ดิบเถื่อนกลางไร่ฝิ่น: รอยทมิฬมรดกเลือด•ตอนที่ 11

กฎเหล็กของคนเถื่อน

ผลงานโดย ธานินทร์แดนเถื่อน
กระดาษแผ่นหนาวางลงบนพื้นโต๊ะไม้สักทอง เสียงกระแทกเบาๆ นั้นดังสะท้อนก้องกังวานในความเงียบงันของห้องทำงานมืดทึบ กลิ่นไอฟูเลอกจากไร่ผสมผสานกับกลิ่นบุหรี่คิวบาชั้นดีลอยวนอยู่ในอากาศ สร้างบรรยากาศที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก รินรดากวาดสายตามองกระดาษแผ่นนั้นด้วยความรู้สึกที่ดิ่งลึก เธอยืนนิ่งหลังตรง ไม่ยอมขยับตัวเข้าไปใกล้ แม้จะรู้ดีว่าเวลานี้เธอไม่ใช่ผู้มีสิทธิ์เลือก "อ่านสิครับ... หรือต้องให้ผมช่วยอ่านให้ฟังทีละบรรทัด" เสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบของศิลาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงนั้นเรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจเผด็จการที่พร้อมจะบดขยี้ทุกอย่างที่ขวางหน้า เขานั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังสีเข้ม แสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะสาดส่องใบหน้าคมคายที่มีรอยแผลเป็นจางๆ ยิ่งขับเน้นให้ดวงตาคมกริบราวกับพญาอินทรีคู่นั้นดูอันตรายและทรงเสน่ห์ในเวลาเดียวกัน รินรดากัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ความดื้อรั้นในสายตาไม่ได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย เธอยื่นมือเรียวไปหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอ่านด้วยหัวใจที่เต้นระรัว กฎเหล็กสามข้อถูกเขียนด้วยลายมือหวัดๆ แต่เฉียบคมราวกับรอยมีดกรีด ข้อแรก ห้ามก้าวก่ายหรือสืบสาวราวเรื่องเกี่ยวกับเส้นทางการเงินและคนงานในเขตหวงห้ามเด็ดขาด ข้อสอง ทุกครั้งที่พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า เธอจะต้องอยู่ในสายตาของเขา ห้ามออกไปไหนลำพังโดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อสาม... ข้อสุดท้ายที่ทำให้ลมหายใจของเธอสะดุดกึก ร่างกายชาวาบไปทั้งแถบ "เงื่อนไขบ้าอะไรกันนี่!" รินรดาตวัดสายตากลับมามองหน้าเขาอย่างเหลืออด กระดาษในมือสั่นเทด้วยความโกรธ "คุณคิดว่าฉันเป็นอะไร เป็นนักโทษเดนตาย หรือเป็นนางบำเรอที่คุณจะเกณฑ์มาทำตามใจชอบเมื่อไหร่ก็ได้!" ศิลาหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นสะเทือนในอก เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำภายใต้เสื้อเชิ้ตพับแขนเผยให้เห็นกล้ามเนื้อและรอยสักรางๆ ก้าวเท้าเข้ามาหาเธอทีละก้าวอย่างเชื่องช้า แต่มั่นคงราวกับเสือร้ายที่กำลังต้อนเหยื่อให้จนมุม "คุณไม่ใช่ทั้งสองอย่างนั้นหรืองดงาม..." ศิลาโน้มใบหน้าลงมาใกล้ จนกระทั่งลมหายใจอุ่นร้อนที่มีกลิ่นบุหรี่จางๆ ปะทะเข้ากับแก้มเนียน รินรดาผถอยหลังจนสะโพกชนเข้ากับขอบโต๊ะทำงาน ไม่มีทางหนีรอดอีกต่อไป "สำหรับผมแล้ว... คุณคือสิ่งเดียวในไร่นี้ที่ผมยังรู้สึกว่าน่าสนใจพอจะออกคำสั่ง" มือหนาเอื้อมมาคว้าข้อมือเรียวของเธอไว้ บีบกระชับแน่นพอเหมาะ ไม่ให้เจ็บจนเกินไปแต่ก็ไม่มีทางสะบัดหลุด แรงดึงดูดระหว่างคนทั้งสองรุนแรงเสียจนอากาศรอบตัวร้อนผ่าว รินรดาสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากฝ่ามือของเขาที่แผ่ซ่านผ่านผิวเนื้อ สัญชาตญาณเตือนภัยกรีดร้องในหัว แต่ความรัญจวนใจแปลกประหลาดกลับวิ่งพล่านไปตามกระแสเลือดอย่างห้ามไม่อยู่ "ปล่อยฉันนะ..." เธอพยายามกดเสียงให้มั่นคง แม้หัวใจจะเต้นโครมครามจนแทบกระเด็นออกมานอกอก "ฉันมาที่นี่เพื่อสำรวจชั้นหินและร่องแร่น้ำบาดาล ไม่ใช่มาเซ็นสัญญาเป็นทาสกามารมณ์ของคุณ!" "ปากเก่งดีนี่ครับ..." ศิลาโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนริมฝีปากหยักลึกเกือบจะแนบชิดกับใบหูของเธอ เสียงกระซิบพร่าต่ำนั้นเต็มไปด้วยความหิวกระหายที่ถูกเก็บกดไว้ "แต่คุณก็รู้ดี... ว่ากฎข้อที่สามในกระดาษแผ่นนั้น มันไม่ได้เขียนไว้เพื่อให้คุณปฏิเสธ" รินรดาตัวแข็งทื่อ สมองประมวลผลถึงข้อความบรรทัดสุดท้ายที่เธอเพิ่งอ่านผ่านตา *'ทุกค่ำคืน รินรดาต้องปรนนิบัติและอยู่ใต้ร่างของศิลาจนกว่าเขาจะพอใจ'* ความโกรธเกรี้ยวพุ่งพล่านขึ้นมากลบความหวาดกลัว เธอง้างมืออีกข้างขึ้นเตรียมจะตบหน้าคนหยิ่งผยองตรงหน้าให้สาสม แต่ทว่า... ศิลาไวกว่า เขารวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอไขว้ไว้เหนือศีรษะด้วยมือเพียงข้างเดียวได้อย่างง่ายดาย ร่างกายหนาหนักก้าวเข้ามาแนบชิด เบียดสะโพกและแผงอกกำยำเข้ากับเรือนร่างบอบบางจนไม่มีช่องว่างให้อากาศแทรกผ่าน ความอบอุ่นและกลิ่นกายเฉพาะตัวของผู้ชายดิบเถื่อนคนนี้ห้อมล้อมเธอไว้ทุกทิศทาง "คิดจะทำร้ายผมอีกแล้วเหรอครับ... คนสวย" ศิลาจ้องมองริมฝีปากที่เม้มแน่นของเธอด้วยสายตาร้อนแรงราวกับเปลวเพลิงในเตาหลอม "จำไว้ว่าทุกครั้งที่คุณพ่ายแพ้ให้กับความดื้อรั้นของตัวเอง... คุณจะต้องชดใช้มันด้วยร่างกายและลมหายใจของคุณเอง" สิ้นคำพูดนั้น เขาก็ก้มลงปิดริมฝีปากบางเฉียบของเธอทันทีอย่างไม่ปล่อยให้ตั้งตัว จูบที่เริ่มต้นด้วยความดุดันและเอาแต่ใจ ค่อยๆ ทวีความเร่าร้อนและลึกซึ้งขึ้นตามแรงอารมณ์ที่ปะทุขึ้นในใจของชายหนุ่ม รินรดาร้องอื้ออึงในลำคอ พยายามเบือนหน้าหนีและขัดขืนด้วยศักดิ์ศรีทั้งหมดที่มี แต่เรียวปากและเรียวลิ้นของเขากลับรุกรานเข้ามาอย่างชำนาญและหิวกระหาย บดขยี้ความดื้อรั้นของเธอให้แหลกสลายคอสมผัสอันวาบหวาม มือหนาที่เคยตรึงข้อมือเธอไว้ เลื่อนลงมาโอบกระชับเอวคอดกิ่ว บังคับให้เธอยืนแนบชิดติดกับร่างกายที่ร้อนระอุของเขา สัมผัสจากฝ่ามือหยาบกร้านลูบไล้ไปตามแผ่นหลังผ่านเนื้อผ้าบางเบา ทำให้ขนลุกชันไปทั่วร่าง ความตึงเครียดและการปะทะคารมเมื่อครู่ถูกแปรเปลี่ยนเป็นเปลวเพลิงแห่งความเสน่หาที่โหมกระหน่ำเผาผลาญสติสัมปชัญญะของคนทั้งคู่จนหมดสิ้น รินรดาหลับตาลงอย่างจำยอมต่อความหอมหวานอันตรายที่เขาหยิบยื่นให้ หัวใจที่เคยต่อต้านกลับอ่อนยวบลงภายใต้สัมผัสอันทรงพลังและเร่าร้อนเกินกว่าจะต้านทานไหว ท่ามกลางความเงียบงันของค่ำคืนอันดิบเถื่อนในไร่ฝิ่นที่ไม่มีกฎหมายใดเอื้อมถึง เสียงหอบหายใจกระชั้นชิดของคนทั้งสองดังประสานกัน ทว่าในขณะที่อารมณ์รักกำลังพุ่งทะยานขึ้นสู่ขีดสุดจนแทบหลอมละลายรวมเป็นหนึ่งเดียว เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ ตามมาด้วยเสียงตะโกนกระหึ่มของลูกน้องคนสนิทที่หน้าห้องทำงาน "นายครับ! แย่แล้วครับนาย... ทางกองกำลังฝ่ายรัฐกิจกำลังเคลื่อนกำลังพลบุกเข้ามาทางแนวชายป่าด้านเหนือแล้วครับ!" ศิลาชะงักกึก ลมหายใจร้อนผ่าวหยุดชะงักลงทันที แววตาคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยประกายปรารถนาแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเยือกและดุดันราวกับพายุทมิฬในชั่วพริบตา เขละมือออกจากเอวของรินรดาอย่างไม่เต็มใจนัก ก่อนจะหันขวับไปมองที่ประตูห้องด้วยใบหน้าเหี้ยมเกรียม ขณะที่รินรดายืนหอบหายใจโยนตัวสั่นเทาด้วยความตื่นตะลึงกับเหตุการณ์ตรงหน้า ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ห้วงเสน่หาอันดิบเถื่อนนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (ธานินทร์แดนเถื่อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดิบเถื่อนกลางไร่ฝิ่น: รอยทมิฬมรดกเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%