เสียงค้อนเหล็กทุบลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งดังสะท้านไปทั่วห้องโถงชั่วคราวของสหกรณ์เมือง... ตามมาด้วยเสียงฮือฮาที่ดังระเบิดราวกับเขื่อนแตก
"สองพันหยวน! ป้ายชื่อร้าน 'ครัวหอมพันลี้' ใบนี้ เป็นกรรมสิทธิ์ของสหายหลินฟางอย่างandแน่นอน!"
เจ้าหน้าที่รัฐผู้รับผิดชอบการออกใบอนุญาตประกอบกิจการยุคต้นทศวรรษแปดศูนย์ปาดเหงื่อบนหน้าผาก เขามองหญิงสาวร่างเพรียวบางในชุดเสื้อผ้าสะอาดสะอ้านตรงหน้าด้วยความทึ่งระคนเคารพ ในยุคที่ข้าวยากหมากแพงและการค้าเสรีเพิ่งเริ่มขยับตัว ใครเล่าจะกล้าทุ่มทุนซื้อตึกแถวเก่าแก่ใจกลางย่านการค้าเพื่อเปิดภัตตาคารอาหารขนาดนี้... ยกเว้นเสียแต่ว่าคนผู้นั้นจะมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่ารสชาติอาหารในมือจะสามารถดึงดูดเงินในกระเป๋าของทุกคนออกมาได้จนหมดเกลี้ยง
หลินฟางแย้มยิ้มบางเบา ดวงตากลมโตคู่นั้นพราวระยับด้วยประกายของความสำเร็จที่ถูกคำนวณไว้ล่วงหน้าอย่างแม่นยำ ราวกับเธอกำลังนั่งมองกราฟหุ้นพุ่งทะยานขึ้นแตะจุดสูงสุดในตลาดหลักทรัพย์ไม่ปาน
"ขอบ
"ขอบพระคุณท่านมากครับเจ้าหน้าที่" เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังดังแทรกขึ้นข้างกาย หลินฟางไม่จำเป็นต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นร้อยเอกจางห่าว สามีหนุ่มผู้มักจะยืนประกบเธอราวกับเงาตามตัว นายทหารหนุ่มในชุดเครื่องแบบรีดเรียบกริบส่งสายตาดุดันกวาดมองกลุ่มพ่อค้าแม่ขายเจ้าถิ่นที่แอบมองมาด้วยความอิจฉาริษยาจนพวกมันต้องรีบหลบตาแทบไม่ทัน
จางห่าวขยับเข้ามาใกล้ ยื่นมือหนาไปโอบเอวบางของภรรษาสาวไว้อย่างแสดงความเป็นเจ้าของอย่างเปิดเผย แม้ภายนอกเขาจะดูดุดันน่าเกรงขามต่อหน้าคนแปลกหน้า แต่ทันทีที่ก้มลงมองใบหน้าของภรรยา แววตากลับอ่อนโยนยวบยาบจนแทบจะละลาย
"เหนื่อยไหมครับฟางฟาง? ถ้าไม่ไหว ตรงนี้ปล่อยให้ผมจัดการต่อเอง คุณไปนั่งพักดื่มชาร้อนๆ ก่อนเถอะ" จางห่าวเอמהสกระซิบข้างใบหู น้ำเสียงเจือความห่วงใยและอาการ 'คลั่งรัก' ที่ไม่เคยลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อยตั้งแต่แต่งงานกันมา
หลินฟางแอบหยิกเอวหนาของสามีเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้ "พูดอะไรคะ... เอ๊ย พูดอะไรครับ คุณก็เห็นว่าฉันเพิ่งเซ็นสัญญาเสร็จ จะให้ไปนั่งพักได้ยังไง วันนี้เรามีภารกิจใหญ่ในการเตรียมเปิดร้านวันแรกนะ" เธอเกือบหลุดสำนวนติดปากเสียแล้ว โชคดีที่ไหวตัวทันปรับสรรพนามกลับมาเป็นแบบสุภาพบุรุษตามที่สามีชอบให้พูดเวลามีคนอื่นอยู่
จางห่าวหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี เขายอมให้ภรรยาหยิกตามใจชอบเพราะรู้ดีว่าแรงแค่นั้นไม่ได้ทำให้เจ็บสักนิด กลับรู้สึกจั๊กจี้หัวใจเสียมากกว่า "ครับผม เมียพูดอะไรก็ถูกทั้งนั้นแหละครับ"
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ณ ตึกแถวสองชั้นหัวมุมถนนสายเศรษฐกิจ "ครัวหอมพันลี้"
กลิ่นหอมกรุ่นอันเป็นเอกลักษณ์เริ่มลอยฟุ้งกระจายออกจากช่องหน้าต่างชั้นล่าง มันไม่ใช่กลิ่นน้ำมันเหม็นหืนแบบร้านอาหารตามสั่งทั่วไปตามท้องถนน แต่เป็นกลิ่นหอมซับซ้อนของเครื่องเทศชั้นดีที่หลินฟางแอบดึงออกมาจากมิติลับ ผสมผสานกับกลิ่นหอมของกระดูกหมูเคี่ยวไฟอ่อนๆ และซีיוว์ดำสูตรโบราณที่เคลือบอยู่บนเนื้อหมูสามชั้นตุ๋นจนเปื่อยนุ่ม
ป้ายไม้แกะสลักตัวอักษรสีทองอร่ามถูกยกขึ้นแขวนเหนือประตูทางเข้า บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อผู้คนเริ่มเดินผ่านไปมาแล้วต้องชะงักฝีเท้า
"กลิ่นอะไรวะเนี่ย? หอมชะမต!" ชายวัยกลางคนคนหนึ่งซึ่งเป็นคนงานแบกหามในตลาดสดสูดจมูกฟุดฟิด ดวงตาเบิกกว้างเมื่อลมพัดเอาไอความอร่อยพุ่งเข้าใส่เต็มเปี่ยม
"นั่นสิ! หอมเหมือนภัตตาคารในเมืองหลวงเลย... แต่ที่นี่มันร้านเปิดใหม่นี่นา ร้านของใครกัน?" หญิงสาวสะใภ้บ้านข้างๆ ที่เพิ่งเดินถือตะกร้าผักผ่านมาถึงกับหยุดเดิน เธอมองเข้าไปด้านในด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ภายในร้าน หลินฟางสวมผ้ากันเปื้อนสีสะอาด มือเรียวบางกำลังคล่องแคล่วกับการจัดจานอาหารเมนูแรก "หมูตุ๋นน้ำแดงจักรพรรดิ" เนื้อหมูสามชั้นที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างดี ชั้นเนื้อและชั้นมันสลับกันเป็นชั้นสวยงาม ถูกตุ๋นจนนุ่มละลายในปาก สีสันเงางามราวกระจกเคลือบ แซมด้วยผักกวางตุ้งลวกสีเขียวสดกรอบ ราดด้วยน้ำซอสเคี่ยวเข้มข้นที่ส่งกลิ่นหอมยั่วยวนชวนน้ำลายสอ
จางห่าวทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยจำเป็น เขายกถาดอาหารจานแรกเดินออกมาวางที่โต๊ะตัวแรกหน้าร้านอย่างระมัดระวัง แม้ใบหน้าจะนิ่งขรึมตามประดานายทหาร แต่กิริยาที่บรรจงวางจานลงนั้นทะนุถนอมราวกับมันคือวัตถุโบราณล้ำค่า
"เชิญครับ 'หมูตุ๋นน้ำแดงจักรพรรดิ' เมนูพิเศษต้อนรับวันเปิดร้านวันแรก รสชาติกลมกล่อม ละมุนลิ้น รับรองว่าไม่เคยทานที่ไหนมาก่อนแน่นอนครับ" จางห่าวเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานน่าฟัง
ทันทีที่จานอาหารวางลง กลิ่นหอมฟุ้งก็กระจายตัวออกไปเป็นวงกว้าง ผู้คนที่เดินผ่านไปมาถึงกับหยุดเดินกึกโดยไม่ได้นัดหมาย เสียงพูดคุยจอแจในละแวกนั้นเงียบลงชั่วขณะ ทุกสายตาต่างพากันมองตรงมาที่จานหมูตุ๋นสีอำพันบนโต๊ะไม้ขัดเงา น้ำลายในปากของหลายคนเริ่มสอขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังหอมกรุ่นชวนหลงใหลนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยก็ดังแว่วมาจากปากซอย
"เฮอะ! เปิดร้านขายอาหารประสาอะไร กลิ่นหอมจนน่าสงสัยแบบนี้... หรือว่าแอบใส่ยาเสน่ห์อะไรลงไปหลอกลวงชาวบ้านกันแน่ยะ!"
ร่างท้วมของป้าสะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลหลง เดินนท่ำเท้าเข้ามาพร้อมกับญาติพี่น้องอีกสองสามคน สีหน้าของพวกนางเต็มไปด้วยความริษยาและรอยยิ้มเยาะเย้ยที่เตรียมมาเพื่อพังร้านในวันเปิดตัวโดยเฉพาะ!
หลินฟางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นจากเคาน์เตอร์ ดวงตาคมกริบฉายแววเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างท้าทาย
"อ้าว... นึกว่าใคร ที่แท้ก็พวกปลิงที่ชอบมาเกาะกินเลือดเนื้อคนอื่นนี่เอง วันนี้ลมอะไรหอบพวกท่านมาถึงนี่ล่ะครับ หรือว่ากลิ่นเงินในกระเป๋าของฉันมันหอมเกินกว่าจะอดใจไหว?"
จางห่าวขยับตัวก้าวมาบังหน้าภรรพาสาวไว้ครึ่งหนึ่ง มือหนากำหมัดแน่นจนข้อต่องอ เสียงกระดูกลั่นเบาๆ บ่งบอกถึงความอดทนที่ใกล้ขาดผึ่งเต็มที
บรรยากาศหน้า "ครัวหอมพันลี้" พลันคุกรุ่นขึ้นมาทันที ท่ามกลางสายตาของชาวเมืองนับสิบคนที่หยุดยืนล้อมวงรอดูความสนุก
ป้าสะใภ้ใหญ่หน้าเขียวคล้ำด้วยความโกรธ นางกำลังจะอ้าปากด่ากราด แต่หลินฟางกลับชิงพูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและทรงพลังชนิดที่ทำเอาทุกคนต้องสะดุด
"ถ้าอยากจะหาเรื่อง เชิญต่อแถวรอคิวหน้าร้านโน่นครับ... แต่บอกไว้ก่อนนะว่า อาหารจานเด็ดจานนี้ ถ้าไม่ได้จ่ายเงินสด ห้ามแม้แต่จะชายตามอง!"
หลินฟางหันไปหยิบตะเกียบไม้ไผ่ขัดเงาขึ้นมาคีบชิ้นหมูตุ๋นสีสวยเข้าปากเคี้ยวช้าๆ อย่างเอร็ดอร่อยต่อหน้าป้าสะใภ้ใหญ่ที่กำลังอ้าปากค้างด้วยความแค้นเคือง
และก่อนที่ใครจะทันได้เอ่ยคำใดออกมา เสียงกระซิบเบาๆ จากลูกค้าคนแรกที่ตัดสินใจหย่อนเงินลงบนโต๊ะก็ดังตัดความเงียบขึ้นว่า—
"ฉัน... ขอสั่งเมนูนี้หนึ่งที่!"
[ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมติดตามและส่งกำลังใจให้ "เซียนหุ้นย้อนเวลา" เสมอมานะครับ]
เจ๊ดันสายฟาดกับนายทหารคลั่งรักในยุคขาดแคลน•ตอนที่ 19
เปิดตัวร้านอาหารระดับตำนาน
ผลงานโดย เซียนหุ้นย้อนเวลา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนหุ้นย้อนเวลา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เจ๊ดันสายฟาดกับนายทหารคลั่งรักในยุคขาดแคลน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!