แผ่นกระดาษในมือของคิรากรสั่นเทาจนแทบไม่เหลือแรงจะถือ ตัวอักษรบนใบรับรองแพทย์และผลตรวจยืนยันความสัมพันธ์ทางสายเลือดพร่าเลือนไปชั่วขณะด้วยหยาดน้ำตาที่เอ่อล้นขึ้นมาอย่างไร้การควบคุม ท่านประธานหนุ่มผู้เคยยืนอยู่บนจุดสูงสุดของความเย่อหยิ่ง เย็นชา และไม่เคยหวั่นไหวต่อสิ่งใด บัดนี้กลับทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นห้องทำงานอย่างคนหมดสภาพ หัวใจดวงแกร่งที่เคยด้านชาราวกับก้อนหิน ถูกบีบขยี้จนแหลกละเอียดด้วยความจริงที่เพิ่งกระจ่างชัด
"พ่อ... ลูกคือลูกของผมอย่างนั้นหรือ?"
เสียงทุ้มต่ำที่เคยทรงอำนาจ บัดนี้กลับแหบพร่าสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ เขาลูบไล้ภาพถ่ายใบเล็กในซองเอกสาร ซึ่งเป็นภาพของเด็กหญิงวัยสามขวบที่มีดวงตากลมโต จมูกรั้น และริมฝีปากที่ถอดแบบมาจากเขาไม่มีผิดเพี้ยน ยิ่งมอง หัวใจก็ยิ่งเจ็บปวดร้าวราญราวกับถูกไฟแผดเผา ภาพความทรงจำในอดีตย้อนกลับมาทิ่มแทงซ้ำๆ วันเวลาที่เขาสลัดความใส่ใจ วันที่เขาผลักไสภรรยาผู้แสนอ่อนหวานให้จมอยู่กับความโดดเดี่ยว และวันที่เธอเอ่ยปากขอหย่าด้วยแววตาที่ตายด้านไร้เยื่อใย
รินรดา... เธอแบกรับความเจ็บปวดนี้ไว้คนเดียวทั้งหมด เธอนำเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาหนีหายไปจากชีวิต เพื่อไม่ให้เด็กน้อยต้องเติบโตมาในครอบครัวที่มีแต่ความเย็นชาแบบที่เขาเคยหยิบยื่นให้
"โง่... ฉันมันโง่สิ้นดี คิรากร" เขาพึมพำกับตัวเอง หยาดน้ำตาหยดแล้วหยดเล่าร่วงหล่นกระทบกระดาษแผ่นสำคัญ เปรอะเปื้อนตัวอักษรที่ยืนยันว่าเขาได้สูญเสียสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิตไปเสียแล้ว ความรู้สึกผิดบาปโถมซัดเข้าใส่ราวกับคลื่นยักษ์ในยามพายุโหมกระหน่ำ ความเย่อหยิ่งทั้งหมดถูกพังทลายลงไม่เป็นท่า เหลือเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังแตกสลายและสำนึกผิดอย่างสุดหัวใจ
ทว่า ในความมืดมนและดิ่งลึกของห้วงอารมณ์นั้น เสียงฝีเท้าเบาหวิวที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นที่หน้าห้องทำงาน ประตูบานใหญ่ไม่ได้ล็อกสนิท มันถูกผลักเปิดออกช้าๆ พร้อมกับร่างบอบบางในชุดทำงานเรียบร้อยของรินรดา ที่เดินถือแฟ้มเอกสารเข้ามาเพื่อสะสางงานค้างคา โดยไม่คาดคิดเลยว่าจะได้เห็นอดีตสามีผู้เย่อหยิ่งกำลังนั่งทรุดตัวร้องไห้อยู่บนพื้น
ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองหยุดชะงักลง รินรดานิ่งงิ่งงันไปเมื่อเห็นสภาพของคิรากร แววตาคู่สวยที่เคยฉายแววชิงชังและว่างเปล่า บัดนี้เจือไปด้วยความตกใจระคนเวทนาเพียงชั่วเสี้ยววินาที ก่อนที่เธอจะรีบดึงหน้ากากความเย็นชาขึ้นมาสวมทับไว้อย่างรวดเร็ว
"คุณ... เป็นอะไร" น้ำเสียงราบเรียบเอ่ยถาม แม้หัวใจจะเต้นระรัวด้วยความไม่เข้าใจ
คิรากรเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาคมกริบที่แดงก่ำเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาและร่องรอยความเจ็บปวดอย่างถึงที่สุด เขาค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นยืนด้วยเรียวขาที่สั่นเทา ก่อนจะสาวเท้าเข้ามาหาเธอก้าวต่อก้าว ราวกับคนใกล้ตายที่กำลังไขว่คว้าหาอากาศหายใจ
"ริน..." เขาเรียกชื่อเธอด้วยเสียงที่สั่นสะท้าน มือหนายื่นออกไปหมายจะแตะต้องเรียวแขนของเธอ แต่กลับต้องชะงักค้างกลางอากาศเมื่อรินรดาก้าวถอยหลังหลบด้วยความรังเกียจที่ปิดไม่มิด
"อย่ามาแตะต้องฉันค่ะ ท่านประธานคิรากร" เธอเชิดหน้าขึ้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยวและเยือกเย็น "ถ้าไม่มีเรื่องงาน กรุณาออกไปจากห้องของฉัน หรือไม่ก็ให้ฉันเป็นคนออกไปเองค่ะ"
"ริน... ทำไมคุณถึงใจร้ายกับผมนักล่ะ..." เขากลืนก้อนสะอื้นลงคอ ดวงตาคมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ "ทำไม... ถึงปิดบังเรื่องลูก ทำไมถึงปล่อยให้ผมโง่เขลาอยู่ฝ่ายเดียว..."
รินรดาชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มเยาะหยันผุดขึ้นที่มุมปากอย่างน่าสงสาร ความเจ็บปวดในอดีตถูกขุดคุ้ยขึ้นมาประจันหน้ากันอีกครั้ง เธอยกมือขึ้นกอดอก มองผู้ชายตรงหน้าด้วยสายตาที่เฉียบคมราวกับใบมีด
"ใจร้ายอย่างนั้นหรือคะ?" เธอหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาคลอเบ้า "คนที่ใจร้ายและเย็นชาที่สุดในโลกนี้คือคุณต่างหากค่ะ คิรากร! คุณลืมไปแล้วหรือไงว่าคุณทำอะไรกับฉันไว้บ้าง วันที่ฉันท้อง วันที่ฉันแทบจะขาดใจตายเพราะความโดดเดี่ยว คุณอยู่ที่ไหน? คุณกำลังกอดรัดกับชื่อเสียงและผู้หญิงอื่น! คุณไม่เคยต้องการเด็กคนนี้... ไม่เคยต้องการแม้แต่ตัวฉันด้วยซ้ำ!"
คำพูดทุกคำเปรียบเสมือนคมหอกที่พุ่งปักเข้ากลางอกของคิรากรจนเลือดอาบ เขาปฏิเสธไม่ออกเลยสักคำ เพราะทุกสิ่งที่เธอพูดคือความจริงอันโหดร้ายที่เขาเป็นคนสร้างขึ้นมาเอง
"ผมรู้... ผมรู้ว่าผมเลว ผมชั่วช้าแค่ไหนที่ทำกับคุณแบบนั้น" เขาก้าวเข้าไปประชิดตัวเธออีกครั้ง คราวนี้รินรดาถอยจนแผ่นหลังชนเข้ากับผนังห้องเย็นเฉียบ คิรากรใช้สองมือยันผนังกั้นเธอไว้ตรงกลาง ก้มลงมองภรรยาเก่าด้วยสายตาที่เว้าวอนและร้อนรนราวกับคนบ้า "แต่ทัณฑ์ทรมานที่คุณต้องการจะลง Avenge ผม... ให้มันตกอยู่ที่ตัวผมคนเดียวเถอะนะริน อย่าเอาลูกมาเกี่ยวข้องด้วยเลย... ให้โอกาสผมได้ทำหน้าที่พ่อ ได้ชดใช้ความผิดทั้งหมด ได้โปรด..."
ลมหายใจร้อนผ่าวของเขารดรินอยู่ใกล้แค่เอื้อม กลิ่นกายคุ้นเคยที่เธอเคยหลงใหลบัดนี้กลับเจือด้วยความร้าวราญอย่างหนักหน่วง รินรดาใจกระตุกวูบเมื่อเห็นหยาดน้ำตาของผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าไร้หัวใจไหลรินอาบแก้ม แต่วินาทีต่อมา เธอกลับรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดผลักอกแกร่งให้ออกห่างอย่างสุดกำลัง
"โอกาสอย่างนั้นหรือคะ?" รินรดายิ้มหยัน หยาดน้ำตาหยดหนึ่งรินไหลลงมาอาบแก้มเนียนแต่เธอก็ปัดมันทิ้งอย่างไม่ไยดี "สายไปแล้วค่ะคิรากร... สามปีที่คุณปล่อยให้เราสองคนแม่ลูกเผชิญโลกอันโหดร้ายตามลำพัง มันเพียงพอแล้วที่จะทำให้ฉันเรียนรู้ว่า 'ความรัก' ของคุณมันไม่มีค่าอะไรเลย และลูกก็มีแค่ฉันคนเดียว... อย่าได้หวังว่าจะแย่งแกไปจากอกฉันเด็ดขาด!"
พูดจบ รินรดาก수เอี้ยวตัวหลบและเตรียมจะเดินหนีออกไปจากห้อง แต่คิรากรที่จนตรอกและหวาดกลัวการสูญเสียยิ่งกว่าสิ่งใดกลับตัดสินใจทำในสิ่งที่เธอคาดไม่ถึง มือหนาคว้าหมับที่เรียวแขนของเธอแล้วดึงเข้ามาประชิดตัวอย่างแรง รวบเอวบางไว้ด้วยอ้อมแขนที่แข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้า ก่อนจะก้มลงประทับริมฝีปากลงมาปิดเรียวปากอิ่มของเธอทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ทันตั้งตัว
"อื้อ..." รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เธดพยายามทุบตีอกแกร่งและสะบัดหน้าหนีสัมผัสที่ทั้งคุ้นเคยและเร่าร้อนนี้ แต่คิรากรกลับยิ่งกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น ริมฝีปากหนาบดขยี้กลีบปากนุ่มด้วยความโหยหา อัดแน่นไปด้วยความรู้สึกผิด ความเจ็บปวด และความรักที่เพิ่งตระหนักรู้ว่ามันสายเกินแก้ รสจูบที่ทั้งดุดันและสั่นเทาแปรเปลี่ยนเป็นความวาบหวามที่ซึมซาบเข้าสู่หัวใจ ลมหายใจอุ่นร้อนผสานกันจนแยกไม่ออก รินรดาที่พยายามขัดขืนในตอนแรก เริ่มอ่อนระทวยลงทีละน้อยภายใต้สัมผัสอันทรงพลังที่บีบคั้นหัวใจจนแทบหยุดเต้น
ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความเจ็บปวดและความปรารถนาอันซับซ้อน เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของรินรดาก็แผดเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ ทว่าเธอกลับไม่มีสติพอที่จะสนใจมัน จนกระทั่งคิรากรเป็นฝ่ายยอมผละริมฝีปากออกช้าๆ อย่างจำใจ หน้าผากของเขายังคงแนบชิดติดกับหน้าผากของเธอ หายใจหอบถี่ด้วยความเร่าร้อน
รินรดารีบผลักเขาออกสุดแรงเมื่อได้สติ เธอยกหลังมือขึ้นเช็ดริมฝีปากตัวเองอย่างแรงด้วยความโกรธปนกระดากอาย ก่อนจะควักโทรศัพท์มือถือขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทาแล้วกดรับสาย โดยมีสายตาคมกริบของคิรากรจ้องมองอยู่ไม่ห่าง
"ว่าไงคะพี่เลี้ยง... น้องลินินเป็นอะไรนะ!"
น้ำเสียงตื่นตระหนกของรินรดาที่หลุดออกมา ทำให้คิรากรที่ยืนหายใจหอบอยู่ตรงหน้าชะงักกึก หัวใจของเขาหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อเห็นใบหน้าซีดเผือดของอดีตภรรยาที่เปลี่ยนสีไปในพริบตา
"ค่ะ... ฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้ค่ะ!" รินรดาวางสายด้วยมือที่สั่นเทา ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและร้อนรนจนลืมความโกรธแค้นที่มีต่อผู้ชายตรงหน้าไปชั่วขณะ
"เกิดอะไรขึ้นริน?" คิรากรเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรนไม่แพ้กัน
รินรดาหันมามองหน้าเขา หยาดน้ำตาคลอเบ้าด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เธอกลืนก้อนสะอื้นก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของคิรากรหยุดหมุนลงในทันที
"น้องลินิน... ลูกสาวของคุณ... หายตัวไปจากโรงเรียนอนุบาลค่ะ!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเจ็บปวดไปพร้อมกับตัวละครนะคะ ละอองดาวเดือนเก้าซาบซึ้งใจในทุกคอมเมนต์และการสนับสนุนเสมอค่ะ
หย่าแล้ว...อย่าฝันว่าจะได้เจอหน้าลูก•ตอนที่ 15
เมื่อความเย็นชาพังทลาย
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้ว...อย่าฝันว่าจะได้เจอหน้าลูก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!