คราบหมึกสีดำบนเอกสารเก่าคร่ำครึในห้องทำงานส่วนตัวของศิลา ส่งกลิ่นอายความชื้นและฝุ่นผงแห่งอดีตที่ถูกจงใจกลบฝัง รินรดากลั้นหายใจ หัวใจของเธอดังก้องอยู่ในหูราวกับเสียงกลองศึก นิ้วเรียวที่สั่นเทาเล็กน้อยกำลังพลิกแฟ้มประวัติลับที่ถูกซ่อนไว้หลังชั้นหนังสือไม้สักทอง ปลายนิ้วแตะลงบนกระดาษแผ่นเปื่อยที่บันทึกชื่ออุบัติเหตุลึกลับเมื่อสิบปีก่อน—เหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานแปรรูปฝิ่นเถื่อนที่พรากชีวิตคนงานไปนับสิบ และหนึ่งในนั้นคือชื่อของ "มารุต วรโชติเมธี" บิดาบังเกิดเกล้าของเจ้าพ่อแห่งไร่ดอยทมิฬผู้นี้
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ก้าวเข้ามาตามทางเดินหินอ่อน ทำเอาสัญชาตญาณการเอาตัวรอดกรีดร้องลั่น รินรดาซุกแฟ้มเอกสารกลับเข้าที่เดิมอย่างลนลาน แต่ความเร่งรีบทำให้มุมกระดาษแข็งกระแทกเข้ากับขอบชั้นจนเกิดเสียงดังขึ้นเบาๆ
"หาอะไรอยู่หรือครับ... คุณนักธรณีวิทยาผู้รักความรู้?"
เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังขึ้นจากเงาดำตรงกรอบประตู ศิลายืนพิงกรอบประตูด้วยท่าทีผ่อนคลาย แต่นัยน์ตาสีสนิมกลับลุกโชนด้วยประกายไฟอันตราย ร่างสูงใหญ่ในเสื้อเชิ้ตพับแขนเผยให้เห็นกล้ามเนื้อแน่นตึงและรอยสักรูปงูพิษที่พันธนาการอยู่บนท่อนแขนแกร่ง เขาไม่ได้พุ่งเข้ามาตะקคอก แต่ก้าวเข้ามาทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ราวกับเสือดาวที่กำลังต้อนเหยื่อให้จนมุมในกรงขัง
รินรดากลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก พยายามตั้งสติไม่ให้ความหวาดกลัวแสดงออกทางแววตา เธอยืดตัวขึ้นตรงเผชิญหน้ากับเขา เชิดปลายคางขึ้นเล็กน้อยเพื่อรักษาศักดิ์ศรี "ฉันแค่... หาหนังสืออ่านฆ่าเวลา ห้องของคุณมีแต่ตำราน่าเบื่อเต็มไปหมด"
"ฆ่าเวลา... หรือว่ากำลังฆ่าตัวตายกันแน่ครับ รินรดา" ศิลาสาวเท้าเข้ามาประชิดตัวอย่างรวดเร็ว ชั่วพริบตาเดียวแผ่นหลังบางของเธอก็แนบติดกับชั้นหนังสือเย็นเฉียบ ขณะที่ร่างกำยำของเขาก้าวเข้ามาปิดกั้นทุกเส้นทางหลบหนี กลิ่นกายบุรุษผสมกลิ่นอายใบยาสูบและน้ำหอมราคาแพงโชยเข้าแตะจมูก ปลุกเร้าความตึงเครียดในอากาศให้พุ่งสูงขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก
มือหนาข้างหนึ่งยันชั้นหนังสือไว้เหนือศีรษะของเธอ ส่วนมืออีกข้างเอื้อมมาไล้ปลายนิ้วแข็งกระด้างไปตามกรอบหน้าผาก เนินแก้มใส และหยุดลงที่คางมน บังคับให้เธอเงยหน้าขึ้นรับสัมผัสอันทรงอำนาจ แววตาของเขาคมกริบราวกับใบมีดที่พร้อมจะเฉือนเฉือนความจริงออกมาจากปากเธอ
"คุณกล้ามากนะ ที่แอบเข้ามาเหยียบเขตหวงห้ามของผม... รู้ไหมว่าคนที่อยากรู้อยากเห็นในบ้านหลังนี้ จุดจบของพวกเขาคืออะไร" เสียงกระซิบของเขาแหบพร่าและชิดริมฝีปากจนเธอรู้สึกได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าว
"ถ้าคุณคิดว่าฉันกลัวอำนาจเถื่อนๆ ของคุณล่ะก็... คุณคิดผิด ศิลา" รินรดาเค้นเสียงตอบโต้ แม้ว่าเนื้อตัวจะสั่นสะท้อนด้วยแรงดึงดูดอันรุนแรงที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา แรงปรารถนาและแรงโกรธาหลอมรวมกันจนแยกไม่ออก
ศิลาหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำและเซ็กซี่จนน่าขนลุก เข้มข้นไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย นัยน์ตาคมกวาดมองริมฝีปากสั่นระริกของเธอก่อนจะเลื่อนต่ำลงสำรวจสัดส่วนโค้งเว้าภายใต้เสื้อผ้าเนื้อบางที่แนบเนื้อเพราะเหงื่อซึม
"ดื้อด้าน... แต่หวานหยดย้อยทุกครั้งที่ได้ต่อAปากต่อคำ" ศิลาคำรามต่ำในลำคอ ก่อนจะโน้มใบหน้าลงประกบจูบปิดกั้นคำพูดทั้งหมดของเธออย่างไร้ความปรานี
รสจูบครั้งนี้ไม่ใช่การเกี้ยวพาราสี แต่มันคือการประกาศอาณาเขตและการลงทัณฑ์อันเร่าร้อน ริมฝีปากหนาบดขยี้เรียวปากนุ่มด้วยความดิบเถื่อนและหิวกระหาย ลิ้นร้อนแทรกซึมเข้าไปกวาดต้อนความหวานล้ำภายในโพรงปากอย่างเอาแต่ใจ รินรดาพยายามทุบตีอกแกร่งเพื่อประท้วง แต่เรียวแรงอันน้อยนิดกลับกลายเป็นการสريบซ่านเร่งเร้าให้เขาเพิ่มความรุนแรงและลึกซึ้งยิ่งขึ้น
มือแกร่งเลื่อนลงมาโอบกระชับเอวบางให้แนบชิดติดกับแผงอก ร่างกายของทั้งคู่ร้อนผ่าวราวกับมีเปลวเพลิงแผดเผา ความตึงเครียดทางอารมณ์แปลงสภาพเป็นแรงขับทางเพศที่รุนแรงเกินกว่าจะต้านทาน ศิลาช้อนอุ้มร่างของเธอลอยขึ้นจากพื้นโดยไม่ยอมถอนจูบออก รินรดาต้องใช้แขนเรียวเกี่ยวรอบลำคอของเขาไว้แน่นเพื่อไม่ให้ร่วงหล่น ขณะที่เรียวขาเกี่ยวรัดสะโพสอบอุ่นของเขาไว้ตามสัญชาตญาณ
เสียงลมหายใจหอบกระชั้นประสานไปกับเสียงหัวใจที่เต้นรัวเร็วดังสะท้อนก้องห้องทำงานมืดทึบ ศิลาวางร่างบางลงบนโซฟาหนังแท้ตัวใหญ่กลางห้องอย่างทะนุถนอมในวินาทีแรก ก่อนจะตามทาบทับลงมาด้วยเรือนร่างกำยำที่หนักหน่วงและเต็มไปด้วยมัดกล้าม น้ำหนักตัวของเขาตรึงเธอไว้ใต้ร่างอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
"ปล่อย... อื้อ..." รินรดาครางประท้วงเมื่อริมฝีปากหนาเคลื่อนต่ำลงมาซุกไซร้ซอกคอขาวผ่อง ขบเม้มผิวเนื้ออ่อนจนเกิดรอยแดงกุหลาบ สัมผัสเปียกชื้นและร้อนผ่าวของเขาสร้างความเสียวซ่านแล่นพล่านไปตามกระดูกสันหลัง จนมือเรียวที่เคยผลักไสกลับเปลี่ยนเป็นจิกทึ้งเส้นผมหยักศกของเขาไว้แน่นเพื่อระบายความวาบหวาม
นิ้วมือแข็งแกร่งของศิลาลูบไล้ไปตามสัดส่วนโค้งเว้าใต้ร่มผ้า ปลุกเร้าทุกอณูผิวหนังให้ลุกโชนด้วยไฟเสน่หา ความดุดันในคราแรกแปรเปลี่ยนเป็นความลึกซึ้งและเร่าร้อนที่พร้อมจะกลืนกินตัวตนของเธอให้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ทุกสัมผัส ทุกรอยจูบ และทุกแรงขบเม้ม ล้วนตอกย้ำถึงความสัมพันธ์อันบิดเบี้ยวแต่เปี่ยมด้วยเสน่หาอันรุนแรงที่ทั้งคู่มีให้กัน
ท่ามกลางห้วงอารมณ์ที่กำลังพุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด รินรดาที่กำลังเคลิบเคลิ้มไปกับรสสัมผัสอันวาบหวาม บังเอิญเหลือบสายตาไปเห็นลิ้นชักลับใต้โต๊ะทำงานที่แง้มเปิดออกเล็กน้อย เผยให้เห็นมุมของสมุดบันทึกหนังสีดำอีกเล่มที่มีตราประทับตระกูลวรโชติเมธีชัดเจน
สติที่เกือบจะหลุดลอยกลับคืนมาในเสี้ยววินาที รินรดาใช้แรงเฮือกสุดท้ายดันไหล่หนาของเขาออกเบื้องหน้า แม้ลมหายใจจะยังหอบกระชั้นและริมฝีปากจะบวมเจ่อจากรสจูบ
ศิลาชะงักเงยหน้าขึ้น นัยน์ตาสีสนิมฉาบไปด้วยประกายไฟแห่งความปรารถนาที่ยังค้างคา เขามองหน้าเธอนิ่งด้วยความประหลาดใจแกแกมขบขัน
"คิดจะเล่นเกมอะไรอีกครับ คนสวย... ร่างกายของคุณบอกผมชัดเจนว่าไม่อยากให้หยุด" ศิลาโน้มใบหน้าลงมาใกล้ใบหูของเธอ กระซิบด้วยน้ำเสียงพร่าสั่นและเต็มไปด้วยแรงดึงดูดที่พร้อมจะบดขยี้ทุกความตั้งใจ
"ถ้าฉันอยากรู้... ว่าพ่อของคุณตายเพราะอะไรกันแน่ล่ะ ศิลา?"
คำถามนั้นทิ้งค้างกลางอากาศ ร่างกายของศิลาหยุดนิ่งสนิททันทีราวกับถูกสาป รัศมีรอบตัวเขาเปลี่ยนจากความเร่าร้อนกลายเป็นความเย็นยะเยือกที่น่าสะพรึงกลัว นัยน์ตาสีสนิมหรี่แคบลงจ้องมองเธอด้วยความระแวงและดุดันถึงขีดสุด
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ห้วงเสน่หาอันดิบเถื่อนนี้ด้วยกันนะครับ
ดิบเถื่อนกลางไร่ฝิ่น: รอยทมิฬมรดกเลือด•ตอนที่ 8
ความลับใต้รอยยิ้ม
ผลงานโดย ธานินทร์แดนเถื่อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ธานินทร์แดนเถื่อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดิบเถื่อนกลางไร่ฝิ่น: รอยทมิฬมรดกเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!