กลิ่นหอมกรุ่นของชาคาโมมายล์และไอน้ำอุ่นที่ลอยกรุ่นขึ้นมาจากถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวสะอาดในมือของคิรากร ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศอึดอัดภายในห้องรับแขกของเรือนหอเก่าที่บัดนี้กลายเป็นเพียงสถานที่พักพิงชั่วคราวคายความหน;เหน็บลงได้เลยสักนิด ดวงตาคมกริบของอดีตท่านประธานผู้ทรงอิทธิพลทอดมองแผ่นหลังบอบบางของรินรดาที่กำลังงלוอยู่กับการจัดเตรียมอาหารว่างให้เด็กหญิงตัวน้อยวัยสามขวบ ผู้ซึ่งมีดวงตากลมโตและริมฝีปากหยักได้รูปถอดแบบมาจากเขาอย่างไม่ผิดเพี้ยน
ความเงียบงันระหว่างพวกเขาในยามนี้ช่างหนักอึ้ง มันไม่ใช่ความเงียบที่เกิดจากความว่างเปล่า หากแต่เป็นมวลอารมณ์อันซับซ้อนที่อัดแน่นไปด้วยเศษซากแห่งอดีต ความผิดบาปที่ชายหนุ่มไม่มีวันลบเลือน และความระแวดระวังที่ยังคงฉาบอยู่บนดวงหน้าหวานซึ้งของหญิงสาวผู้เคยถูกเขาเหยียบย่ำจนแหลกสลาย
"คุณ... ดื่มชาก่อนสิคะ มันน่าจะช่วยให้คุณผ่อนคลายจากงานประชุมเครียดๆ นั่นได้บ้าง"
เสียงหวานที่เอ่ยขึ้นแผ่วเบาทำลายความเงียบ รินรดายื่นถ้วยชาให้เขาด้วยท่าทีสำรวม ระยะห่างระหว่างปลายนิ้วของทั้งคู่แม้จะห่างกันเพียงไม่กี่เซนติเมตร ทว่ามันกลับราวกับมีกำแพงแก้วที่หนาเตอะกั้นขวางไว้ คิรากรรับถ้วยชานั้นมาด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย สายตาของเขาไม่ได้มองที่ถ้วยชา หากแต่จับจ้องลึกลงไปในดวงตาคู่สวยที่เคยมีแต่ความรักความภักดีให้แก่เขา แต่วันนี้... มันเหลือเพียงความว่างเปล่าและการเว้นระยะห่างที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
"ขอบใจนะ... ริน" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยลอดไรฟันอย่างยากลำบาก เขารู้สึกเหมือนมีก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่ลำคอทุกครั้งที่ได้สบตากับเธอ ผู้หญิงที่เขาเคยโง่เขลาปล่อยให้หลุดมือไปเพียงเพราะความเย่อหยิ่งและทิฐิอันไร้สาระ
ในมุมห้องนั่งเล่น... น้องลินินกำลังนั่งระบายสีลงบนสมุดภาพเล่มเล็กอย่างตั้งอกตั้งใจ เจ้าตัวเล็กฮัมเพลงเบาๆ ในลำคอโดยไม่รู้เลยว่าผู้ชายร่างสูงใหญ่ที่นั่งมองตนอยู่ด้วยสายตาร้าวรานนั้นคือผู้ให้กำเนิด คิรากรลอบมองภาพนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า หัวใจที่ด้านชามาตลอดชีวิตของนักธุรกิจหนุ่มผู้กุมบังเหียนอาณาจักรหมื่นล้าน กลับกำลังถูกบีบอัดจนเจ็บแปลบ ทุกรอยยิ้ม ทุกเสียงหัวเราะใสๆ ของเด็กหญิงตัวน้อยเปรียบเสมือนเข็มเล่มเล็กๆ ที่คอยทิ่มแทงเตือนสติว่าเขาเกือบจะไม่มีโอกาสได้เห็นความงดงามเหล่านี้ในชีวิตเสียแล้ว
"ลินินจ๋า... ลูกสาวแม่ ทานขนมปังนี่หน่อยไหมคะ เดี๋ยวจะเย็นหมดเสียก่อนนะลูก" รินรดาเดินเลี่ยงจากเขาไปทรุดกายลงนั่งคุกเข่าเบื้องหน้าลูกสาว น้ำเสียงที่เธอใช้พูดคุยกับเด็กน้อยช่างอ่อนโยนและเปี่ยมล้นด้วยความรักความอบอุ่นจนผู้เป็นพ่อที่ยืนมองอยู่ถึงกับขอบตาร้อนผ่าว
เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นจากสมุดภาพ ดวงตากลมโตกระพริบปริบๆ ก่อนจะส่งยิ้มหวานหยดจนแก้มป่องให้มารดา
"คุณแม่ขา... ลินินยังอิ่มอยู่เลยค่ะ แต่... แต่ว่าคุณลุงใจดีคนนั้น เอาขนมปังอร่อยๆ มาให้ลินินตั้งเยอะแน่ะ" ลินินเอียงคอพูดพลางใช้นิ้วชี้ไปยังคิรากรที่นั่งตัวเกร็งอยู่บนโซฟา
คำว่า "คุณลุงใจดี" จากปากลูกสาวแท้ๆ เปรียบเสมือนค้อนเหล็กอันใหญ่ที่ทุบลงกลางใจของคิรากรจนแหลละเอียด มันช่างเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าการถูกมีดกรีดลงบนเนื้อเสียอีก ชายหนุ่มเม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ความรู้สึกผิดพรั่งพรูขึ้นมาจุกอกจนแทบหายใจไม่ออก เขาอยากจะเอ่ยปากบอกเด็กน้อยเหลือเกินว่าเขาไม่ใช่ลุง... แต่เป็นพ่อ เป็นผู้ชายใจร้ายที่ไม่มีคุณสมบัติแม้แต่จะยืนอยู่ใกล้รอยยิ้มบริสุทธิ์นั้นด้วยซ้ำ
รินรดาชำเลืองมองอดีตสามีด้วยหางตา เธอนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ปล่อยให้ความอึดอัดทำหน้าที่ลงทัณฑ์เขาอย่างเงียบๆ หญิงสาวรู้ดีว่าคิรากรกำลังทรมาน และนั่นคือสิ่งที่เธอต้องการในวันแรก... แต่ ณ วินาทีนี้ เมื่อได้เห็นร่องรอยความสำนึกผิดที่ฉายชัดอยู่บนใบหน้าคมคายนั้น หัวใจที่เคยแข็งกระด้างราวน้ำแข็งขั้วโลกของเธอกลับเริ่มไหววับอย่างห้ามไม่อยู่
"ลินินคะ..." รินรดากลุมมือเล็กๆ ทั้งสองข้างของลูกสาวไว้ด้วยความทะนุถนอม เธอนิ่งคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยบางสิ่งออกมา "ถ้า... ถ้าลูกอยากรู้ว่าคุณลุงใจดีคนนี้เป็นใครจริงๆ ลูกลองหันไปมองหน้าท่านดีๆ สิคะ"
เด็กน้อยกระพริบตาปริบๆ อย่างงუნงง แต่ก็ยอมหันขวับไปมองคิรากรตามคำบอกของมารดา ดวงตากลมโตสำรวจใบหน้าคมสัน จมูกโด่งรั้น และนัยน์ตาคู่คมที่มีโครงสร้างคล้ายคลึงกับตนเองอย่างพินิจพิจารณา
คิรากรถึงกับกลั้นหายใจ หัวใจของท่านประธานหนุ่มผู้ยิ่งใหญ่เต้นรัวระรัวราวกับกลองศึก ฝ่ามือหนาที่วางอยู่บนตักชื้นเหงื่อขึ้นมาฉับพลัน เขารอคอย... รอคอยการพิพากษาจากเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองด้วยความหวาดกลัวที่ระคนกับความคาดหวังอันริบหรี่
"คุณแม่ขา..." เสียงใสเอียงคอถามด้วยความสงสัยใสซื่อ "ทำไม... หน้าตาของคุณลุง ถึงคล้ายกับรูปถ่ายในล็อกเก็ตของคุณแม่จังเลยล่ะคะ หรือว่า... หรือว่า..."
เด็กหญิงชะงักคำพูดไปนิดหนึ่ง ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเมื่อสมองน้อยๆ เริ่มประติดประต่อเรื่องราวที่ผู้เป็นแม่เคยพร่ำสอนและเล่าให้ฟังก่อนนอนเกี่ยวกับ "คุณพ่อผู้ใจดีที่อยู่บนฟ้า" แต่ทว่า... ตอนนี้ท่านไม่ได้อยู่บนฟ้า ท่านกำลังนั่งอยู่ตรงนี้... ตรงหน้าเธอแล้ว
รินรดาสูดลมหายใจเข้าปอดลึกเพื่อระงับความสั่นไหวในอก เธอยิ้มบางๆ ให้ลูกน้อยเป็นการอนุญาตไร้คำพูด
คิรากรทนไม่ไหวอีกต่อไป ชายหนุ่มทรุดกายลงคุกเข่ากับพื้นพรมตรงหน้าเด็กหญิงทันที โดยไม่สนใจว่าภาพลักษณ์ของท่านประธานผู้ทรงอำนาจจะต้องมัวหมอง เขายื่นมือหนาออกไปหมายจะสัมผัสแก้มนุ่มนิ่มของลูกสาว แต่ก็ต้องชะงักค้างกลางอากาศด้วยความกลัวว่ามือคู่นี้จะแปดเปื้อนความไร้เดียงสาของเธอ
"ลินิน..." เสียงทุ้มแหบพร่าสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ "พ่อ... เอ่อ... ลุง... พ่อ... ขอโทษ..."
เด็กหญิงวัยสามขวบจ้องมองใบหน้าของชายหนุ่มผู้เป็นพ่อที่กำลังเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา ความรู้สึกผูกพันลึกลับบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้จิตใต้สำนึกทำให้หัวใจดวงน้อยเต้นเป็นจังหวะเดียวกับเขา มือเล็กป้อมเอื้อมออกไปแตะลงบนหลังมือหนาที่สั่นเทาของคิรากรอย่างแผ่วเบา สัมผัสอุ่นซ่านที่ส่งผ่านผิวเนื้อทำให้คิรากรสะفถึงกับหลับตาลงปล่อยให้น้ำตาอุ่นๆ ไหลรินอาบสองแก้มอย่างไม่อายใคร
"คุณพ่อคะ..."
เสียงใสเอ็งเอื้อนคำพูดสามคำที่คิรากรเฝ้ารอมาตลอดชีวิตหลุดออกมาจากริมฝีปากเล็กๆ นั้น "คุณพ่อ... ขา... อย่าร้องไห้นะคะ ลินิน... ไม่ดื้อแล้วค่ะ"
ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน คิรากรพุ่งเข้าโอบกอดร่างเล็กๆ นั้นเข้าสู่อ้อมอกกว้างอย่างสุดจะกลั้น เขากอดลูกสาวแน่นราวกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะเป็นเพียงความฝัน หยาดน้ำตาแห่งความสำนึกผิดและความสุขล้นปรี่ไหลรินรดไหล่เล็ก รินรดายืนมองภาพความอบอุ่นนั้นด้วยสายตาที่พร่ามัว หยาดน้ำใสไหลอาบแก้มเนียนอย่างเงียบงัน ความเจ็บปวดในอดีตถูกชะล้างออกไปด้วยเสียงคำว่า "คุณพ่อ" คำเดียวที่ทรงพลังที่สุดในโลก
ทว่า... ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งการไถ่บาปและความเข้าใจอันลึกซึ้ง เสียงเคาะประตูกระจกบานใหญ่ที่เชื่อมต่อกับสวนหย่อมด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
ทั้งสามคนสะดุ้งสุดตัว คิรากรผละออกจากอ้อมกอดของลูกสาวอย่างรวดเร็ว ดวงตาคมกริบเปลี่ยนเป็นความเฉียบคมดุดันในเสี้ยววินาที เขารีบดึงรินรดากับลูกมาไว้ด้านหลังด้วยสัญชาตญาณการปกป้อง ก่อนจะหันขวับไปมองยังต้นเสียงนอกกระจก
ร่างสูงโปรดของใครบางคนยืนตระหง่านอยู่ภายใต้เงาไม้ใหญ่ แสงไฟสลัวจากสวนส่องกระทบใบหน้าด้านข้างที่คุ้นเคยอย่างน่ากลัว รอยยิ้มเยียบเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปากของแขกยามวิกาลผู้ไม่ได้รับเชิญ... ก่อนที่ริมฝีปากนั้นจะขยับเปล่งคำพูดไร้เสียงผ่านกระจกเข้ามาให้คิรากรได้อ่านปากได้อย่างชัดเจน
*'เกมของคุณ... กำลังจะจบลงแล้วนะ... ท่านประธาน'*
รักรี้ดทุกคนจากใจค่ะ ละอองดาวเดือนเก้า
หย่าแล้ว...อย่าฝันว่าจะได้เจอหน้าลูก•ตอนที่ 27
หัวใจที่เริ่มเปิด
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้ว...อย่าฝันว่าจะได้เจอหน้าลูก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!