ดิบเถื่อนกลางไร่ฝิ่น: รอยทมิฬมรดกเลือด•ตอนที่ 2

เผชิญหน้าเจ้าพ่อ

ผลงานโดย ธานินทร์แดนเถื่อน
เสียงเหล็กดัดกระทบวงกบประตูด้วยแรงที่มากพอจะทำให้บานพับครึ่งซีกสั่นสะเทือน รินรดาไม่จำเป็นต้องหันไปมองเธอก็รู้ว่าใครคือเจ้าของฝ่ามือใหญ่นั้น กลิ่นอายดิบเถื่อนของยาสูบราคาแพงผสมกลิ่นฝุ่นดินจากผืนไร่กว้างใหญ่ลอยปะทะเข้ากับโสตประสาททันที ความกดอากาศในห้องพักแคบๆ ของเรือนพักคนงานราวกับลดฮวบลงจนทำให้ลมหายใจของเธอสะดุด ศิลา วรโชติเมธี ไม่เคยเคาะประตูเมื่อต้องการอะไรจากใคร และในเวลานี้ สายตาคู่นั้นก็กำลังกวาดมองร่างโปร่งระหงของเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยแววตาดุจพญาอินทรีที่เจอเหยื่อในกรงขัง "คิดจะทำอะไรอยู่รินรดา? จัดกระเป๋าหนีงั้นเหรอ?" น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นโดยไม่มีคำทักทาย ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนจนเห็นกล้ามเนื้อแน่นขนัดและรอยสักเลือนรางที่ต้นแขนก้าวเข้ามาในห้องทีละก้าวอย่างคุกคาม พื้นไม้กระดานเก่าส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่น้ำหนักตัวของเขาเคลื่อนผ่าน มันคือการย่างก้าวของผู้ล่าที่จงใจบีบให้เหยื่อจนมุม รินรดากำเสื้อผ้าในมือแน่นจนยับยู่ยี่ เธอยืดตัวตรง เชิดหน้าขึ้นสู้กับดวงตาสีสนิมเหล็กคู่นั้น แม้หัวใจในอกจะเต้นรัวรากับกลองเพลก็ตาม "ฉันไม่ได้จะหนี... ฉันแค่กำลังจะออกไปจากที่นี่ ตามสิทธิ์ที่ฉันควรจะมีในฐานะนักธรณีวิทยา ไม่ใช่เชลยศึกของคุณ!" เสียงของเธอดังลอดไรฟัน แสดงความดื้อรั้นที่ไม่เคยลดน้อยลงแม้จะอยู่ต่อหน้าผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในดินแดนแห่งนี้ ศิลาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเย็นเยียบจนน่าขนลุก เขาก้าวประชิดเข้ามาจนระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงเหลือเพียงคืบเดียว กลิ่นกายบุรุษเพศที่อบอุ่นและดุดันแผ่ซ่านจนร่างบางรู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วผิวแก้ม "สิทธิ์งั้นเหรอ?" ศิลาโน้มใบหน้าลงมาหาเธอ ดวงตาคมกริบจดจ้องริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่นด้วยความโกรธ "เหยียบเข้ามาในเขตไร่ฝิ่นของฉัน ดึงดันจะตรวจพิสูจน์ดินบนพื้นที่ ที่แม้แต่กฎหมายยังไม่อยากยุ่ง... แล้วเธอยังกล้ามาทวงหาคำว่าสิทธิ์กับฉันอีกเหรอ รินรดา" ฝ่ามือหนาเอื้อมออกไปอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่เธอจะทันตั้งตัว นิ้วแกร่งคว้าหมับเข้าที่ข้อมือเรียวบางแล้วรวบมันไว้ด้วยมือข้างเดียวแรงบีบมหาศาลทำให้เธอต้องนิหน้าด้วยความเจ็บปวดแต่ไร้เสียงร้อง ร่างของเธอถูกดึงเข้าหาแผงอกกว้างอย่างไร้ความปรานี แรงปะทะทำให้ลมหายใจของเธอขาดห้วง กลิ่นอายอันตรายจากตัวเขาห้อมล้อมเธอไว้ทุกทิศทาง "ปล่อยฉันนะ!" เธอพยายามบิดข้อมือหนีพร้อมกับใช้มืออีกข้างผลักไสแผงอกเขา แต่มันก็ไม่ต่างอะไรกับการผลักภูเขา "ปากดีเหลือเกินนะ... แต่ตัวสั่นเป็นลูกนกตัวแค่นี้เนี่ยนะ จะเอาอะไรไปสู้กับฉัน" ศิลาใช้นิ้วมืออีกข้างเชยคางเธอขึ้นบังคับให้สบตา ปลายคางมนถูกตรึงไว้ด้วยสัมผัสหยาบกร้านที่เต็มไปด้วยพละกำลังและความดิบเถื่อน แววตาของเขาไม่ได้มีความโกรธเกรี้ยวเพียงอย่างเดียว แต่มันกลับลุกโชนด้วยประกายไฟอีกรูปแบบหนึ่งที่อันตรายยิ่งกว่า—ประกายไฟแห่งความกระหายใคร่ครอบครอง รินรดารู้สึกได้ถึงกระแสความร้อนที่วิ่งพล่านไปทั่วร่างเมื่อปลายนิ้วของเขาไล้เรื่อยจากคางมนลงมาที่ลำคอระหง ความหวาดกลัวแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกที่ปะปนกับความหวามไหวอย่างน่าประณาม ร่างกายของเธอกบฏต่อจิตใจ มันสั่นสะท้านไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะแรงดึงดูดทางเพศที่รุนแรงและป่าเถื่อนซึ่งแผ่ออกมาจากตัวผู้ชายคนนี้ "คุณมันบ้า... อื้อ..." คำพูดต่อมาถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อศิลาก้มลงประกบเรียวปากลงมาอย่างไร้การเตือนล่วงหน้า จูบของเขาไม่ได้มีความนุ่มนวลหรือเจือด้วยความอ่อนโยนใดๆ ทั้งสิ้น มันคือการประกาศิตและการลงทัณฑ์ รสชาติของความดุดันและเอาแต่ใจบดขยี้ริมฝีปากนุ่มของเธอจนรับรู้ได้ถึงรสคาวเลือดจางๆ รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เธยายามทุบตีอกเขา ระดมกำปั้นทุบลงไปบนลาดไหล่หนาเพื่อประท้วง แต่ศิลากลับยิ่งได้ใจ มือที่ตรึงข้อมือเธอไว้เปลี่ยนเป็นรวบมือทั้งสองข้างไผล่หลังด้วยมือเดียวอย่างง่ายดาย ก่อนที่มืออีกข้างจะเลื้อยลงมาโอบรัดเอวคอดกิ่วแล้วดึงรั้งร่างของเธอให้แนบชิดติดกับกายแกร่งจนไม่มีช่องว่างให้อากาศผ่าน ความเร่าร้อนในสัมผัสของเขาทำให้สติสัมปชัญญะของเธอกำลังจะหลุดลอย ริมฝีปากที่ถูกรุกรานเริ่มอ่อนระทวยตามสัญชาตญาณ ลมหายใจอุ่นร้อนที่ปะปนกันทำให้สมองของเธอพร่ามัว สัมผัสจากฝ่ามือหยาบกร้านที่เริ่มลูบไล้ไปตามแผ่นหลังภายใต้เสื้อผ้าเนื้อบางทำให้ขนลุกซู่ ความวาบหวามสายหนึ่งแล่นพล่านไปตามสันหลังจนเธอต้องเผลอแอ่นกายเข้าหาเขาโดยไม่รู้ตัว ศิลารับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงนั้น รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึก เขาผละริมฝีปากออกช้าๆ อย่างอ้อยอิ่ง ปล่อยให้เธอยืนหอบหายใจโยนตัวด้วยความเหนื่อยอ่อนและใบหน้าที่แดงก่ำ ดวงตาคู่สวยฉ่ำน้ำด้วยพิษสวาทที่เขาเป็นคนจุดชนวนขึ้นมาเอง "หึ... ปากดีได้อีกสิ รินรดา" เสียงกระซิบพร่าต่ำดังอยู่ข้างใบหูของเธอ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดซอกคอขาวจนเธอสะท้านเยือก "เก่งให้ได้ตลอดก็แล้วกัน เพราะนับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป... เธอจะไม่มีวันได้ก้าวเท้าออกไปจากไร่ของฉัน จนกว่าฉันจะเบื่อที่จะกักขังเธอไว้ใต้ร่างของฉันเอง" รินรดายังไม่ทันได้เอ่ยปากด่าทอหรือสะบัดหน้าหนีคำพูดจาหยามเกียรติเหล่านั้น เสียงเคาะประตูดังปึงปังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน ตามด้วยเสียงตะโกนกระหืดกระหอบของลูกน้องคนสนิทที่ยืนอยู่ด้านนอก "นายครับ! แย่แล้วครับ... ตำรวจทางหลวงกับกลุ่มคนแปลกหน้ากำลังบุกเข้ามาถึงเขตชั้นนอกของโรงงานแล้วครับ!" ศิลาชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมกริบหันไปมองทางประตูแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มกลับมามองหญิงสาวในอ้อมแขนที่ตอนนี้ดวงตากลมโตกำลังเบิกกว้างด้วยความหวังอันริบหรี่ ขอขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงห้วงเวลาแห่งความระทึกนี้ด้วยกันครับ
สารจากนักเขียน (ธานินทร์แดนเถื่อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดิบเถื่อนกลางไร่ฝิ่น: รอยทมิฬมรดกเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%