หยดน้ำตาที่เอ่อคลอเบ้าของรินรดาร่วงเผาะลงกระทบหลังมือเรียวเล็กของลูกสาว ที่นอนซมอยู่บนเตียงผู้ป่วยสีขาวสะอาด เครื่องติดตามสัญญาณชีพส่งเสียงติ๊ดๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ทว่ามันกลับดังเสียดแทงหัวใจคนเป็นแม่จนแทบแหลกสลาย
อุณหภูมิในร่างกายของน้องลินินพุ่งสูงขึ้นแตะเกือบสององศาเนื่องจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A เล่นงาน เด็กหญิงวัยสามขวบผู้เคยสดใสและมีเสียงหัวเราะเจื้อยแจ้ว ตอนนี้กลับริมฝีปากแห้งผาก แก้มเนียนนุ่มแดงก่ำด้วยพิษไข้ ลมหายใจหอบกระชั้นผ่านกลีบปากเล็กๆ ทุกครั้งที่ลูกน้อยส่งเสียงครางฮือด้วยความทรมาน มันคือคมมีดนับพันเล่มที่กรีดซ้ำลงกลางอกของรินรดา
"แม่ขา... ลินินหนาวจัง..."
เสียงแหบแห้งที่เอ่ยออกมาอย่างยากลำบากนั้น ทำให้น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ของรินรดาไหลทะลักลงมาอาบแก้ม เธอใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดตามขมับและลำคอให้ลูกน้อยอย่างเบามือที่สุด หัวใจดวงน้อยบีบตัวจนเจ็บแปลบ เธอพร้อมจะแลกความเจ็บปวดทั้งหมดในร่างกายนี้แทนลูกสาวตัวน้อยเหลือเกิน
ในความเงียบงันและวังเวงยามดึก ประตูห้องพักผู้ป่วยพิเศษระดับ V.I.P. ก็ถูกผลักออกช้าๆ
ร่างสูงใหญ่ของคิรากรก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าที่มั่นคง แม้ในยามวิกาลเช่นนี้ ชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้มที่ถอดเนคไทออกอย่างไร้ระเบียบก็ยังคงแผ่
รังสีความน่าเกรงขามออกมา ทว่าแววตาคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยความเย็นชาและเย่อหยิ่งเมื่อยามมองเธอ บัดนี้กลับฉายแววความกังวลระคนสำนึกผิดอย่างเด่นชัด
เขารีบเคลียร์งานทุกอย่างและตรงมาที่นี่ทันทีที่รู้ข่าวว่าเด็กหญิงลินิน ลูกสาวที่เขาเพิ่งล่วงรู้ความจริงและกำลังพยายามทวงคืนสถานะพ่อ ล้มป่วยลงอย่างกะทันหัน
"ผลตรวจออกหรือยัง... ไข้ลดลงบ้างไหม"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง เขาก้าวเข้ามาใกล้เตียงผู้ป่วย รินรดารีบเบือนหน้าหนีเพื่อซ่อนร่องรอยคราบน้ำตา พร้อมกับขยับกายบังร่างเล็กของลูกสาวไว้ครึ่งหนึ่งโดยสัญชาตญาณ แสดงออกอย่างชัดเจนถึงกำแพงความเกลียดชังที่ไม่มีวันพังทลายลงได้ง่ายๆ
"คุณกลับไปเถอะค่ะ ที่นี่ไม่มีพื้นที่สำหรับคุณ" รินรดาเอ่ยเสียงเรียบเย็น แต่น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยบ่งบอกถึงความเหนื่อยล้าจากการไม่ได้นอนมาข้ามคืน
คิรากรไม่สนใจท่าทีผลักไสไล่ส่งนั้น เขาทิ้งตัวลงนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้นห้อง เพื่อให้ระดับสายตาเสมอกับเตียงผู้ป่วย มือหนาเอื้อมไปหมายจะแตะหน้าผากมนของเด็กหญิงที่นอนหายใจรวยริน ทว่ารินรดาตวัดมือปัดออกอย่างไม่ลังเล
"อย่ามาแตะต้องลูกฉัน!"
"ริน... ผมแค่อยากช่วย" คิรากรเงยหน้าขึ้นมองอดีตภรรยา แววตาคมคายไหวระริกด้วยความเจ็บปวด "ผมเป็นพ่อของแกนะ"
"เพิ่งมารับผิดชอบความเป็นพ่อตอนนี้ มันไม่สายไปหน่อยเหรอคะคุณคิรากร? ตอนที่ฉันอุ้มท้อง ป่วยเจ็บ ร้องไห้แทบขาดใจ หรือตอนที่ลินินเรียกหาพ่อ... คุณอยู่ที่ไหน? คุณกำลังสนุกอยู่กับความสำเร็จบนกองเงินกองทอง และมองว่าเราสองแม่ลูกเป็นแค่ฝุ่นละอองที่ไร้ค่าไม่ใช่เหรอ!"
ทุกคำพูดพรั่งพรูออกมาพร้อมหยดน้ำตาที่ร่วงเผาะ เป็นความอัดอั้นตันใจสามปีเต็มที่ถูกระเบิดออกมา คิรากรนิ่งอึ้ง หัวใจของเขาถูกบีบอัดจนแทบหายใจไม่ออก เขารู้ดีว่าความผิดบาปที่ตนเองได้ก่อไว้มันหนาเตอะเกินกว่าจะใช้คำว่า 'ขอโทษ' มาลบล้างได้
ในวินาทีนั้นเอง น้องลินินก็พลิกตัวเบาๆ พร้อมกับละเมอเรียกเสียงแผ่วเบา
"แม่... คุณพ่อ... ขา..."
หัวใจของคนเป็นพ่อสะท้อนวูบ คิรากรไม่สนใจทิฐิหรือคำปฏิเสธใดๆ อีกต่อไป เขาขยับกายเข้าไปใกล้ร่างเล็ก พลิกตัวขึ้นนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียงแทนที่รินรดาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะใช้มือใหญ่อันอบอุ่นกุมมือเล็กๆ ที่ร้อนผ่าวมารวมไว้ในอุ้งมือของตนเองอย่างทะนุถนอม
"พ่ออยู่นี่แล้วครับคนเก่ง... พ่ออยู่นี่แล้ว"
คำพูดอ่อนโยนที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ยินจากปากผู้ชายเย็นชาคนนี้ ทำให้รินรดากลืนก้อนสะอื้นลงคอ เธอมองภาพชายหนุ่มผู้ทรงอิทธิพล ที่ยอมลดตัวลงมานั่งเฝ้าไข้เด็กน้อยด้วยความกระวนกระวายใจอย่างแท้จริง ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างตีรวนอยู่ในอก ทั้งโกรธแค้น ทั้งเจ็บปวด และหวั่นไหวอย่างน่าประหลาด
ตลอดคืนนั้น ไม่มีบทสนทนาใดระหว่างคนทั้งคู่ มีเพียงความเงียบงันและความร่วมมือกันอย่างเงียบเชียบ คิรากรคอยเปลี่ยนผ้าชุบน้ำเช็ดตัวให้ลูกสาวตามที่รินรดาสั่ง โดยไม่ปริปากบ่นสักคำ แม้เสื้อสูทราคาแพงจะยับยู่ยี่และเนื้อตัวจะเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ดวงตาคมกริบยังคงจดจ้องอยู่ที่ใบหน้าเล็กๆ ที่ถอดแบบมาจากเขาอย่างไม่วางตา คอยป้อนยา เช็ดเหงื่อ และจัดท่านอนให้ลูกน้อยด้วยความเก้ๆ กังๆ แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักที่เพิ่งถูกปลุกให้ตื่นขึ้น
รahลินินเผลอซบหน้าลงกับอกอุ่นของผู้เป็นพ่อเมื่ออาการไข้เริ่มบรรเทาลงในช่วงใกล้รุ่งสาง มือเล็กๆ กำเสื้อของคิรากรไว้แน่นราวกับกลัวว่าเขาจะหายไป ภาพนั้นทำให้คิรากรเงยหน้าขึ้นสบตากับรินรดาที่นั่งกอดอกมองอยู่มุมห้อง แววตาสีเข้มไหวระริกด้วยความรู้สึกผิดบาปที่ล้นทะลัก
"ริน... ขอบคุณนะที่ดูแลแกมาอย่างดีตลอดสามปีที่ผ่านมา" เสียงทุ้มแหบพร่าเอ่ยขึ้นท่ามกลางแสงสลัวยามเช้า
"ไม่ต้องมาขอบคุณฉันหรอกค่ะ เพราะต่อให้คุณจะสำนึกผิดแค่ไหน สิ่งที่คุณทำกับเราสองแม่ลูก... มันไม่มีวันลบเลือนหายไปจากความทรงจำได้หรอก" รินรดาตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้เยื่อใย แต่นัยน์ตากลับไหววูบ
คิรากรเม้มปากแน่น ยอมรับความจริงในข้อนั้นแต่โดยดี เขารู้ว่าหนทางที่จะไถ่บาปมันช่างยาวไกลและยากเย็นเหลือเกิน แต่ในเมื่อโอกาสครั้งที่สองถูกมอบให้แล้ว เขาจะไม่ยอมปล่อยมือจากสองแม่ลูกคู่นี้เด็ดขาด
ทว่า... ในขณะที่บรรยากาศภายในห้องกำลังจะผ่อนคลายลง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นกੜกੜ ก่อนที่บานประตูจะถูกผลักเปิดออกโดยพยาบาลวิชาชีพ พร้อมกับแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลในมือ
"คุณคิรากรคะ ผลตรวจยืนยันความสัมพันธ์ทางพันธุกรรม (DNA) และผลตรวจสุขภาพฉบับสมบูรณ์ของน้องลินินออกแล้วค่ะ..."
รักรี้ดทุกคนจากใจค่ะ / ละอองดาวเดือนเก้า
หย่าแล้ว...อย่าฝันว่าจะได้เจอหน้าลูก•ตอนที่ 23
วิกฤตที่บีบคั้น
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้ว...อย่าฝันว่าจะได้เจอหน้าลูก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!