ดิบเถื่อนกลางไร่ฝิ่น: รอยทมิฬมรดกเลือด•ตอนที่ 7

คืนพายุเข้า

ผลงานโดย ธานินทร์แดนเถื่อน
เปรี้ยง! เสียงฟ้าคำรามสนั่นหวั่นไหวราวกับแผ่นดินจะแยกออกเป็นเสี่ยง ๆ พร้อมกับกระแสลมกรรโชกแรงที่พัดกระหน่ำกระแทกบานหน้าต่างไม้สักทองของเรือนใหญ่ในไร่บูรพาจนสั่นสะเทือน เสียงฝนห่าใหญ่เทกระหน่ำลงมาดั่งฟ้ารั่ว กลบเสียงความเงียบงันทั้งหมดให้จมดิ่งลงในความมืดมิด ทันใดนั้น แสงไฟนีออนทั่วทั้งไร่ก็ดับวูบลงอย่างไร้สัญญาณเตือน ทิ้งให้ห้องนอนกว้างขวางตกอยู่ภายใต้ความมืดสนิท มีเพียงแสงวาบจากสายฟ้าที่แลบแปลบปลาดยามที่มันผ่าลงมาฟาดฟันผืนป่าด้านนอก ส่องให้เห็นเงาร่างสูงใหญ่ของ ศิลา วรโชติเมธี ที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงมุมห้อง นัยน์ตาดุจพญาราชสีห์คู่นั้นกวาดมองความมืดด้วยความคุ้นชิน ก่อนที่มุมปากจะได้รูปจะยกยิ้มขึ้นอย่างเยียบเย็น รินรดา สะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ ร่างบางในชุดนอนผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มถอยหลังกรูดจนแผ่นหลังชนเข้ากับหัวเตียงไม้แกะสลักอย่างไม่ตั้งตัว หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับกลองศึกยามออกศึก ความมืดทำให้ประสาทสัมผัสอื่น ๆ ของเธอตื่นตัวขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ เสียงลมหายใจอุ่นร้อนของชายหนุ่มที่ก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าว ยิ่งทำให้บรรยากาศภายในห้องแคบลงถนัดตา "กลัวความมืดงั้นเหรอครับ... คุณนักธรณีวิทยาผู้ไม่เคยเกรงกลัวใครหน้าไหน" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ มันแหบพร่าและเจือไปด้วยกระแสเสียงเย้าแหย่ที่แฝงไว้ด้วยความอันตราย ศิลาสาวเท้าเข้ามาใกล้เตียงนอนหลังใหญ่ กลิ่นอายบุหรี่จาง ๆ ผสมผสานกับกลิ่นกายเฉพาะตัวของผู้ชายดิบเถื่อนลอยอบอวลเตะจมูก รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นเครือยามที่ตอบโต้กลับไป "ฉันไม่ได้กลัวความมืด... แต่ฉันระวังตัวจากพวกป่าเถื่อนแถวนี้ต่างหาก" คำพูดนั้นไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มโกรธเคือง ตรงกันข้าม ศิลาหลุดหัวเราะในลำคออย่างชอบใจ เสียงหัวเราะทุ้มต่ำนั้นสั่นสะเทือนในอกจนน่ากลัว ในจังหวะที่สายฟ้าแลบวาบส่องสว่างทั่วห้อง ร่างสูงก็พุ่งเข้าประชิดเตียงอย่างไร้เสียง รินรดายังไม่ทันได้ตั้งตัว ข้อมือเรียวเล็กก็ถูกมือหนาราวกับคีมเหล็กคว้าหมับไว้และตรึงติดกับฟูกนุ่ม แรงมหาศาลทำให้เธอนอนราบลงไปใต้ร่างหนาโดยไม่ต้องออกแรงมากนัก "ปล่อยนะ! คุณศิลา คุณไม่มีสิทธิ์มาทำแบบนี้กับฉัน!" "ไม่มีสิทธิ์?" ศิลาโน้มใบหน้าลงมาจนลมหายใจร้อนผ่าวรดรินอยู่ข้างแก้มสาง ปลายนิ้วหยาบกร้านไล้ไล่ตามกรอบหน้าเนียนละเอียดอย่างถือวิสาสะ "จำใส่สมองอันปราดเปรื่องของคุณไว้ให้ดี รินรดา... บนผืนแผ่นดินนี้ ในอาณาจักรของผม ไม่มีคำว่าสิทธิ์หรือกฎหมาย มีแต่คำว่า 'ความต้องการของผม' เท่านั้น" ความตึงเครียดพุ่งทะยานถึงขีดสุด แรงปะทะระหว่างอำนาจเผد็จการและความดื้อรั้นพยศสร้างประกายไฟแห่งความเร่าร้อนขึ้นในอากาศ รินรดาพยายามบิดข้อมือหนีและเบือนหน้าหนีสัมผัสจาบจ้วง แต่ศิลากลับใช้มืออีกข้างรวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอขึ้นเหนือหัวด้วยมือเดียวอย่างง่ายดาย ก่อนจะใช้มือหนาอีกข้างช้อนล็อกคางมนให้หันกลับมาสบตา ดวงตาสองคู่ประสานกันในความมืดมิดที่มีเพียงแสงวาบของสายฟ้าคอยนำทาง แววตาของศิลาร้อนแรงดุจเปลวเพลิงที่พร้อมแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า ขณะที่ดวงตาคู่สวยของหญิงสาวฉายแววต่อต้านที่เจือปนไปด้วยความหวั่นไหวอย่างปิดไม่มิด แรงดึงดูดทางเพศอันรุนแรงและป่าเถื่อนแผ่ซ่านออกมาราวกับสนามแม่เหล็กที่ไร้ทางหนี "ดื้อด้านนักนะ..." ศิลาพزมพำชิดริมฝีปากบางที่เม้มแน่น ก่อนที่เธอจะได้ทันเอ่ยคำปฏิเสธใด ๆ ริมฝีปากหนาก็ทาบทับลงมาปิดกั้นเสียงทั้งหมดอย่างไร้ความปรานี รสจูบในคราแรกดุดันและเอาแต่ใจ บังคับให้เรียวปากนุ่มเปิดออกรับสัมผัสวาบหวามที่รุกรานเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ สมองขาวโพลนไปชั่วขณะ แรงขัดขืนที่เคยมีมลายหายไปสิ้นเมื่อความร้อนระอุจากรสจูบนั้นแผ่ซ่านไปทั่วสรรพang สัญชาตญาณดิบเถื่อนถูกปลุกเร้าขึ้นท่ามกลางพายุฝนที่โหมกระหน่ำด้านนอก ศิลาผ่อนปรนความดุดันลงเล็กน้อย เปลี่ยนเป็นความลึกซึ้งและเว้าวอนที่ทำเอาหัวใจของคนใต้ร่างหลอมละลาย มือหนาที่เคยตรึงข้อมือเธอไว้ค่อย ๆ คลายออก เลื่อนไล่ลงมาสัมผัสเอวคอดกิ่ว ลูบไล้ผ่านเนื้อผ้าบางเบาจนเกิดกระแสไฟฟ้าวาบไปทั่วผิวเนื้อ รินรดาสั่นสะท้าน เผลอแอ่นกายรับสัมผัสอันตรายนั้นโดยไม่รู้ตัว มือเรียวที่เคยทุบตีอกแกร่งเปลี่ยนเป็นกำเสื้อเชิ้ตของเขาแน่นเพื่อยึดเหนี่ยวในยามที่โลกทั้งใบหมุนเคว้ง "อื้อ..." เสียงครางประท้วงในลำคอเล็ดลอดออกมาเมื่อริมฝีปากหนาเคลื่อนต่ำลงมาซุกไซร้ซอกคอขาวผ่อง ลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดผิวเนื้อทำให้ขนลุกชันไปทั่วร่าง ศิลาดื่มด่ำกับความหอมหวานที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความพยศ เขากดจูบหนักหน่วงและขบเม้มเบา ๆ จนเกิดรอยสีKusุหลาบจาง ๆ บนลาดไหล่เนียน สัมผัสที่วาบหวามและเต็มไปด้วยแรงขับทางอารมณ์ทำให้รินรดารู้สึกเหมือนกำลังจมดิ่งลงไปในห้วงมหาสมุทรแห่งเสน่หาที่ไร้ก้นบึง สติสัมปชัญญะที่เหลืออยู่ร่ำร้องเตือนภัย แต่ร่างกายกลับทรยศด้วยการตอบสนองทุก ๆ สัมผัสอันช่ำชองของเขา ศิลารู้ดีว่าทำอย่างไรจึงจะสยบความดื้อรั้นของหญิงสาวตรงหน้าได้ มือใหญ่สอดเข้าไปใต้กลุ่มผมยาวสลวย ปรับองศาใบหน้าของเธอให้แหงนเงยรับรสจูบอันร้อนแรงอีกครั้ง ลมหายใจที่ประสานกัน เสียงหอบสะท้าน และหยาดฝนที่สาดกระหน่ำด้านนอก ยิ่งขับเน้นให้บรรยากาศภายในห้องนอนอบอวลไปด้วยความตึงเครียดทางอารมณ์ที่ระอุจนแทบระเบิด ค่ำคืนนี้ยาวนาน และกำแพงแห่งศักดิ์ศรีของนักธรณีวิทยาผู้หยิ่งทะนงกำลังถูกพังทลายลงทีละน้อย ภายใต้เงื้อมมือของมาเฟียไร่ฝิ่นผู้ไม่เคยยอมจำนนต่อสิ่งใด ทว่า... ในวินาทีที่ความหอมหวานกำลังดึงดูดให้ทั้งคู่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวท่ามกลางความมืดมิด เสียงฝีเท้าหนัก ๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นที่ระเบียงทางเดินด้านนอก ตามด้วยเสียงทุบประตูดังปัง! และเสียงตะโกนแหบเครียดของลูกน้องคนสนิทที่ดังแทรกเสียงฝนเข้ามา "นายครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ! ทางด้านโกดังเก็บของท้ายไร่... มีคนลอบวางเพลิง!" ศิลาชะงักกึก ร่างหนาผงะขึ้นจากร่างบางทันที แววตาดุดันแปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมเกรียมในเสี้ยววินาที รินรดาหอบหายใจโยนตัวขึ้นนั่ง ใบหน้าแดงก่ำด้วยพิษสวาทมองหน้าชายหนุ่มที่หันขวับไปมองประตูห้องด้วยความกรุ่นโกรธ ศิลากัดกรามแน่นจนสันนูนขึ้นชัดเจน ก่อนจะหันกลับมามองเธอลึกลงไปในความมืดที่ไร้แสงไฟ แล้วกระซิบเสียงต่ำลอดไรฟันด้วยความอาฆาต "เกมของเรายังไม่จบ... รอผมกลับมาจัดการคุณต่อก็แล้วกัน รินรดา" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ห้วงเสน่หาอันดิบเถื่อนนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (ธานินทร์แดนเถื่อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดิบเถื่อนกลางไร่ฝิ่น: รอยทมิฬมรดกเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%