เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นสามครั้งติดต่อกันในยามวิกาล ราวกับจะประกาศกร้าวถึงความร้อนรนและถือดีที่ถูกกักเก็บไว้มานานจนระเบิดออกมา คิรากรยืนสงบนิ่งอยู่หน้าบานประตูกรอบไม้สีขาวสะอาดตาแห่งนั้น ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสั่งตัดพิเศษที่ยับย่นเล็กน้อยจากการเดินทางไกลและแรงอารมณ์ สะท้อนภาพของท่านประธานหนุ่มผู้ไม่เคยต้องก้มหัวให้ใคร แต่ในวินาทีนี้... หัวใจของเขากลับเต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่นที่เขาเองก็ไม่อาจนิยามความหมายได้
รินรดาเปิดประตูออกมาช้าๆ ใบหน้าหวานหยาดเยิ้มที่เคยมีแต่รอยยิ้มเจียมเนื้อเจียมตัวและสายตาเว้าวอนยามเมื่อครั้งยังใช้นามสกุลร่วมกับเขา บัดนี้กลับราบเรียบ เย็นชา และว่างเปล่าราวกับคนแปลกหน้า ดวงตากลมโตคู่นั้นมองทะลุผ่านร่างของเขาไป ราวกับตัวตนของคิรากรเป็นเพียงอากาศธาตุไร้ตัวตน
"คุณมาทำไมที่นี่... คุณคิรากร"
น้ำเสียงหวานที่เคยเอ่ยวาจาอ่อนหวาน รินรดากลับใช้มันเอ่ยถามด้วยความห่างเหินและเฉยชา ไร้ซึ่งเยื่อใยใดๆ หลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย ความเย็นชาในน้ำเสียงนั้นบาดลึกเข้าไปในทรวงอกของคนฟังจนคิรากรต้องสูดหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความสั่นไหวในอก
"ผมต้องการคุยกับคุณ... ริน" คิรากรพยายามบังคับน้ำเสียงของตนเองให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทว่าแววตาคู่คมกลับฉายแววร้อนรนอย่างปิดไม่มิด "เรามีเรื่องต้องเคลียร์กันให้รู้เรื่อง สิ่งที่คุณทำ... การหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยโดยไม่บอกกล่าว มันไม่ใช่เรื่องที่จะจบลงง่ายๆ แบบนี้"
"เคลียร์อย่างนั้นหรือคะ?" รินรดายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มหยันที่ส่งไปไม่ถึงดวงตา "เราเคลียร์กันจบไปตั้งแต่สัญญาทีใบหย่าถูกเซ็นลงชื่อแล้วค่ะ คุณคิรากร ไม่มีอะไรระหว่างเราที่ต้องสะสางอีก ฉะนั้น... กรุณากลับไปเสียเถอะค่ะ ดึกดื่นค่ำมืดแบบนี้ การที่ผู้ชายมีภรรยา... อ้อ ขอโทษค่ะ อดีตสามี มายืนวุ่นวายหน้าบ้านผู้หญิงอื่น มันไม่เหมาะสมเอาเสียเลย"
"ผู้หญิงอื่นงั้นเหรอ?" คิรากรแค่นหัวเราะในลำคอด้วยความเจ็บปวด ดวงตาคมกริบวับโรจน์ขึ้นด้วยไฟโทสะที่ผสม
ปนกับความร้าวราน "คุณพูดราวกับว่าเราเป็นคนแปลกหน้าที่เพิ่งเคยพบกัน ทั้งที่เราเคยนอนร่วมเตียง ใช้ชีวิตร่วมกันมาตั้งกี่ปี รินรดา! คุณกล้าดียังไงมาไล่ผมเหมือนหมูเหมือนหมา!"
"แล้วคุณคิดว่าที่คุณทำกับฉันตลอดหลายปีที่ผ่านมา มันต่างอะไรกับการไล่ไสส่งล่ะคะ?"
รินรดาย้อนถามกลับทันควัน ดวงตากลมโตไหวระริกด้วยหยาดน้ำตาที่เธอพยายามกลั้นไว้อย่างสุดชีวิต ความกดดันและความเจ็บปวดในอดีตพรั่งพรูขึ้นมาจุกอก เธอก้าวเท้าออกมาประชิดกรอบประตูเพื่อสร้างอาณาเขตและแสดงให้เห็นว่าเธอในวันนี้ไม่ใช่รินรดาคนเดิมที่ยอมให้เขาเหยียบย่ำหัวใจได้ตามอำเภอใจอีกต่อไป
"คุณมองไม่เห็นแม้กระทั่งเงาของฉันในบ้านหลังนั้น คุณปล่อยให้ฉันอยู่กับความว่างเปล่าและความเย็นชาของคุณ จนกระทั่งวันที่ความอดทนของฉันมันหมดลง... คุณถึงเพิ่งจะมาเรียกร้องหาคำอธิบายอย่างนั้นหรือคะ? สายไปแล้วค่ะคุณคิรากร ทุกอย่างมันสายเกินไปนานแล้ว!"
คิรากรชะงักงัน คำพูดของเธอดั่งคมมีดที่กรีดแทงลงกลางใจอย่างแม่นยำ เขานึกย้อนไปถึงวันเก่าๆ วันที่เขาละเลยและหันหลังให้ภรรยาผู้แสนดี เพียงเพราะคิดว่าเธอเป็นของตายที่ไม่มีวันไปไหนได้ ความทะเยอทะยานและทิฐิมานะบดบังจนทำให้เขาตาบอด มารู้ตัวอีกที... คนที่เขาวาดหวังว่าจะคอยต้อนรับกลับบ้านทุกค่ำคืน ก็ได้ก้าวเดินจากไปพร้อมกับทิ้งร่องรอยแห่งความว่างเปล่าไว้เบื้องหลังเสียแล้ว
"ผมยอมรับผิด..." คิรากรเอ่ยเสียงแผ่วเบa ความดุดันน่าเกรงขามในคราบประธานหนุ่มมลายหายสิ้น เหลือเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังพยายามคว้าเศษเสี้ยวความสัมพันธ์ที่แตกละเอียด "ผมรู้ว่าผมมันโง่ ผมรู้ว่าผมทำร้ายคุณไว้มากแค่ไหน... แต่ขอร้องล่ะริน ให้โอกาสผมได้ไถ่บาป ให้ผมได้ทำหน้าที่... ให้ผมได้ชดใช้ในสิ่งที่ผมเคยทำผิดพลาดไป"
"ชดใช้?" รินรดาหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูน่าเวทนาและสะใจในคราเดียวกัน "คุณจะเอาอะไรมาแลกกับสามปีที่สูญเสียไปคะ คุณจะเอาเงินทอง อำนาจ หรือความสงสารมาซื้อคืนความรู้สึกของฉันอย่างนั้นหรือ? ขอโทษนะคะ... ของบางอย่าง พังแล้วก็คือพัง ต่อให้คุณเอาทองคำมาหลอมใหม่ รอยร้าวในเนื้อทองมันก็ยังคงอยู่ ไม่มีวันลบเลือนหายไปได้หรอกค่ะ"
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจที่หอบสะท้อนและความอึดอัดที่แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ คิรากรก้าวเข้าไปประชิดตัวเธอ หมายจะเอื้อมมือไปคว้าข้อแขนเรียวบางนั้นมาสัมผัสเพื่อเหนี่ยวรั้ง ทว่ารินรดากลับถอยหลังกรูดและปัดป้องราวกับรังเกียจสัมผัสจากเขา
"อย่ามาแตะต้องตัวฉัน!" เสียงหวาดระแวงและเด็ดเดี่ยวเอادขึ้นเตือนสติ
ในจังหวะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุดนั้นเอง เสียงฝีเท้าเล็กๆ เบาหวิวราวกับเสียงนุ่มของปุยเมฆก็ดังขึ้นจากโถงทางเดินด้านในตัวบ้าน ตามมาด้วยเสียงใสแจ๋วที่ทำเอาหัวใจของคิรากรหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม
"หม่าม้าคะ... ใครมาดึกจังเลยคะ เสียงดังรบกวนลินินนอนหรือเปล่าเอ่ย?"
ร่างเล็กจ้อยของเด็กหญิงวัยสามขวบในชุดนอนลายการ์ตูนน่ารัก ก้าวเดินงัวเงียออกมาจากห้องนอน มือป้อมๆ ขยี้ตาแก้มนวลแดงปลั่งด้วยความง่วงงุน ทว่าทันทีที่ดวงตากลมโตสุกใสคู่นั้นเงยขึ้นสบเข้ากับร่างสูงใหญ่ของคิรากรที่ยืนขวางประตูอยู่ เด็กน้อยก็ชะงักไปเล็กน้อย เอียงคอมองด้วยความสงสัยใคร่รู้
และวินาทีนั้นเอง... ลมหายใจของคิรากรก็คล้ายจะขาดห้วงไปดื้อๆ
ใบพักตร์จิ้มลิ้ม จมูกรั้นสวยรับกับริมฝีปากหยัก และโดยเฉพาะดวงตากลมโตคู่นั้น... มันถอดแบบพิมพ์เดียวกันมาจากตัวเขาเองอย่างไม่มีผิดเพี้ยน ราวกับส่องกระจกเงาเห็นตัวเองในวัยเด็กไม่มีผิดเพี้ยน!
รินรดาสBหน้าตื่นตระหนก เธอรีบพุ่งตัวเข้าไปอุ้มร่างของเด็กน้อยขึ้นมาแนบอก พร้อมกับใช้มือเรียวเล็กโอบกอดบังใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นไว้มิดชิด ดวงตาคู่สวยตวัดมองคิรากรด้วยความหวาดระแวงสุดขีด ขณะที่คิรากรเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงจนพูดไม่ออก ความจริงอันน่าสะพรึงกลัวและน่าตกใจกำลังพุ่งเข้าชนประสาทสัมผัสของเขาอย่างจัง
"เด็กคนนี้..." คิรากรเค้นเสียงออกมาจากลำคอที่แห้งผาก หัวใจเต้นกระหน่ำรัวราวกองศึก "ริน... ลูกของใคร ทำไมเด็กคนนี้ถึง..."
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเจ็บปวดไปพร้อมกับตัวละครนะคะ ละอองดาวเดือนเก้าซาบซึ้งใจในทุกคอมเมนต์และการสนับสนุนเสมอค่ะ
หย่าแล้ว...อย่าฝันว่าจะได้เจอหน้าลูก•ตอนที่ 16
คำสารภาพในความมืด
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้ว...อย่าฝันว่าจะได้เจอหน้าลูก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!