กลิ่นอายของดินชื้นหลังฝนตกและละอองน้ำทะเลจางๆ คือสิ่งที่รินรดาเลือกให้เป็นฉากหลังแห่งการชุบชีวิตใหม่ เมืองชายทะเลขนาดกะทัดรัดที่ซ่อนตัวอยู่หลังแนวทิวสนอันเงียบสงบแห่งนี้ ไม่มีแม้แต่เงาของตึกระฟ้ากระจกใส ไม่มีเสียงเครื่องยนต์รถสปอร์ตคำรามราชาแห่งท้องถนน และที่สำคัญที่สุด... ไม่มีชื่อของ ‘คิรากร’ อยู่ในสารบบความทรงจำที่เธอพยายามขีดฆ่าทิ้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า
นิ้วเรียวบางภายใต้เสื้อคาร์ดิแกนไหมพรมสีครีมตัวหลวมกำลังบรรจงจัดเรียงหนังสือพิมพ์บทกวีและนิตยสารงานฝีมือลงบนชั้นไม้สนสีอ่อน ร้านกาแฟเล็กๆ ที่เธอใช้เงินเก็บก้อนสุดท้ายร่วมกับหยาดเหงื่อแรงกายเนรมิตขึ้นมา บัดนี้พร้อมเปิดต้อนรับผู้คนแล้ว มันไม่ใช่ร้านกาแฟหรูหราไฮโซเซเลbคับคั่งแบบที่อดีตสามีของเธอคุ้นเคย แต่ทุกมุมของที่นี่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งอิสรภาพ อิสรภาพที่เธอต้องแลกมาด้วยการตัดหัวใจตัวเองทิ้งครึ่งซีก
"คุณแม่ขา... น้องลินินอยากกินพายแอปเปิ้ลชิ้นนั้นค่ะ"
เสียงใสแจ๋วราดรดหัวใจที่ด้านชาให้กลับมามีความรู้สึกอีกครั้ง รินรดาระบายยิ้มละมุน ดวงตาคู่สวยทอดมองเด็กหญิงวัยสามขวบในชุดเดรสผ้าฝ้ายลายดอกไม้เล็กๆ แก้มป่องเนียนใสและดวงตากลมโตสุกสกาวคู่นั้น... ช่างถอดแบบมาจากใครคนหนึ่งอย่างไร้ที่ติ ราวกับพระเจ้าจงใจใช้พิมพ์เดียวกันสร้างขึ้นมาเพื่อตอกย้ำความทรงจำที่เธออยากลืมเลือน
รินรดานั่งยبطลงตรงหน้าลูกสาว ลูบกลุ่มผมนุ่มสลวยเบาๆ ด้วยความรักท่วมท้น "ได้ค่ะคนเก่ง แต่ต้องทานข้าวกลางวันให้หมดจานเสียก่อนนะคะ ถึงจะมีสิทธิ์ทานของหวานได้"
เด็กหญิงทำแก้มป่องอย่างน่าเอ็นดูพอนึกถึงข้อต่อรอง แต่ก็พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย รินรดาดึงร่างเล็กเข้ามากอดแนบอก สูตรหายใจเข้าลึกๆ เพื่อซึมซับความหอมสะอาดจากตัวลูกสาว เธอย้ำเตือนตัวเองในใจเป็นรอบที่ร้อยของวัน... *ไม่ว่าคิรากรจะตามหาพลิกแผ่นดินสักแค่ไหน เขาก็ไม่มีวันหาลูกสาวคนนี้พบ* ทะเบียนหย่าที่เซ็นลงไปอย่างไร้เยื่อใยในวันนั้น คือเครื่องตัดขาดสถานะระหว่างเธอกับเขาอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
ทว่า... ความเงียบสงบมักเปราะบางเสมอ ยิ่งในค่ำคืนที่พระจันทร์เต็มดวงสาดแสงสีเงินยวดย้อยลงมาอาบไล้หลังคาบ้านพักหลังเล็กริมผา
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งในยามวิกาล—
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
รินรดาที่กำลังนั่งเย็บตุ๊กตาผ้าให้ลูกสาวชะงักมือ หัวใจกระตุกวูบตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมืองเล็กๆ แห่งนี้ปลอดภัยและผู้คนเป็นมิตรจนไม่เคยมีใครมาเคาะประตูบ้านยามวิกาลเช่นนี้ สัญชาตญาณการปกป้องลูกน้อยกรีดร้องเตือนภัย เธอก้าวเดินอย่างเงียบเชียบที่สุดไปยังบานประตูไม้เก่า
แง้มบานหน้าต่างกระจกสีชาออกเล็กน้อยเพื่อมองลอดผ่านเงาดำของระเบียง
ลมทะเลพัดกรรโชกแรง หอบเอาความเย็นเยือกเข้ามาปะทะผิวกาย แต่สิ่งที่ทำให้เลือดในกายของรินรดาจับตัวเป็นน้ำแข็ง ไม่ใช่ความหนาวเหนèvementนั้น... หากแต่เป็นร่างสูงโปรดของชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้มที่ยืนตระหง่านอยู่ใต้แสงจันทร์ ใบหน้าด้านข้างที่คมคายราวนรูปสลักสันจมูกโด่งเป็นสัน และไหล่กว้างที่คุ้นตาจนแทบหยุดหายใจ
คิรากร!
เขายืนอยู่ที่นั่น... ราวกับปีศาจร้ายที่ก้าวออกมาจากฝันร้ายอันยาวนาน ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวคู่นั้นไม่ได้มองมาที่หน้าต่าง แต่มันกำลังกวาดมองป้ายชื่อร้านเล็กๆ ของเธอด้วยรอยยิ้มเย็นชาที่มุมปาก รอยยิ้มที่บ่งบอกว่า... *เกมการตามล่าได้สิ้นสุดลงแล้ว และเธอกำลังจนมุม*
ร่างบางทรุดฮวบลงพิงบานประตู มือไม้สั่นเทาจนแทบถืออะไรไม่อยู่ ความกลัว ความโกรธ และความเจ็บปวดพวยพุ่งขึ้นมาตีรวนในอก เมื่อเงาร่างสูงนั้นยกมือขึ้นเคาะประตูอีกครั้ง คราวนี้มันหนักหน่วงและเด็ดขาด ราวกับจะพังทลายทุกสิ่งที่เธอเพิ่งสร้างขึ้นมาด้วยมือทั้งสองข้างลงไปต่อหน้าต่อตา!
*ละอองดาวเดือนเก้าขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและอินไปกับความดิ่งลึกนี้ด้วยกันนะคะ*
หย่าแล้ว...อย่าฝันว่าจะได้เจอหน้าลูก•ตอนที่ 4
ความลับใต้เงาจันทร์
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้ว...อย่าฝันว่าจะได้เจอหน้าลูก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!