ดิบเถื่อนกลางไร่ฝิ่น: รอยทมิฬมรดกเลือด•ตอนที่ 22

ความหึงหวงที่รุนแรง

ผลงานโดย ธานินทร์แดนเถื่อน
"ถอยไปซะ ไอ้หน้าอ่อน ก่อนที่แกจะไม่มีแม้แต่แผ่นดินจะกลบหน้า..." เสียงคำรามต่ำลอดไรฟันของศิลา วรโชติเมธี ดังสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณระเบียงไม้สักทองของเรือนรับรองกลางไร่ฝิ่น ลูกกระสุนในรังเพลิงของปืนพกสั้นถูกปลดล็อกเซฟด้วยปลายนิ้วที่สั่นเทด้วยความโกรธเกรี้ยว เส้นเลือดข้างขมับของเจ้าพ่อแห่งดินแดนเถื่อนปูดโปนจนน่ากลัว นัยน์ตาดุดั่งพญาราชสีห์จ้องเขม็งไปยังชายหนุ่มแปลกหน้าผู้สวมสูทผ้าลินินสีครีม ซึ่งยืนส่งยิ้มพะเน้าพะนออยู่เบื้องหน้ารินรดา ไอ้สารเลวหน้าหยกนี่เป็นใคร... มันกล้าดียังไงถึงบังaniอาจเอาดอกกุหลาบป่ามาเหน็บลงบนซอกผมของเชลยสาวที่ประทับตราจองไว้ด้วยเลือดและหยาดเหงื่อของเขา รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ หล่อนไม่คาดคิดว่าศิลาจะพุ่งเข้ามาเผชิญหน้ากับสถานการณ์นี้ด้วยความดิบเถื่อนรุนแรงถึงเพียงนี้ "ศิลา! หยุดนะ! คุณกำลังทำบ้าอะไร..." ร่างระหงพยายามขยับตัวเข้าไปขวางระหว่างกลาง แต่ทว่าช้าไปเสียแล้ว "ริน..." ชายหนุ่มแปลกหน้าผู้เป็นบุตรชายเจ้าของไร่กาแฟฝั่ง ภูพยัคฆ์ นามว่า 'กรวีร์' หน้าถอดสีเมื่อปากกระบอกปืนสีดำสนิทถูกจ่อตรงมาที่อกเสื้อของตนเองอย่างไม่มีลังเล "คุณศิลา ใจเย็นๆ ก่อนครับ ผมแค่มารyอทักทายคุณรินรดาในฐานะเพื่อนร่วมวงการ..." "เพื่อนร่วมวงการงั้นเหรอ?" ศิลาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน มีแต่ไอสังหารแผ่ซ่านออกมาจนอุณหภูมิรอบกายลดฮวบลงฮวบฮวบ "ในเขตอิทธิพลของกู ไม่มีคำว่าเพื่อนร่วมวงการสำหรับไอ้หน้าตัวเมียตัวไหนที่กล้าอาจเอื้อมมาแตะต้อง 'ของ' ของกู มึงเก่งนักใช่ไหมที่กล้าเอาดอกไม้เน่าๆ มาทัดหูเมียกู!" แรงกดดันมหาศาลจากความเป็นเจ้าชีวิตบีบเค้นบรรยากาศจนแทบหายใจไม่ออก รินรดากัดริมฝีปากแน่น ความโกรธผสมผสานกับความตื่นตระหนกแล่นพล่านไปทั่วร่าง หล่อนไม่ใช่สิ่งของของใคร และเกลียดนักไอ้คำว่า 'เมีย' ที่ถูกยัดเยียดให้ด้วยอำนาจเถื่อน แต่วินาทีนี้ สายตาที่ศิลามองกรวีร์มันไม่ใช่แค่ความหึงหวงธรรมดา แต่มมันคือความกระหายเลือดที่พร้อมจะปลิดชีวิตใครก็ตามที่กล้าล้ำเส้น "ฉันไม่ใช่เมียคุณ ศิลา!" รินรดาแผดเสียงแข่งกับความตึงเครียด ดวงตาคู่สวยฉายแววท้าทายแม้กายจะสั่นเทา "อย่าเอาความป่าเถื่อนของคุณมาตัดสินคนอื่น กรวีร์แค่มารยาทงามต่างหากเล่า!" "หุบปากซะ! รินรดา..." ศิลาคำรามลั่นโดยไม่ละสายตาไปจากเป้าหมาย นิ้วชี้ที่แตะอยู่บนไกปืนออกแรงกดเพิ่มขึ้นทีละนิด จนกรวีร์หน้าซีดเผือด เข่าแทบทรุดลงไปกองกับพื้น "ถ้าไม่อยากให้ไอ้เวรนี่สมองกระจายคาตีนแก ก็ไสหัวออกไปจากไร่กูเดี๋ยวนี้! นับหนึ่งถึงสาม... ถ้ายังเห็นเงาหัวอยู่ มึงได้นอนฝังปุ๋ยใต้ต้นฝิ่นสมใจแน่!" กรวีร์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขารีบถอยกรูดออกไปทันทีเมื่อเห็นว่ามาเฟียเถื่อนคนนี้เอาจริง ไม่มีคำว่าปรานีสำหรับผู้ชายที่บังอาจเข้ามาล้ำอาณาเขตหัวใจและสัญชาตญาณความเป็นเจ้าของที่สูงลิ่วของศิลา เมื่อร่างของแขกผู้ไม่ได้รับเชิญลับหายไปจากพ้นเขตระเบียง ความเงียบอันน่าสะพรึงกลัวก็เข้าปกคลุมทันที ศิลาหันขวับกลับมามองหญิงสาวที่ยืนอกกระเพื่อมไหวด้วยความโกรธ ดวงตาคมกริบคู่นั้นวาวโรจน์ดั่งไฟป่าที่กำลังเผาผลาญทุกสิ่ง "กล้ามากนะ..." ศิลาโยนปืนพกทิ้งลงบนโต๊ะไม้เสียงดังสนั่น ก่อนจะสาวเท้าเข้ามาประชิดตัวรินรดาด้วยความเร็วราวกับเสือชีตาร์ตะครุบเหยื่อ มือหนาคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนเรียวทั้งสองข้างแล้วกระชากเข้าหาอกแกร่งอย่างแรงจนแผ่นอกของทั้งคู่แนบชิดกัน "ร่าเริงนักนะช่วงที่ฉันไม่อยู่ ชอบให้ไอ้พวกเศษสวะมาเลียแข้งเลียขามากใช่ไหม ถึงได้ทำหน้าทำตาวยิ้มแยับระรื่นใส่ไอ้หน้าอ่อนนั่น!" "ปล่อยฉันนะ! ไอ้คนบ้าอำนาจ!" รินรดาร้องประท้วงพร้อมกับใช้กำปั้นทุบตีลงบนอกเสื้อของเขาอย่างสุดแรง เกิดมาไม่เคยเจอใครที่ไร้เหตุผลและเผด็จการเท่าผู้ชายคนนี้มากได้อีกแล้ว "ฉันจะคุยกับใคร ยิ้มให้ใคร มันก็เรื่องของฉัน! คุณไม่มีสิทธิ์มาทำตัวเป็นเจ้าชีวิตฉันแบบนี้!" "ไม่มีสิทธิ์งั้นเหรอ!" ศิลาคำรามลั่น มือข้างหนึ่งเลื่อนขึ้นมาบีบปลายคางมนของหล่อนไว้แน่น บังคับให้เงยหน้าขึ้นมาสบตากับประกายไฟโทสะที่ลุกโชนอยู่ในนัยน์ตาของเขา "จำใส่สมองอันดื้อรั้นของเธอเอาไว้ รินรดา... ตั้งแต่วินาทีแรกที่เธอเหยียบเข้ามาในไร่ฝิ่นแห่งนี้ ร่างกาย ลมหายใจ แม้กระทั่งรอยยิ้มของเธอ... มันเป็นของฉันแต่เพียงผู้เดียว!" รสสัมผัสจากปลายนิ้วหยาบกร้านที่บีบเค้นลงบนคางทำให้หล่อนเจ็บแปลบ แต่สิ่งที่เจ็บยิ่งกว่าคือความรู้สึกพ่ายแพ้ต่ออำนาจดิบเถื่อนที่เขามอบให้ รินรดาพยายามเบือนหน้าหนี ทว่าศิลากลับยิ่งรุกไล่ เขาไม่ยอมให้หล่อนหลบสายตา รสจูบที่ดุดัน เร่าร้อน และเปี่ยมไปด้วยความหึงหวงอันป่าเถื่อนถูกทาบทับลงมาอย่างไร้ความปรานี ริมฝีปากหนาบดขยี้กลีบปากนุ่มของหล่อนอย่างเอาแต่ใจ ราวกับต้องการลงทัณฑ์ที่บังอาจไปยิ้มให้ชายอื่น รินรดาครางอือในลำคอ พยายามดิ้นรนขัดขืน แต่เรียวแรงอันน้อยนิดหรือจะสู้แรงมหาศาลของราชสีห์หนุ่มผู้กำลังคลั่งเพราะพิษรักและพิษหึงได้ กลิ่นอายบุหรี่ผสมกลิ่นอายความดุดันเฉพาะตัวของศิลาโอบล้อมร่างหล่อนไว้จนมิด มือหนาที่เคยบีบต้นแขนเปลี่ยนเป็นโอบกระชับรอบเอวคอดกิ่ว รั้งร่างบางให้แนบสนิทไปทุกสัดส่วน ความร้อนรุ่มจากร่างกายของเขาส่งผ่านทะลุเนื้อผ้าเข้ามาจนรินรดารู้สึกวูบวาบไปทั้งสรรพางค์กาย ความโกรธเกรี้ยวในตอนแรกเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความสั่นสะท้าน รสจูบที่ดุดันเริ่มเปลี่ยนเป็นความลึกซึ้งเร่าร้อนที่ดึงดูดวิญญาณของหล่อนให้ดำดิ่งลงไปในห้วงเสน่หาอันมืดมน ลิ้นร้อนล้ำลึกเข้าไปกวาดต้อนความหวานภายในโพรงปากอย่างเอาแต่ใจ รินรดาหลับตาลงอย่างจำนนต่ออารมณ์ที่พุ่งพล่าน หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองศึก สัญชาตญาณดิบเถื่อนของศิลาปลุกเร้าสัญชาตญาณความต้องการที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในตัวหล่อนให้ตื่นขึ้นอย่างต้านทานไม่ได้ เมื่อถอนริมฝีปากออกหยาดน้ำใสเยิ้มเชื่อมติดระหว่างริมฝีปากของทั้งคู่ ศิลาหอบหายใจหนักหน่วง หน้าผากของเขาแนบชิดกับหน้าผากของหล่อน ดวงตาคมกริบมองสำรวจใบหน้าแดงก่ำและริมฝีปากที่บวมเจ่อฝีมือตนเองด้วยความพึงพอใจปนความกระหายที่ยังไม่มอดดับ "จำไว้... อย่าให้ฉันเห็นไอ้หน้าไหนมันมาแตะต้องเธออีก ไม่อย่างนั้นคราวหน้า... ฉันไม่ได้แค่ขู่แน่" เสียงกระซิบพร่าต่ำชิดริมใบหูทำให้รขนลุกซู่ไปทั้งตัว ก่อนที่เขาจะอุ้มร่างบางขึ้นแนบอกในท่าเจ้าสาวอย่างง่ายดาย ท่ามกลางเสียงร้องประท้วงเบาๆ ของหล่อน ศิลาพาหล่อนเดินก้าวเข้าไปในห้องนอนส่วนตัวที่ปิดทึบ แรงผลักประตูไม้หนักอึ้งปิดลงพร้อมกับกลอนประตูที่ถูกลงกลไกอย่างแน่นหนา ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟหัวเตียงสาดส่องกระทบผิวกาย ทำให้บรรยากาศในห้องอบอวลไปด้วยความตึงเครียดและแรงดึงดูดทางเพศที่รุนแรงจนแทบหายใจไม่ออก เขาวางร่างของรินรดาลงบนเตียงนอนกว้างหนานุ่มอย่างทะนุถนอมในแบบที่ขัดกับแววตาดุดัน ก่อนจะตามทาบทับลงมา กักขังหล่อนไว้ใต้ร่างแกร่งด้วยแขนทั้งสองข้างที่ยันกับฟูกเตียง นัยน์ตาสีเข้มจ้องมองเรือนร่างอรชรใต้ร่มผ้าด้วยความหิวกระหายราวกับเสือร้ายที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อให้จมเขี้ยว "คุณจะทำอะไร... ปล่อยนะ ศิลา..." รินรดาเอ่ยเสียงสั่นพร่า เมื่อมือใหญเริ่มลูบไล้ไปตามเรียวขาภายใต้กระโปรงยาวอย่างถือวิสาสะ ศิลาสยบคำประท้วงทั้งหมดด้วยรอยยิ้มมุมปากที่แฝงไปด้วยความร้ายกาจ นัยน์ตาวาวโรจน์ด้วยไฟปรารถนาที่ลุกโชนยิ่งกว่าเดิม "ก็จะแสดงให้เธอดูชัดๆ ไง ว่าคนที่เป็นเจ้าของร่างกายและหัวใจของเธอ... มีแค่ 'ฉัน' คนเดียวเท่านั้น..." ทว่า ในขณะที่ศิลากำลังจะก้มลงประทับริมฝีปากลงบนซอกคอขาวผ่อง เสียงทุบประตูด้านนอกก็ดังสนั่นหวั่นไหวพร้อมกับเสียงตะโกนกระหืดกระหอบของลูกน้องคนสนิทที่ทำให้ทั้งคู่ต้องชะงักกึก "นายครับ! แย่แล้วครับนาย! มีคนบุกรุกจุดส่งยาโซนสาม... แถมพวกมัน... พวกมันพาตำรวจป่าไม้บุกเข้ามาล้อมไร่แล้วครับ!" ศิลาผุดลุกขึ้นจากร่างของรินรดาทันที นัยน์ตาดุดั่งพญาราชสีห์เปลี่ยนเป็นประกายความเหี้ยมเกรียมขึ้นมาในพริบตาเดียว ร่างสูงหันขวับกลับไปมองประตูห้องสลับกับมองหน้าหญิงสาวที่นอนหอบหายใจอยู่บนเตียง ก่อนที่ริมฝีปากหนาจะเหยียดยิ้มเย็นเยียบ "หึ... ตาแก่ฝั่งโน้นคงทนไม่ไหวแล้วสินะ..." ศิลาคว้าปืนพกคู่ใจขึ้นมาเหน็บที่เอวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะโน้มตัวลงกระซิบข้างหูรินรดาด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกที่ทำให้หัวใจของหล่อนกระตุกวูบ "อยู่แต่ในนี้... อย่าคิดหนีเด็ดขาด เพราะถ้าฉันกลับมา... เธอจะต้องชดใช้บทรักที่ค้างคาไว้นี้เป็นสองเท่า!" รินรดานอนตัวแข็งทื่อ มองตามแผ่นหลังกว้างที่เดินพ้นประตูห้องออกไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงล็อกกลอนจากด้านนอกที่ดังขึ้น ราวกับกรงขังมรดกเลือดนี้กำลังจะเริ่มต้นบททดสอบที่อันตรายที่สุดในชีวิตของหล่อนแล้ว... --- (ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าดงกระสุนและห้วงเสน่หาอันดืดดำนี้ไปด้วยกันนะครับ - ธานินทร์แดนเถื่อน)
สารจากนักเขียน (ธานินทร์แดนเถื่อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดิบเถื่อนกลางไร่ฝิ่น: รอยทมิฬมรดกเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%