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว... ทางกองกำลังไม่ทราบฝ่ายบุกเข้ามาทางชายแดนด้านเหนือ... และพวกมัน... กำลังมุ่งหน้ามาที่เรือนใหญ่ครับ!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านค่ำคืนอันยาวนานและเร่าร้อนนี้ไปกับตัวละครทุกตัวนะครับ
ดิบเถื่อนกลางไร่ฝิ่น: รอยทมิฬมรดกเลือด•ตอนที่ 18
คืนที่ยาวนาน
ผลงานโดย ธานินทร์แดนเถื่อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ธานินทร์แดนเถื่อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดิบเถื่อนกลางไร่ฝิ่น: รอยทมิฬมรดกเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!