กลิ่นไอน้ำมันดิบและกลิ่นดินปืนจาง ๆ ยังคงอวลอยู่ในห้องทำงานกว้างชั้นบนสุดของคฤหาสน์กลางไร่ฝิ่น รินรดาไม่เคยถอยให้ความกดดันอันป่าเถื่อนของศิลา วรโชติเมธี แม้ว่ายามนี้ ร่างระหงของเธอจะถูกต้อนให้ถอยร่นจนแผ่นหลังบอบบางแนบสนิทไปกับชั้นหนังสือไม้มะค่าโบราณ
"คุณไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้กับฉัน ศิลา" น้ำเสียงของนักธรณีวิทยาหญิงสั่นระริกด้วยความโกรธ ไม่ใช่ความกลัว ดวงตากลมโตจ้องมองเจ้าพ่อไร่ฝิ่นอย่างไม่ลดละ แม้ห่างกันเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนที่เจือกลิ่นบุหรี่ราคาแพงของเขารดรดอยู่บนพวงแก้ม
ศิลาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นสะเทือนอกเสื้อเชิร์ตสีเข้มที่ปลดกระดุมออกสามเม็ดเผยให้เห็นแผลเป็นจาง ๆ และมัดกล้ามเนื้อแข็งแกร่งราวกับรูปสลักของบุรุษผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ เขายกมือขึ้นข้างหนึ่ง วางทาบลงบนชั้นหนังสือเหนืองศีรษะเธอ กักขังเธอไว้ในอาณาเขตของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ
"สิทธิ์เหรอ รินรดา..." ศิลาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะแตะกัน แววตาดุดันคู่นั้นกวาดมองริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันอย่างดื้อรั้น "ในดินแดนแห่งนี้ แผ่นดินที่เธอกำลังเหยียบย่ำ และตัวของเธอ... อยู่ภายใต้กฎของผมทั้งสิ้น ไม่มีคำว่าสิทธิ์สำหรับเชลยอย่างเธอ มีแต่คำว่า 'ต้องยอมรับ' เท่านั้น"
นิ้วแกร่งข้างที่ว่างเอื้อมไปแตะคางคางเรียวของเธอ บังคับให้เงยหน้าขึ้นรับการคุกคามที่ไร้ความปรานี แรงบีบไม่ถึงกับเจ็บ แต่เด็ดขาดและทรงพลังจนรินรดาต้องหายใจติดขัด หัวใจของเธอกระหน่ำเต้นรัวรากับจะหลุดออกมานอกอก ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เป็นเพราะแรงดึงดูดอันตรายที่แผ่ออกมาจากร่างกายของบุรุษตรงหน้า ร่างกายที่เธอพยายามต่อต้านทุกวิถีทาง แต่กลับสั่นสะท้านทุกครั้งที่เข้าใกล้
"ปล่อยฉัน..." เธอเค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามผลักแผงอกกว้างของเขาออก แต่ผลลัพธ์กลับเหมือนการเอาหินไปกระทบกำแพงเหล็ก ศิลากลับรวบเอวบางเข้าหาตัวอย่างรวดเร็ว แรงเหวี่ยงอันทรงพลังทำให้ร่างของเธอแนบชิดติดกับกายหนาอย่างไร้ช่องว่าง ความร้อนผ่าวจากร่างกายของเขาทะลุผ่านเนื้อผ้าเข้ามาจนเธอรู้สึกราวกับถูกแผดเผา
"ปากเก่งนักนะ..." ศิลาพึมพำชิดริมฝีปาก สายตาคมกริบกวาดมองใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธเคืองของเธอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึก "แต่เวลาที่ตัวเธอสั่นเทาอยู่ในอ้อมแขนของผม เธอกลับไม่เคยพูดจาอวดดีแบบนี้เลยสักครั้ง"
สัมผัสจากฝ่ามืออุ่นจัดที่เลื้อยลênลูบไล้แผ่นหลังภายใต้เสื้อเนื้อบางทำให้รินรดาสะดุ้งเฮือก ขนลุกชันไปทั่วร่าง ความโกรธที่เคยลุกโชนถูกแทนที่ด้วยคลื่นอารมณ์วาบหวามที่เธอเกลียดชังตัวเองเหลือเกินที่มันเริ่มตอบสนองเขา ศิลาจงใจใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยไล้ไปตามแนวสันกระดูกสันหลัง บังคับให้เธอแอ่นกายเข้าหาโดยสัญชาตญาณ
"คุณมันคนเผด็จการ..." เธอหอบหายใจกระsưก ยามที่ริมฝีปากของเขาเคลื่อนต่ำลงมาคลอเคลียอยู่ข้างใบหู ความเย็นเยียบจากสร้อยคอเงินที่เขาสวมปะทะเข้ากับผิวเนื้อ ทำให้เธอสะท้านเฮือก
"ใช่... ผมมันเผด็จการ" ศิลาตอบรับเสียงกระซิบพร่าต่ำ ริมฝีปากร้อนผ่าวขบเม้มเบา ๆ ที่ซอกคอขาวเนียนจนรินรดาต้องหลับตาปี๋ มือหนาข้างหนึ่งเลื่อนลงมาตรึงสะโพกมนไว้แน่น ไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ขยับหนีจากห้วงเสน่หาที่เขาจงใจถักทอขึ้นเพื่อลงทัณฑ์ความดื้อรั้น
กลิ่นกายเฉพาะตัวของเขา—กลิ่นบุหรี่ นิโคติน และความดิบเถื่อนอันเป็นเอกลักษณ์—โอบล้อมรอบตัวเธอไว้ทั้งหมด รินรดารู้สึกราวกับสติสัมปชัญญะกำลังถูกแผดเผาด้วยเปลวเพลิงที่เขาเป็นคนจุดขึ้น มือที่เคยพยายามผลักไสค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นกำเสื้อเชิร์ตของเขาแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ความพ่ายแพ้ต่อสัญชาตญาณลึกเร้นกำลังคืบคลานเข้ามาครอบงำทีละน้อย
ศิลาสัมผัสได้ถึงแรงตอบสนองอันน้อยนิดนั้น รอยยิ้มพึงใจผุดขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาไม่รอช้าที่จะฉวยโอกาสรวบตัวเธอขึ้นอุ้มจนร่างบางลอยหวือขึ้นจากพื้น รินรดาร้องอุทานด้วยความตกใจ รีบยกแขนขึ้นคล้องคอเขาไว้แน่นตามสัญชาตญาณเพื่อไม่ให้ร่วงหล่น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกเมื่อถูกพาเดินตรงไปยังเตียงนอนขนาดใหญ่กลางห้อง
"ศิลา! จะทำอะไร ปล่อยฉันนะ!"
ร่างบางถูกวางลงบนฟูกนุ่มอย่างไม่เบามือนัก ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ของมาเฟียหนุ่มจะตามทาบทับลงมาทันที น้ำหนักตัวที่กดทับลงมาทำให้เเหมือนถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น ศิลาก้มลงมองเชลยสาวใต้ร่าง แววตาเต็มไปด้วยประกายปรารถนาอันดิบเถื่อนและดุดันราวกับเสือร้ายที่ตะครุบเหยื่อไว้ในอุ้งมือ
"ผมบอกแล้วไงว่าไม่มีทางหนี..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยชิดริมฝีปาก ก่อนที่เขาจะประกบจูบลงมาอย่างเร่าร้อนและเอาแต่ใจ ปิดกั้นทุกคำปฏิเสธและเสียงประท้วงของเธอให้จมหายไปในลำคอ รสจูบทั้งดิบเถื่อน หนักหน่วง และเปี่ยมไปด้วยแรงขับทางอารมณ์อันรุนแรง ทำให้รินรดารู้สึกราวกับโลกทั้งใบกำลังหมุนเคว้ง
เรียวลิ้นร้อนล้ำรุกล้ำเข้ามาอย่างไร้ความปรานี กวาดต้อนความหวานล้ำภายในโพรงปากจนเธอแทบขาดใจตายคาอก มือหนาเริ่มปลดกระดุมเสื้อของเธอออกทีละเม็ดอย่างชำนาญ ท่ามกลางเสียงหอบหายใจกระชั้นชิดที่ประสานกันเป็นจังหวะในความมืดสลัวของห้องนอน
ความสัมพันธ์อันดุเดือดระหว่างทั้งสองดำเนินไปท่ามกลางเปลวไฟแห่งความเร่าร้อนที่แผดเผาทุกกฎเกณฑ์ ร่างกายที่แนบชิดและแรงเสียดทานจากสัมผัสวาบหวามหลอมรวมสติสัมปชัญญะของทั้งคู่ให้จมดิ่งลงสู่ห้วงเหวแห่งเสน่หาที่ไม่มีวันปีนป่ายกลับขึ้นมาได้ รินรดารู้สึกถึงหยาดน้ำตาแห่งความคับแค้นและยอมจำนนที่เอ่อคลอเบ้า แต่เสียงครางแผ่วเบาที่หลุดลอดริมฝีปากของเธอกลับทรยศต่อความตั้งใจทั้งหมด เมื่อปลายนิ้วแกร่งของเขาแตะต้องจุดอ่อนไหวจนร่างกายสะท้านเฮือกด้วยความสุขสมอันรุนแรง
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่มีใครล่วงรู้ ท่ามกลางความเงียบงันของห้องพักที่มีเพียงเสียงหอบหายใจเหนื่อยอ่อนของคนทั้งคู่ ศิลานอนตะแคงข้าง ใช้ศอกค้ำศีรษะมองดูหญิงสาวในอ้อมแขนที่หลับตาพริ้มด้วยความอ่อนเพลีย ผมยาวสลวยสยายเต็มหมอน ใบหน้าเนียนแดงก่ำและริมฝีปากบวมเจ่อจากการจูบอันดุเดือด
ศิลาโน้มใบหน้าลงไปกระซิบชิดใบหูของเธอ น้ำเสียงทุ้มต่ำเต็มไปด้วยคำประกาศิตที่ทำให้คนฟังต้องสะท้านเยือกไปถึงขั้วหัวใจ แม้ว่าเธอจะหลับตาหนีก็ตาม
"จำเอาไว้รินรดา... ต่อให้เธอวิ่งหนีไปจนสุดขอบโลก สุดท้ายเธอก็หนีไม่พ้นเงื้อมมือของผมอยู่ดี... เพราะเคือสมบัติของศิลา วรโชติเมธีแต่เพียงผู้เดียว"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ห้วงเสน่หาอันดิบเถื่อนนี้ด้วยกันนะครับ
ดิบเถื่อนกลางไร่ฝิ่น: รอยทมิฬมรดกเลือด•ตอนที่ 12
เสียงกระซิบหลังม่าน
ผลงานโดย ธานินทร์แดนเถื่อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ธานินทร์แดนเถื่อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดิบเถื่อนกลางไร่ฝิ่น: รอยทมิฬมรดกเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!