คราบดินสีแดงฉานจากหน้าผาหินปูนยังคงติดอยู่ตามเรียวขาเนียนระหงของรินรดา แต่สิ่งที่บดบังทัศนียภาพและสติสัมปชัญญะของเธอยิ่งกว่าความเหนื่อยล้าจากการหลบหนี คือแรงกดดันจากฝ่ามือหนาที่ตรึงข้อมือทั้งสองข้างของเธอไว้กับพนักโซฟาหนังแท้สีเข้มในห้องทำงานส่วนตัวของศิลา
กลิ่นหญ้าแฝก ผสมกลิ่นบุหรี่คิวบา และกลิ่นกายเฉพาะตัวของผู้ชายที่เปรียบดั่งเจ้าป่า กวาดต้อนอากาศรอบตัวเธอให้เหือดหาย ศิลานั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนเผยให้เห็นกล้ามเนื้อแน่นตึงและรอยสักรูปงูเห่าพันกริชที่ต้นแขน แววตาของเขาคู่นั้นดุดัน ราวกับเสือดาวที่กำลังจ้องตะครุบเหยื่อผู้ดื้อรั้นจนมุม
"ดื้อนักนะ รินรดา..." เสียงทุ้มต่ำลอดไรฟัน ดังขึ้นในความเงียบงันของห้องที่ปิดทึบ "คิดว่าหนีพ้นไปได้กี่น้ำ ถึงกล้าปีนหน้าผาหลังไร่ฝิ่นไปติดต่อหน่วยสำรวจแร่? อยากให้พวกมันรู้ความลับของฉันมากใช่ไหม"
"ปล่อยฉันนะ ศิลา!" รินรดาเชิดหน้าขึ้น สบตากับเขาอย่างไม่เกรงกลัว แม้เนื้อตัวจะสั่นเทาด้วยความโกรธและแรงดึงดูดทางกายที่ถาโถมเข้าใส่จนแทบหายใจไม่ออก "คุณไม่มีสิทธิ์กักขังฉันไว้ที่นี่ ฉันเป็นพลเมือง มีเสรีภาพ ไม่ใช่ทาสในไร่เถื่อนของคุณ!"
ศิลาหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ความขบขันแต่เต็มไปด้วยความเยียบเย็นและอำนาจมืด เขาโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ จนปลายจมูกเกือบจะชนกับแก้มเนียนที่เปื้อนฝุ่นควัน
"เสรีภาพเหรอ? อยู่ในอาณาจักรของฉัน วาจาและลมหายใจของเธอตีราคาเป็นเงินเป็นทองไปหมดแล้ว... และที่สำคัญ ร่างกายนี้ สมองพิศวาสนี้ มันประทับตรารับจำนองไว้กับฉันตั้งแต่คืนแรกที่เธอเหยียบเข้ามาในไร่ของฉันแล้ว"
ปลายนิ้วแข็งกระด้างแต่เต็มไปด้วยเสน่หาอันตรายลูบไล้ขึ้นมาจากข้อมือบาง ไต่ผ่านท่อนแขนเรียว จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่ลาดไหล่เปลือยเปล่าที่ชุดนักธรณีวิทยาขาดวิ่นจากการปีนป่าย รินรดาสะดุ้งเฮือก ขนลุกชันไปทั่วร่างเมื่อสัมผัสร้อนผ่าวราถ่านไฟนั้นแตะต้องผิวเนื้อ พยายามจะบิดข้อมือหนีแต่ก็ไร้ผล แรงของเธอเทียบไม่ได้เลยกับมาเฟียผู้ผ่านสมรภูมิชีวิตและธุรกิจสีเทามาอย่างโชกโชน
"อย่า... อย่ามาแตะต้องตัวฉัน!" เธอพยายามเปล่งเสียงให้แข็งกร้าว แต่เสียงสั่นพร่ากลับทรยศความรู้สึก
"ทำไมจะแตะไม่ได้ ในเมื่อเธอมันเกิดมาเพื่อเป็นของฉันคนเดียว" ศิลาพูดเสียงพร่า แววตาเปลี่ยนเป็นสีเข้มจัดยามกวาดมองลำคอระหงที่กระกระفقขึ้นลงตามจังหวะการหายใจ ร่างกายของเขาร้อนรุ่มราวกับมีไฟสุมอก ความดื้อรั้นของเธอยิ่งปลุกสัญชาตญาณดิบเถื่อนให้ตื่นขึ้นมาอย่างไร้การควบคุม
เขาก้มลงซุกใบหน้าเข้าที่ซอกคอขาวผ่องของเธอทันทีโดยไม่รอให้เธอได้ตั้งตัว รินรดากรيدลั่นในลำคอ ร่างกายสะท้านเฮือกด้วยความตกใจและกระแสความวาบหวามที่วิ่งพล่านไปทั่วกระดูกสันหลัง สัมผัสจากริมฝีปากอุ่นจัดและไรเคราสากระคายที่บดเบียดลงบนผิวเนื้ออ่อนนุ่ม ทำเอาสติสัมปชัญญะที่สั่งสมมานานพังทลายลงในพริบตา
"อื้อ... ศิลา... ปล่อยนะ!" เธอยกมือขึ้นทุบลาดไหล่กว้างของเขา แต่แรงทุบนั้นกลับเหมือนการสะกิดเร้าให้เขาฮึกเหิมยิ่งขึ้น
ศิลาสูดดมกลิ่นหอมหวานเฉพาะตัวของเธอเข้าเต็มปอด มือใหญ่อีกข้างเลื่อนลงมาโอบรัดเอวคอดกิ่ว กดร่างบางให้แนบชิดติดกับแผงอกแกร่งจนไม่มีช่องว่างให้ลมผ่าน รสสัมผัสที่เขาปรนเปรอทั้งดุดันและเร่าร้อน ริมฝีปากหยักลึกขบเม้มผิวเนื้อที่ต้นคอระหงซ้ำแล้วซ้ำเล่าเนิ่นนาน ราวกับต้องการฝังรากลึกความเป็นเจ้าของลงไปในทุกอณูเลือดเนื้อของเธอ ความเจ็บแปลบปะปนกับความเสียวซ่านแผ่ซ่านไปทั่วร่าง จนรินรดากลั้นเสียงสะอื้นไว้ไม่อยู่ เรียวขาที่เคยแข็งแรงกลับอ่อนยวบยาบจนต้องทิ้งน้ำหนักทั้งหมดพึ่งพิงแผ่นอกของเขา
แรงปรารถนาอันรุนแรงถูกปลุกเร้าขึ้นในห้องทำงานมืดทึบ ลมหายใจหอบกระชั้นของทั้งสองคนประสานกันเป็นจังหวะเดียว ศิลาไม่ได้หยุดอยู่แค่การเรียกร้องคำตอบจากปากของเธอ เขากำลังใช้ร่างกายและสัมผัสอันทรงพลังตอกย้ำอำนาจที่เธอไม่มีวันหลุดพ้น รสจูบที่เลื่อนขึ้นมาบด2ริมฝีปากอิ่มของเธอนั้นทั้งดุดัน เรียกร้อง และสูบเอาวิญญาณของเธอให้ล่องลอยไปกับห้วงเสน่หาอันดำมืด
รินรดาหลับตาลง น้ำตาหยดใสไหลรินผ่านหางตาลงมาatข้างแก้ม ความพ่ายแพ้ต่อสัมผัสอันเร่าร้อนนี้ทำให้เธอเจ็บใจตัวเองเหลือเกิน แต่ลึกๆ ในใจที่ดื้อรั้นกลับยอมจำนนต่อแรงดึงดูดมหาศาลที่ผู้ชายคนนี้มอบให้ มือเรียวที่เคยทุบตีเปลี่ยนเป็นกำเสื้อเชิ้ตของเขาแน่นโดยไม่รู้ตัว เล็บคมจิกเข้าที่แผ่นหลังกว้างเพื่อระบายความเสียวซ่านที่โหมกระหน่ำเข้ามาไม่ขาดสาย
เมื่อศิลายอมผละริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง ใบหน้าคมคายเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งชัยชนะ แววตาของเขาพึงพอใจอย่างที่สุดยามก้มลงมองผลงานที่ฝากไว้ รอยประทับสีแดงเข้มเด่นชัดขึ้นที่ต้นคอขาวเนียน ตัดกับผิวผ่องราวกับดอกกุหลาบป่าที่ถูกแต้มด้วยหยดเลือด
"จำไว้... รินรดา" ศิลาใช้ปลายนิ้วหัวแม่มือเกลี่ยคราบน้ำตาบนแก้มให้อย่างทะนุถนอม แต่แววตายังคงดุดันไม่เปลี่ยน "รอยนี้คือโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น มันบอกทุกคนที่เข้ามาใกล้เธอ ว่าเธอเป็นของผู้ชายคนนี้... คนเดียวเท่านั้น"
รินรดายังคงหอบหายใจถี่กระชั้น หน้าอกกระเพื่อมไหว ดวงตากลมโตมองเขาด้วยความเคียดแค้นผสมความตื่นตระหนก เธอยกมือขึ้นแตะรอยแดงที่ต้นคอสัมผัสยังคงร้อนผ่าวดั่งถูกไฟลวก
ทว่า... ก่อนที่เธอจะได้เอաբาตรโต้เถียงอันใดออกไป เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ก็ดังขึ้นกะทันหันที่หน้าประตูกระจกฝ้าของห้องทำงาน ตามด้วยเสียงทุบประตูดังปังๆ และเสียงตะโกนกระหึ่มด้วยความตื่นตระหนกของลูกน้องคนสนิท
"นายใหญ่ครับ! แย่แล้วครับนายใหญ่! ทางกองกำลังตำรวจป่าไม้บุกเข้ามาถึงหน้าไร่แล้วครับ! พวกมันมีหมายศาล ค้นหาตัวคุณรินรดา!"
ศิลาชะงัก รอยยิ้มเยือกเย็นบนมุมปากจางหายไปในพริบตา แววตาคมกริบเปลี่ยนเป็นดุดันอำมหิตดั่งพยัคฆ์ร้ายที่ถูกลูบคม เขาหันขวับไปมองที่ประตูห้อง ก่อนจะก้มลงมองรินรดาที่เบิกตากว้างด้วยความตกใจระคนความหวังที่ส่องประกายขึ้นในอก
รินรดากำลังจะอ้าปากส่งเสียงเรียกความช่วยเหลือออกไป แต่มือหนาของศิลากลับคว้าหมับเข้าที่ท้ายทอยของเธอแล้วกระชากเข้ามาประชิดริมฝีปากอย่างรุนแรงอีกครั้ง เป็นจูบที่เปี่ยมด้วยความเดือดดาลและคำสั่งเด็ดขาดที่ไร้เสียง
"อย่าแม้แต่จะคิดปริปาก..." ศิลาคำรามต่ำชิดริมฝีปากเธอ ดวงตาสีเข้มวาวโรจน์ด้วยไฟโทสะ "ถ้าเธอกล้าก้าวออกไปจากห้องนี้แล้วฟ้องพวกมันแม้แต่คำเดียว ฉันจะเผาไร่ฝิ่นนี่ทิ้ง แล้วลากเธอลงนรกไปกับฉันด้วย... รินรดา!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ห้วงเสน่หาอันดิบเถื่อนนี้ด้วยกันนะครับ
ดิบเถื่อนกลางไร่ฝิ่น: รอยทมิฬมรดกเลือด•ตอนที่ 10
รอยประทับที่ต้นคอ
ผลงานโดย ธานินทร์แดนเถื่อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ธานินทร์แดนเถื่อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดิบเถื่อนกลางไร่ฝิ่น: รอยทมิฬมรดกเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!