วิศวกรดาวดับกับผู้คุมกฎแห่งสุญญากาศ•ตอนที่ 3

เมื่อกฎหมายไม่อาจยื้อชีวิต

ผลงานโดย เนบิวลาสตาร์
เสียงกะพริบถี่ของไฟสถานะสีอำพันบนแผงควบคุมระบบช่วยชีวิตฉุกเฉิน มันไม่ได้ให้ความรู้สึกถึงการได้รับการปกป้องเลยแม้แต่น้อย ในทางตรงกันข้าม แสงสีส้มสลัวที่สะท้อนลงบนกระจกใสสองชั้นของห้องกักขังเดี่ยวโซนเจ็ด กลับขับเน้นความจริงอันน่าหดหู่ให้เด่นชัดขึ้น—ความจริงที่ว่า มนุษย์เราบางครั้งก็เปราะบางเสียยิ่งกว่าแผ่นฉนวนกันความร้อนที่ใช้บุตัวยาน อีไลจาห์ วอล์คเกอร์ ยืนกอดอกพิงผนังโลหะเย็นเฉียบอยู่นอกห้องนั้น แสงจากจอโฮโลแกรมสัญชีพจรที่ฉายลอยอยู่กลางอากาศสาดกระทบใบด้านข้างของเขา เส้นผมสีเข้มที่ชื้นเหงื่อเล็กน้อยลู่ลงแนบกรอบหน้า ดวงตาสีเทาเข้มจ้องมองร่างที่ขดตัวอยู่บนเตียงโลหะด้านในผ่านกระจกหนา ไม่มีเสียงร้องคร่ำครวญ ไม่มีแม้กระทั่งเสียงสะอื้น มีเพียงเสียงลมหายใจที่แห้งผากและเชื่องช้าของ ‘ซามูเอล’ อดีตช่างเชื่อมโลหะรุ่นพี่ ผู้เลือกใช้ทางลัดในการหลบหนีความผิดพลาดทางโครงสร้างที่เขาก่อขึ้นด้วยการตัดวงจรควบคุมออกซิเจนในโซนพักผ่อนส่วนตัว “คุณกำลังเสียเวลา, ผู้กอง” เสียงทุ้มต่ำของอีไลจาห์ดังขึ้นทำลายความเงียบในห้องโถงกว้างที่ก้องกังวาน เขายังคงไม่ละสายตาจากร่างเบื้องหน้า “กฎระเบียบข้อที่สิบสองของสถานีระบุไว้ชัดเจนว่า บุคคลที่พยายามทำลายทรัพย์สินส่วนรวมและกระทำการอัตวินิบาตกรรม จะต้องถูกถอดสิทธิ์การรักษาพยาบาลฉุกเฉินทันทีหากพบว่าความเสียหายเกินกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์… ตอนนี้เขาก็แค่รอเวลาให้ระบบออโต้รันตามขั้นตอนที่คุณเป็นคนเซ็นชื่ออนุมัติเมื่อหชั่วโมงก่อน” กุ๊ก... เสียงฝีเท้าหนักแน่นบนพื้นตารางเหล็กของคาเล็บหยุดลงตรงหน้าต่างกระจก ร่างในเครื่องแบบผู้ควบคุมกฎระเบียบแห่งสุญญากาศดูตึงเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไหล่กว้างภายใต้เสื้อแจ็กเกตทหารยกขึ้นเล็กน้อยตามจังหวะการหายใจที่พยายามควบคุมให้สม่ำเสมอ คาเล็บหันมามองหน้าวิศวกรหนุ่ม แววตาสีเหล็กกล้ามีความไหววูบผ่านไปชั่วเสี้ยววินาที ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเรียบเฉยตามวิสัยของนายทหารผู้ยึดมั่นในระเบียบวินัย “ผมเป็นคนเซ็นอนุมัติขั้นตอน, อีไลจาห์ ไม่ได้หมายความว่าผมเป็นคนสั่งให้เขาตาย” คาเล็บเอ่ยเสียงเรียบ แต่กรามที่ขบเข้าหากันจนขึ้นสันนูนฟ้องชัดถึงความอึดอัดที่ซ่อนอยู่ภายใน “หน้าที่ของผมคือการรักษาเสถียรภาพของสถานีอวกาศแห่งนี้ ไม่ให้ความอ่อนแอของคนๆ เดียวลากเอาคนอีกสามร้อยชีวิตดิ่งลงไปตายในหลุมดำสุญญากาศด้วย” “ความอ่อนแอเหรอครับ?” อีไลจาห์แค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างรวดเร็ว “คุณเรียกความกลัวที่จะต้องแบกรับความผิดพลาดทางวิศวกรรมว่าความอ่อนแออย่างนั้นหรือ? ซามูเอลไม่ได้อยากทำลายสถานีนี้ เขาก็แค่วิเคราะห์โครงสร้างรอยต่อเซกเตอร์ซีออกเหมือนกับผม เขาเห็นตัวเลขที่มันกำลังจะปริแตกในอีกสามเดือนข้างหน้า... และเขารู้ดีว่า ต่อให้เขาคุกเข่าขอร้องผู้บริหารระดับสูงเป็นร้อยครั้ง พวกคุณก็เลือกที่จะกลบเกลื่อนรอยร้าวพวกนั้นเหมือนที่เคยทำกับสถานีไพโอเนียร์เมื่อสี่ปีก่อน” บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกลดอุณหภูมิลงจนติดลบ คาเล็บก้าวเข้าไปประชิดกระจกใส มือใหญ่ข้างหนึ่งยกขึ้นวางทาบลงบนพื้นผิวกระจกที่เย็นเฉียบราวกับต้องการส่งผ่านความอบอุ่นบางเบาไปยังร่างอีกฝั่ง แม้จะรู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้ก็ตาม “คุณกำลังพูดถึงเรื่องนอกเหนือเขตอำนาจหน้าที่, วอล์คเกอร์” คาเล็บกดเสียงต่ำลง ดวงตาคมกริบหันกลับมาสบตากับวิศวกรหนุ่มตรงๆ ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนแทบจะได้ยินเสียงกระแสเลือดสูบฉีด “สถานีไพโอเนียร์มันคืออุบัติเหตุจากพายุสุริยะ ไม่ใช่ความบกพร่องทางโครงสร้าง... และที่สำคัญ คุณไม่มีหลักฐาน” “หลักฐานเหรอครับ?” อีไลจาห์ขยับตัวเข้าหาอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว ดวงตาสีเทาเข้มจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนายทหารราวกับต้องการจะผ่าตัดเข้าไปดูความคิดภายใน “คุณคิดว่าไฟล์ข้อมูลแบ็คอัพที่ผมกู้มาจากเซิร์ฟเวอร์สำรองชั้นใต้ดินเมื่อคืนมันคืออะไร? ภาพวาดเล่นของเด็กอนุบาลอย่างนั้นเหรอ? ผู้กอง... คุณฉลาดเกินกว่าจะมานั่งท่องบทบาทของสุนัขรับใช้กระทรวงอวกาศแบบนี้” คำพูดนั้นเฉียบคมราวกับใบมีดเลเซอร์ที่ตัดผ่านโลหะไทเทเนียม คาเล็บไม่หลบตา ปฏิกิริยาของเขาไม่ใช่ความโกรธเกรี้ยว แต่มันคือความเจ็บปวดลึกๆ ที่ฉายชัดขึ้นผ่านม่านตา นายทหารหนุ่มสูดหายใจเข้าลึก กลิ่นอายของโคโลญจ์ผสมกับกลิ่นโลหะอับชื้นในสถานีลอยวนอยู่รอบตัวพวกเขา “คุณคิดว่าผมมีความสุขนักหรือไง... กับการยืนมองคนพวกนี้ทยอยตายทีละคนภายใต้กฎข้อบังคับที่ไร้มนุษยธรรม?” คาเล็บเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เบาลงจนเกือบกลายเป็นกระซิบ แต่มันกลับทรงพลังพอที่จะทำลายกำแพงความเย็นชาของอีไลจาห์ลงได้ชั่วขณะ “ถ้าผมเลือกแหกกฎแบบที่คุณทำ ป่านนี้สถานีนี้คงกลายเป็นเศษซากดาวเคราะห์น้อยไปตั้งนานแล้ว... นิยามของการมีชีวิตรอดสำหรับผม มันไม่ใช่การมีลมหายใจอยู่เพื่อรอวันพินาศร่วมกัน แต่มันคือการรักษาโครงสร้างหลักเอาไว้ แม้จะต้องแลกด้วยการตัดอวัยวะที่เน่าเฟะทิ้งไปก็ตาม” “แม้ว่าอวัยวะที่ว่านั้น จะหมายถึงเพื่อนร่วมทีมที่คุณเคยนั่งดื่มกาแฟด้วยกันทุกเช้าเนี่ยนะ?” อีไลจาห์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความอัดอั้นที่เก็บงำมานาน “การมีชีวิตอยู่บนก้อนเหล็กที่ลอยเค្វ้งอยู่กลางสุญญากาศอันเวิ้งว้างนี่... ถ้าเราต้องสูญเสียความเป็นมนุษย์ไปทีละนิดเพื่อแลกกับตัวเลขสถิติความปลอดภัยบนกระดาษ แล้วเราจะต่างอะไรจากหุ่นยนต์กระป๋องที่รอวันหมดอายุล่ะครับ ผู้กอง?” ภายในห้องกักขัง ร่างของซามูเอลขยับตัวเล็กน้อย สัญญาณชีพจรบนจอโฮโลแกรมตกลงสู่เส้นสีแดงเข้ม อัตราการเต้นของหัวใจช้าลงจนน่าใจหาย ราวกับเสียงนาฬิกาทรายที่กำลังจะหมดเม็ดสุดท้าย คาเล็บมองภาพนั้นผ่านกระจก แววตาของนายทหารผู้ไม่เคยแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็นกลับไหวระริก มือที่ทาบอยู่บนกระจกกำแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด เขาขยับปากราวกับจะพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้วก็ต้องกลืนมันลงคอไปเมื่อสัญญาณเตือนภัยสีแดงเริ่มกะพริบถี่ขึ้น พร้อมกับเสียงประกาศอัตโนมัติจากระบบหลักของสถานี *“เตือนภัย: โซนพักผ่อนเจ็ด ระดับออกซิเจนลดต่ำกว่าวิกฤต สิบเปอร์เซ็นต์ กระบวนการล็อกถาวรทำงาน”* “เปิดประตู” คาเล็บหันไปสั่งระบบด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “ระบบปฏิเสธคำสั่งครับ ผู้กอง” เสียงสังเคราะห์จาก AI ของสถานีตอบกลับทันที “ตามมาตรการฉุกเฉินระดับสาม ห้ามมิให้ผู้ใดเปิดห้องกักขังเดี่ยวในขณะที่กระบวนการอัตวินิบาตกรรมดำเนินมาถึงขั้นตอนสุดท้าย มิฉะนั้นจะเสี่ยงต่อการรั่วไหลของก๊าซพิษสู่โซนหลัก” อีไลจาห์ก้าวเข้าไปขวางหน้าคาเล็บเอาไว้ มือเรียวแต่แข็งแกร่งของวิศวกรคว้าเข้าที่ปกเสื้อเครื่องแบบของนายทหารหนุ่ม ดึงให้อีกฝ่ายหันมาเผชิญหน้ากันเต็มๆ ดวงตาสีเทาเข้มจ้องมองอย่างคาดคั้น “นี่ไงครับ... กฎระเบียบที่คุณเทิดทูนนักหนากำลังจะฆ่าคนอีกแล้ว คุณยังจะยืนรอให้ระบบมันทำงานจนเสร็จสิ้นพิธีการบ้าๆ นี่จริงๆ หรือไง?” คาเล็บไม่ขัดขืน แรงดึงนั้นทำให้ตัวเขากับอีไลจาห์ยืนชิดกันจนรับรู้ได้ถึงไออุ่นจากร่างกายของกันและกัน ความโกรธ กลิ่นอายของความตึงเครียด และแรงดึงดูดประหลาดบางอย่างผสมปนเปกันอยู่ในพื้นที่สุญญากาศแคบๆ นี้ “คุณคิดว่าผมอยากให้เขาตายหรือไง, วอล์คเกอร์?” คาเล็บกระซิบชิดริมฝีปากของอีกฝ่าย ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันในระยะประชิด “ถ้าผมเปิดประตูตอนนี้... เราทุกคนในสถานีนี้จะตายกันหมด... แต่ถ้าคุณมีความมั่นใจในสมองอัจฉริยะของคุณมากพอ...” คาเล็บเหลือบสายตาลงมองที่แผงควบคุมฉุกเฉินแบบพกพาที่เหน็บอยู่ข้างเอวของอีไลจาห์ ก่อนจะเงยขึ้นสบตาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความท้าทายอันตราย “...ก็ทำลายรหัสผ่านของระบบหลัก แล้วแฮกเข้าสู่เซิร์ฟเวอร์กลางซะสิครับ วิศวกร” อีไลจาห์ชะงักไปชั่ววินาที สมองอันรวดเร็วประมวลผลข้อเสนอที่บ้าบิ่นที่สุดในชีวิตการทำงานของเขา การแฮกเข้าสู่เซิร์ฟเวอร์หลักหมายถึงการเป็นกบฏต่อรัฐบาลโลกโดยสมบูรณ์ และมีโทษสูงสุดคือการถูกปล่อยทิ้งให้ลอยเค្វ้งในห้วงอวกาศอย่างไร้จุดหมาย ทว่า... ก่อนที่อีไลจาห์จะได้ทันตอบรับหรือปฏิเสธข้อเสนอนั้น จู่ๆ หน้าจอโฮโลแกรมทั้งหมดในห้องโถงก็ดับวูบลงพร้อมกัน ความมืดมิดเข้ากลืนกินพื้นที่รอบตัวชั่วพริบตา มีเพียงแสงไฟฉุกเฉินสีแดงสลัวที่ยังคงกะพริบเป็นจังหวะหลอนประสาท และในความเงียบงันที่น่าอึดอัดนั้นเอง เสียงฝีเท้าฝ่าความมืดของใครบางคนก็ดังขึ้น... เป็นเสียงฝีเท้าที่ไม่ได้มาจากทิศทางของทางเดินหลัก แต่มันดังมาจาก *ด้านใน* ของช่องระบายอากาศเหนือศีรษะพวกเขา ร่างของบุคคลปริศนาในชุดนิรภัยสีดำสนิทไร้สังกัด ทิ้งตัวลงมาจากช่องระบายอากาศอย่างไร้ซุ่มเสียง ปลายกระบอกปืนเลเซอร์ติดลำกล้องเก็บเสียงจ่อตรงมาที่ศีรษะของคาเล็บในระยะประชิด ก่อนที่เสียงแหบพร่าเย็นยะเยือกจะกระซิบผ่านหน้ากากกรองอากาศออกมา “ไม่ต้องเสียเวลาแฮกหريكหรอกครับ... เพราะข้อมูลทั้งหมดที่พวกคุณกำลังตามหา มันอยู่ในหัวของผมหมดแล้ว” ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าความหนาแน่นของแรงโน้มถ่วงมาด้วยกันในตอนนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (เนบิวลาสตาร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรดาวดับกับผู้คุมกฎแห่งสุญญากาศ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%