ถ้วยกาแฟเซรามิกเคลือบสีดำสนิทบนโต๊ะทำงานราคาแพงระยับ ยังคงส่งไอความร้อนจางๆ ขึ้นมาตัดกับความเย็นเฉียบของเครื่องปรับอากาศในห้องชุดเพนต์เฮาส์หรูใจกลางมหานคร...
คิรากรขมวดคิ้วมุ่น สายตาคมกริบกวาดมองเอกสารในมือ แต่สมองกลับไม่ยอมประมวลผลตัวเลขมหาศาลตรงหน้า ความเงียบงันภายในห้องกว้างที่เคยชิน กลับกลายเป็นความอึดอัดที่กัดกินหัวใจอย่างประหลาด มันไม่ใช่ความเงียบสงบอย่างที่เขาควรจะพึงพอใจ แต่มันคือความว่างเปล่า... ความว่างเปล่าที่เหมือนมีรอยโหว่ขนาดใหญ่ถูกขุดลึกลงไปในอกข้างซ้าย
ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทเนื้อดีผ่อนลมหายใจออกมาหนักหน่วง เขายกมือขึ้นนวดขมับตัวเองเบาๆ ความเคยชินบางอย่างกำลังเล่นตลกกับความรู้สึก เมื่อคืนก่อน เขากลับมาดึกดื่นตามเคย ทว่าแสงไฟสีส้มอบอุ่นจากโคมไฟหัวเตียงที่มักจะส่องสว่างรอคอย กลับมืดสนิท ไร้เงาร่างบอบบางของรินรดาที่มักจะนั่งพับผ้าหรืออ่านหนังสือเงียบๆ อยู่มุมห้องเพื่อรอเขากลับมา
*“แปลก...”* ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเองเบาๆ
ปกติแล้ว รินรดาเป็นภรรยาที่เงียบเชียบจนแทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องเรือน เธอยืนอยู่ในพื้นที่ของเธออย่างเจียมเนื้อเจียมตัว ไม่เคยเรียกร้อง ไม่เคยโวยวาย และไม่เคยสร้างความรำคาญใจให้เขาเลยแม้แต่น้อย ตลอดเวลาสามปีของการแต่งงานที่ไร้ความรัก เขามองเธอเป็นเพียงภาพสะท้อนความรับผิดชอบทางสังคม เป็นผู้หญิงที่แม่ของเขาหามาให้เพื่อตบตาผู้คนในแวดวงธุรกิจเท่านั้น
ไม่มีความเสน่หา ไม่มีแม้กระทั่งความใส่ใจในฐานะสามีภรรยา... เขามีโลกของเขา มีอิสระที่เธอไม่เคยล้ำเส้น และเขาก็คิดมาตลอดว่าความสัมพันธ์แบบนี้แหละคือความสมบูรณ์แบบที่ต่างคนต่างอยู่
ทว่า... วันนี้ ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในบ้านหลังโตหลังเลิกงาน เขากลับสัมผัสได้ถึงความหนثบหน่วงที่แปลกประหลาด
ไม่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของชาคาโมมายล์ที่เธอชอบชงดื่มก่อนนอน ไม่มีเสียงฝีเท้าแผ่วเบาที่คอยเดินมาหยิบสูทไปแขวนให้ และที่สำคัญที่สุด... ตู้เสื้อผ้าฝั่งของเธอนั้นว่างเปล่า!
คิรากรผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ทำงานด้วยความหงุดหงิดที่ก่อตัวขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ ขายาวก้าวฉับๆ ออกจากห้องทำงานตรงไปยังห้องนอนใหญ่ที่อยู่ถัดไป มือหนาผลักประตูบานใหม่อย่างแรงจนมันกระแทกกับผนังเบาๆ
สายตาดุจเหยี่ยวสกราดมองไปรอบห้อง เตียงนอนขนาดคิงไซส์ถูกจัดระเบียบลงตัวอย่างไร้ที่ติ ไร้รอยยับย่น ราวกับว่าไม่มีใครนอนทับถมมันมาหลายคืน บนโต๊ะเครื่องแป้งที่เคยเต็มไปด้วยขวดครีมบำรุงผิวราคาแพงและเครื่องสำอางของผู้หญิง กลับโล่งเตียนเหลือเพียงความว่างเปล่าและฝุ่นละอองบางเบาที่เริ่มเกาะตัว
หัวใจของท่านประธานหนุ่มกระตุกวูบอย่างแรงโดยไม่รู้ตัว
เขาเดินเข้าไปใกล้ตู้เสื้อผ้าบานกระจกเงาบานใหญ่ มือหนากระชากบานประตูเปิดออกอย่างไร้ความปรานี สายตาคมกวาดมองเข้าไปข้างใน... สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือความว่างเปล่าอย่างแท้จริง ไม่มีชุดเดรสเรียบร้อยสีอ่อน ไม่มีกระโปรงทำงานทรงสอบ ไม่มีแม้แต่ชุดนอนผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มของเธอ
*“ไปไหนของเธอ...”* เสียงทุ้มต่ำเอ่ยลอดไรฟันด้วยความกรุ่นโกรธ
รินรดาหนีออกจากบ้านอย่างนั้นหรือ? หรือเธอแค่งอนเรื่องที่เขาไม่ได้กลับบ้านติดต่อกันสามคืนเพราะติดพันดีลธุรกิจสำคัญที่ต่างจังหวัด?
ความคิดในหัวตีรันกันวุ่นวาย คิรากรพยายามหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองว่า นี่อาจจะเป็นกลยุทธ์เรียกร้องความสนใจแบบใหม่ของเธอ ผู้หญิงที่เคยเงียบเรียบร้อยคนนั้น อาจจะแค่อยາກเล่นสงครามประสาท เพื่อให้เขาง้อ เพื่อให้เขาวิ่งตามเหมือนในละครน้ำเน่าที่เขาเกลียดนักหนา
*“หึ คิดว่าทำแบบนี้แล้วฉันจะสนใจงั้นเหรอ?”* เขายกยิ้มเยาะหยันที่มุมปาก พลางควานหาโทรศัพท์มือถือราคาแพงในกระเป๋าเสื้อสูทขึ้นมา นิ้วแกร่งกดเบอร์โทรศัพท์ที่คุ้นเคย แม้จะไม่ค่อยได้โทรหาเธอนักก็ตาม
เสียงรอสายดังขึ้น... *ตู๊ด... ตู๊ด...*
หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะปกติ กลับเริ่มกระหน่ำรัวแปลกๆ เมื่อเสียงสัญญาณดังติดต่อกันหลายครั้งแต่ไม่มีวี่แววว่าปลายสายจะกดรับ
*“รินรดา... เธอเล่นตัวมากเกินไปแล้วนะ”* เขาพึมพำอย่างหัวเสียเมื่อเสียงระบบอัตโนมัติแจ้งว่าไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้
คิรากรโยนโทรศัพท์ลงบนเตียงนอนอย่างแรงด้วยความหงุดหงิด เขาก้าวเดินไปที่ระเบียงห้องเพื่อรับลม หวังจะดับความร้อนรุ่มที่สุมอยู่ในอก แต่ยิ่งมองออกไปข้างนอก ความกว้างใหญ่และแสงไฟระยิบระยับของเมืองหลวง กลับยิ่งทำให้บ้านหลังนี้ดูเคว้งคว้างและเงียบเหงาจนน่าขนลุก
เขาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ... ความผิดปกติที่ลึกซึ้งกว่าการที่ภหายตัวไปเฉยๆ มันคือความรู้สึกเหมือนบางสิ่งบางอย่างที่เคยค้ำจุนความสมบูรณ์แบบในชีวิตของเขาได้ขาดหายไปอย่างถาวร โดยที่เขาไม่เคยเอะใจเลยว่า สิ่งนั้นมีความหมายกับชีวิตประจำวันของเขามากแค่ไหน
ไม่สิ... เขาไม่ควรจะใส่ใจด้วยซ้ำ! รินรดาเป็นเพียงผู้หญิงที่เขาไม่ได้รัก เป็นภรรยาที่ถูกบังคับให้แต่งงานด้วย การที่เธอไม่อยู่ มันควรจะเป็นอิสระที่เขาโหยหาสิ ทำไม... ทำไมหน้าอกข้างซ้ายถึงได้รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุแบบนี้?
ก๊อก ก๊อก ก๊อก!
เสียงเคาะประตูด้านนอกห้องนอนดังขึ้นขัดจังหวะความคิดอันฟุ้งซ่าน คิรากรสูดหายใจเข้าลึกเพื่อปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยดังเดิม ก่อนจะเอ่ยอนุญาตด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น
“เข้ามา”
ประตูห้องเปิดออก พร้อมกับร่างของเลขาฯ ส่วนตัวที่ก้าวเข้ามาด้วยท่าทางเร่งรีบ ใบหน้าของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดจนเห็นได้ชัด
“ท่านประธานครับ... เกิดเรื่องแล้วครับ” เลขาหนุ่มเอ่ยเสียงสั่นเล็กน้อย “ทางฝ่ายกฎหมายเพิ่งส่งเอกสารชุดนี้มาให้ผมด่วนที่สุดครับ... เป็นเอกสารที่ถูกส่งมาจากสำนักงานทนายความอิสระ”
คิรากรขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์ “เรื่องอะไร ทำไมต้องทำหน้าตาตื่นตระหนกขนาดนั้น?”
เลขาฯ กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลให้เจ้านายหนุ่ม “คือ... มันคือ... เอกสารหย่าครับ และ... และคุณรินรดาได้เซ็นชื่อเรียบร้อยแล้วครับท่าน!”
ร่างสูงของคิรากรแข็งทื่อราวกับถูกสายฟ้าฟาดกลางกระหม่อม ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึงระคนไม่อยากเชื่อ มือหนารับซองเอกสารนั้นมาด้วยปลายนิ้วที่ชาหนึบ
(ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับความเจ็บปวดและการเอาคืนครั้งนี้ด้วยกันนะคะ)
ละอองดาวเดือนเก้า
หย่าแล้ว...อย่าฝันว่าจะได้เจอหน้าลูก•ตอนที่ 3
ชีวิตที่ไม่มีเธอ
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้ว...อย่าฝันว่าจะได้เจอหน้าลูก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!