ดิบเถื่อนกลางไร่ฝิ่น: รอยทมิฬมรดกเลือด•ตอนที่ 23

ใต้แสงดาวที่ลุกไหม้

ผลงานโดย ธานินทร์แดนเถื่อน
"คุณจะเอาโซ่เส้นนี้มาล่ามผมไว้ตลอดชีวิตเลยหรือไง ศิลา" เสียงหอบหายใจเจือความดื้อรั้นลอดผ่านริมฝีปากบวมเจ่อ รินรดาเบือนหน้าหนีจากแผงอกเปลือยเปล่าที่ชุ่มเหงื่อ กลิ่นอายบุหรี่ราคาแพงผสมกลิ่นสาบของบุรุษเพศและคาวสนิมเหล็กจากไร่ฝิ่นยังคงลอยอบอวลอยู่ในความมืด มีเพียงแสงจันทร์สีนวลที่ลอดผ่านผ้าม่านเนื้อหนา สาดส่องให้เห็นเงาสะท้อนของหยาดเหงื่อบนผิวเนื้อที่ผ่านการรùngรบทางอารมณ์มาอย่างดุเดือด ศิลาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นพร่าด้วยแรงปรารถนาที่ยังคุกรุ่นไม่มอดดับ ฝ่ามือหนาหยาบกร้านจากการถือปืนและกุมอำนาจเหนือหุบเขาแห่งนี้ เอื้อมไปบีบปลายคางมนของเธอไว้มั่น บังคับให้ดวงตาดื้อรั้นคู่สวยหันกลับมาสบตา "ล่ามหรือ?" ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีย์หรี่ลง จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนักธรณีสาวผู้ไม่เคยยอมสยบให้ใคร "ถ้าฉันอยากล่ามเธอจริงๆ รินรดา เธอน่าจะรู้ดีว่าโซ่เส้นไหนก็รั้งเธอไว้ไม่ได้... เท่ากับรอยพิมพ์ประทับที่ฉันฝังไว้บนตัวเธอหรอก" นิ้วหัวแม่มือสากระคายลูบไล้ริมฝีปากอิ่มที่บวมเจ่อจากการจูบอันรุนแรงเมื่อครู่ แรงกดหนักหน่วงจนเธอต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บแปลบ แต่ทว่าความเจ็บนั้นกลับปลุกเร้ากระแสไฟฟ้าแปลกประหลาดวิ่งพล่านไปทั่วไขสันหลัง รินรดาพยายามกอบโกยลมหายใจเข้าปอดเพื่อเรียกสติที่กระเจิดกระเจิงกลับคืนมา แต่ทุกครั้งที่กลิ่นกายของเขาโชยปะทะนาสิก หัวใจทรยศก็เต้นระรัวราวกับกลองศึก "คุณมันบ้า... เอาแต่ใจตัวเองที่สุด" เธอเค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามขยับตัวหนีแรงกดทับจากร่างหนาที่ทาบทับอยู่บนเตียงกว้าง แต่พื้นที่รอบตัวถูกกักขฬะไว้ด้วยลำแขนแกร่งที่ค้ำยันตรึงเธอไว้ราวกับกรงขังไร้ซีกกรง "ใช่ ฉันมันบ้า" ศิลาโน้มใบหน้าลงมาใกล้ จนปลายจมูกโด่งชนเข้ากับแก้มเนียน กลิ่นลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดซอกคอขาวระหง "บ้าตั้งแต่ยอมปล่อยให้ผู้หญิงปากดีอย่างเธอเดินเข้ามาในเขตอิทธิพลของฉัน แล้วยิ่งบ้าเข้าไปใหญ่เมื่อรู้ว่า... ต่อให้เธอพยายามหนีไปสุดขอบโลก ฉันก็จะตามลากคอเธอกลับมาฝังไว้ใต้ร่างนี้อยู่ดี" คำพูดดิบเถื่อนแต่เต็มไปด้วยความครอบครองประกาศิต ทำให้รินรดาสั่นสะท้าน เปลือกตาสั่นระริกเมื่อริมฝีปากร้อนจัดของเขาเริ่มพรมจูบไล่ลงมาจากขอบคาง ผ่านซอกคออ่อนนุ่ม ลากยาวลงมาจนถึงไหปลาร้าที่ไหวสะท้อนตามจังหวะการหายใจ สัมผัสวาบหวามนั้นแปรเปลี่ยนความโกรธเกรี้ยวให้กลายเป็นความสะท้านไหวในอณูผิว เนื้อตัวของเธอร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้งราวกับถูกไฟแผดเผา "ศิลา... อื้อ..." เสียงประท้วงขาดหายไปในลำคอ เมื่อริมฝีปากหนาครอบครองกลีบปากของเธออีกครั้ง คราวนี้ไม่มีความป่าเถื่อนเร่งรีบเหมือนช่วงชุลมุนแห่งอารมณ์ก่อนหน้า แต่มันคือการบดขยี้ที่ลึกซึ้ง เนิบช้า และเรียกร้อง ลิ้นร้อนกวาดต้อนความหวานล้ำภายในโพรงปากอย่างเอาแต่ใจ มือหนาเลื่อนลงมาตรึงสะโพกกลมกลึง บังคับให้ร่างแน่งน้อยแนบชิดติดกับความแข็งแกร่งที่ตื่นตัวรอรับการปะทะ ความเงียบงันภายในห้องนอนกว้างถูกแทนที่ด้วยเสียงหอบหายใจกระชั้นชิด และเสียงเนื้อกระทบกันเบาๆ ตามแรงอารมณ์ที่โหมกระพือขึ้นอีกระลอก รินรดายกมือขึ้นจิกทึ้งแผงหลังกว้างของมาเฟียหนุ่มเพื่อระบายความเสียวซ่านที่แล่นริ้วไปทั่วร่าง รอยเล็บฝังลึกลงบนผิวเนื้อจนเกิดรอยแดง แต่ศิลาหาได้ใส่ใจความเจ็บปวดนั้นไม่ เขากลับคำรามต่ำในลำคอด้วยความพึงพอใจ แรงดึงดูดระหว่างพวกเขารุนแรงเสียจนทลายกำแพงทิฐิทั้งหมดลงราบคาบ ในห้วงเวลาที่สติสัมปชัญญะเกือบจะหลุดลอยไปกับความสุขสมอันล้น eปรี่ ศิลาผละใบหน้าออกเล็กน้อยเพื่อมองหน้าเธอ แววตาคมกริบที่มักซ่อนความโหดเหี้ยมและบาดแผลในอดีต บัดนี้กลับฉายประกายบางอย่างที่ดิบและจริงใจอย่างที่สุด—ประกายแห่งการสารภาพที่เขาไม่เคยเอ่ยปากบอกใคร "จำใส่สมองของเธอไว้ รินรดา" เสียงทุ้มแหบพร่ากระซิบชิดใบหู ร้อนผ่าวจนขนลุกชัน "เธอไม่ใช่เชลย ไม่ใช่เครื่องมือ... และไม่ใช่ผู้หญิงคนแรกที่เดินผ่านเข้ามาในชีวิตฉัน" รินรดาชะงัก ดวงตากลมโตมองสบเขาด้วยความไม่เข้าใจ ทว่าหัวใจกลับกระตุกวูบกับน้ำเสียงที่จริงจังจนผิดวิสัยของเจ้าพ่อไร่ฝิ่น "แต่เธอคือคนเดียว..." ศิลาเน้นย้ำทีละคำ แววตาดุดันอ่อนแสงลงจนน่าใจหาย ฝ่ามือใหญ่ประคองใบพักตร์ของเธอขึ้นมาแนบชิดกับฝ่ามือ "...ที่ทำให้ไอ้สารเลวคนนี้ รู้จักคำว่าอยากมีชีวิตอยู่เพื่อใครสักคนจริงๆ" คำสารภาพดิบๆ ที่ไร้ซึ่งคำหวานหู แต่มันกลับทรงพลังและหนักหน่วงยิ่งกว่าคำบอกรักใดๆ ในโลก รินรดานิ่งงัง น้ำตาซึมเอ่อคลอเบ้าตาด้วยความตื้นตันที่ตีรวนขึ้นมาจุกอก ทิฐิทั้งหมดที่เคยมีพังทลายลงในพริบตา เธอยกมือขึ้นสัมผัสรอยแผลเป็นข้างแก้มของเขาแผ่วเบา เป็นการยอมจำนนต่อหัวใจตัวเองอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ทว่า... ในวินาทีที่ความเงียบงันแห่งความเข้าใจกำลังโอบกอดคนทั้งสองไว้ภายใต้แสงดาว *ปัง! ปัง! ปัง!* เสียงปืนสนั่นหวั่นไหวสามนัดติดดังขึ้นจากบริเวณประตูใหญ่ด้านล่าง ตามด้วยเสียงโตรกครากของการพังประตูและการตะโกนภาษาถิ่นอันเกรี้ยวกราด แรงสั่นสะเทือนจากฝ่าเท้าจำนวนมากกำลังวิ่งกรูขึ้นมาบนบันไดไม้สักทอง! ศิลาผุดลุกขึ้นจากเตียงด้วยสัญชาตญาณดิบ ร่างกายกำยำคว้ากางเกงสแล็คมาสวมอย่างรวดเร็ว พร้อมกับมือขวาที่เอื้อมไปหยิบปืนพกสั้นคู่ใจใต้หมอนขึ้นมาขึ้นลำกล้องด้วยความเร็วแสง แววตาที่เพิ่งอ่อนโยนลงเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นคมกริบดุจปีศาจร้ายในเสี้ยววินาที "ซ่อนตัวอยู่ใต้เตียง ซะ!" ศิลาออกคำสั่งเฉียบขาด เสียงต่ำลึกไร้ความกลัว มีเพียงความเหี้ยมเกรียมที่พร้อมจะสังหารผู้มาเยือน รินรดารีบคว้าผ้าห่มมาพันกาย ลุกขึ้นด้วยความตื่นตระหนก "ใครกัน... ใครกล้าบุกเข้ามาที่นี่ตอนดึกดื่นแบบนี้" เสียงฝีเท้าหยุดกะทันหันที่หน้าประตูห้องนอน ตามด้วยเสียงถีบประตูไม้เนื้อแข็งจนกลอนพังกระเด็นหลุดออกจากวงกบ! ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อคลุมกันหนาวสีดำสนิทก้าวเข้ามา พร้อมกับรอยยิ้มเยือกเย็นที่สลักอยู่บนใบหน้าคมคายของชายแปลกหน้าที่รินรดาไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ศิลากลับจำรอยยิ้มนั้นได้ดี—รอยยิ้มของอดีตพี่น้องร่วมสาบานที่หักหลังกันจนเลือดนองแผ่นดิน "ไง... น้องชาย ไม่ได้เจอกันนาน คืนนี้กูเอาของขวัญมาทวงคืน" --- (ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเผชิญหน้ากับความดาร์กและห้วงอารมณ์อันดุเดือดนี้ไปพร้อมกันนะครับ - ธานินทร์แดนเถื่อน)
สารจากนักเขียน (ธานินทร์แดนเถื่อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดิบเถื่อนกลางไร่ฝิ่น: รอยทมิฬมรดกเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%