“คุณช่วยหุบยิ้มเยาะเย้ยถากถางนั่นสักห้าวินาที แล้วเอาตามามองเส้นสัดส่วนโครงสร้างตรงมุมเวทีนี้หน่อยได้ไหมคะ คุณผู้กำกับ”
น้ำเสียงราบเรียบที่เจือรังสีอำมหิตเบาๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของโรงละครยามวิกาล แสงไฟฟลัดไลท์สีขาวนวลสาดส่องลงมาจากคานเหล็กด้านบน ขับให้ร่างเพรียระหงในชุดสูทเข้ารูปของสถาปนิกสาวยิ่งดูคมกริบราวกับใบมีดโกน พิมพ์รตายืนกอดอกอยู่หน้าแท่นวางแปลนพิมพ์เขียวขนาดใหญ่ แววตาคู่สวยหลังกรอบแว่นสายตาบางเฉียบฉายแววหงุดหงิดระคนเหนื่อยล้าอย่างปิดไม่มิด
ธนัชชา หรือที่ใครต่อใครในกองละครเวทีเรียกขานกันว่า ‘ผู้กำกับธันย์’ ผู้ยืนกอดอกพิงเสาเหล็กโครงสร้างอยู่ไม่ไกล เลิกคิ้วเรียวขึ้นข้างหนึ่งอย่างไม่สะทกสะท้าน ดวงตากลมโตคู่คมฉายประกายพราวระยับระuในความมืดสลัว หล่อนเพิ่งผ่านพ้นมรสุมระลอกใหญ่จากคำขู่ตัดงบของท่านประธานบอร์ดบริหารเมื่อช่วงหัวค่ำมาหมาดๆ แต่แทนที่จะเคร่งเครียด เจ้าตัวกลับมีท่าทีผ่อนคลายจนน่าหมั่นไส้
“ฉันไม่ได้ยิ้มเยาะเสียหน่อยค่ะ คุณสถาปนิกคนเก่ง” ธนัชชาก้าวช้าๆ เข้ามาใกล้ แสงไฟสลัวทอดเงาร่างสูงโปร่งทับซ้อนลงบนพื้นที่ทำงานของอีกฝ่าย “ฉันแค่กำลังทึ่งต่างหาก... ทึ่งที่คุณยังหน้าตา
สดใสได้ขนาดนี้ ทั้งที่เราสองคนติดแหง็กอยู่ในโรงละครร้างนี่มาสิบสองชั่วโมงเต็มแล้วนะยะ”
“ถ้าไม่ใช่เพราะคุณดันไปรื้อบล็อกกิ้งนักแสดงหน้าม่านจนแปลนรับน้ำหนักของฉันพังไม่เป็นท่า ฉันคงไม่ต้องมานั่งแก้ดีเทลโครงสร้างใหม่ทั้งหมดตอนตีสองแบบนี้หรอกค่ะ” พิมพ์รตากระแทกเสียงใส่ พร้อมกับใช้นิ้วเรียวยาวจิ้มลงไปบนกระดาษแปลนพิมพ์เขียวเน้นย้ำจุดวิกฤต “จำไว้เลยนะคะว่านี่คือครั้งสุดท้ายที่ฉันจะยอมเอาชื่อเสียงสถาปนิกมือหนึ่งมาเสี่ยงกับความติสต์แตกของคุณ!”
ธนัชชาหัวנסในลำคอเบาๆ เสียงนุ่มทุ้มที่มักจะใช้สั่งการลูกน้องในกองถ่ายบัดนี้เจือความขบขันอย่างเปิดเผย หล่อนโน้มตัวลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกับไหล่ลาดของอีกฝ่าย กลิ่นน้ำหอมกลิ่นวานิลลาอ่อนๆ ปะปนกับกลิ่นกระดาษและกาแฟดำเจือจางลอยกรุ่นเข้ามาแตะจมูก สถาปนิกสาวชะงักค้างไปชั่วขณะ ลมหายใจที่กำลังจะพ่นคำด่าทอถูกกลืนกลับลงคอไปอย่างไร้เสียง
“โกรธเป็นฟองเบียร์เลยนะคะระวังหน้าแก่เร็วนะคุณสถาปนิก” ธนัชชาเอ่ยกระซิบเบาๆ
ข้างหู น้ำเสียงเจือความหยอกเย้าที่จงใจทอดเสียงให้ยาวขึ้นเล็กน้อย “อีกอย่าง... ฉันไม่ได้ติสต์แตกอย่างไร้เหตุผลเสียหน่อย บล็อกกิ้งตรงนั้นมันจำเป็นต้องเปลี่ยนเพื่อให้ซีนอารมณ์ของพระนางมันพีคสุดขีดต่างหากล่ะ ถ้าคุณมองในมุมศิลปะ ไม่ใช่มองแต่กฎเหล็กในตำรา คุณก็จะเข้าใจว่าทำไมฉันถึงต้องดื้อ”
“ศิลปะอะไรของคุณถ้าเวทีมันถล่มลงมาทับนักแสดงตายคาเวที ศาลพระภูมิก็ช่วยคุณไม่ได้หรอกค่ะ!” พิมพ์รตาหันขวับกลับมาเถียงคอเป็นเอ็น ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่เหลือเพียงแค่คืบเดียว ดวงตากลมโตของธนัชชาสะท้อนภาพใบหน้าบึ้งตึงของหล่อนอย่างเด่นชัด หัวใจดวงน้อยในอกข้างซ้ายของสถาปนิกสาวเกิดอาการกระตุกวูบอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ความใกล้ชิดที่มากเกินความจำเป็นนี้กำลังทำให้สติสัมปชัญญะที่สะสมมาทั้งคืนเริ่มสั่นคลอน
ธนัชชาชะงักไปเช่นกัน ดวงตาคมกริบกวาดมองสำรวจใบหน้าหวานที่เริ่มขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างจับผิด รอยยิ้มกวนๆ บนมุมปากของคนเป็นผู้กำกับค่อยๆ เลือนหายไป แทนที่ด้วยแววตาที่ลึกล้ำขึ้นอย่างกะทันหัน ความเงียบโรยตัวปกคลุมห้องประชุมลับใต้ถุนโรงละครอีกครั้ง มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเก่าๆ ที่ส่งเสียงครางหึ่งๆ แข่งกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ดังสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของคนทั้งคู่
“พูดเสียยืดยาว... หิวล่ะสิคะ” สุดท้ายธนัชชาก็เป็นฝ่ายยอมแพ้ต่อความเงียบที่น่าอึดอัดนั้น หล่อนผละตัวถอยหลังออกไปสองก้าวอย่างเสียดายเล็กน้อย ก่อนจะหยิบถุงกระดาษสีน้ำตาลที่วางอยู่บนเก้าอี้อีกตัวขึ้นมา “มีนฝากแซนด์วิชทูน่ากับกาแฟดำกระป๋องมาให้ บอกว่าถ้าพวกเรายังไม่เลิกทะเลาะกันจนตายไปข้าง ยัยมีนจะส่งกำลังเสริมมาลากตัวเราออกจากตึกนี้”
พิมพ์รตาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ปลดแว่นสายตาออกมาวางพักไว้บนโต๊ะแล้วยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ ความตึงเครียดที่ขึงตึงมาตลอดทั้งวันค่อยๆ คลายตัวลงเปลาะหนึ่งเมื่อกลิ่นหอมของกาแฟลอยมาแตะจมูก หล่อนทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้สำนักงานอย่างหมดแรง
“ยัยมีนยังอุส่าห์นึกถึงเราอีกเหรอคะ นึกว่าป่านนี้ไปนอนฝันหวานอยู่บนเตียงนุ่มๆ ที่คอนโดแล้ว” พิมพ์รตาบ่นพึมพำ หยิบกระป๋องกาแฟขึ้นมาเปิด
“ก็เพราะยัยมีนรู้ดีว่าถ้าปล่อยฉันไว้กับคุณตามลำพัง สองคนนี้อาจจะฆ่ากันตายคากองแบบแปลนก่อนวันเปิดม่านจริงไงคะ” ธนัชชาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ขยับเข้าใกล้โต๊ะทำงานตัวยาวแล้วแกะห่อแซนด์วิชยื่นให้สถาปนิกสาวคนเก่ง “กินเสียหน่อยเถอะค่ะ หน้าซีดเป็นไก่ต้มหมดแล้ว คุณสถาปนิก”
พิมพ์รตาชำเลืองมองแซนด์วิชในมือของอีกฝ่าย ก่อนจะรับมาเงียบๆ บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนจากความดุเดือดเชือดเฉือนกลายเป็นความเงียบสงบที่แปลกประหลาด ไร้ซึ่งคำพูดจาถกเถียง มีเพียงเสียงเคี้ยวอาหารเบาๆ และเสียงกระดาษพลิกผ่านไปมาของแปลนโครงสร้างที่ยังแก้ไม่เสร็จ
“ถามจริงเถอะค่ะ... คุณธันย์” พิมพ์รตาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ดวงตากลมโตมองลอดผ่านแก้วกาแฟที่ยกขึ้นจิบ “ทำไมถึงดื้อด้านนักล่ะคะ? ในเมื่อแปลนเดิมของบริษัทมันเซฟที่สุดแล้ว ไม่ว่าใครก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันไร้ที่ติ”
ธนัชชาหยุดมือที่กำลังหยิบกระดาษทิชชู หล่อนเงยหน้าขึ้นสบตาผู้ถาม แววตาดุดันในยามทำงานแปรเปลี่ยนเป็นความลึกซึ้งที่ซ่อนเร้นมานาน “เพราะฉันไม่อยากให้ผลงานชิ้นนี้มันออกมาแค่ ‘ไร้ที่ติ’ ไงคะคุณพิมพ์”
สถาปนิกสาวขมวดคิ้วเล็กน้อย “หมายความว่ายังไงคะ?”
“งานที่ไร้ที่ติ... คือผลงานที่ทำตามสูตรสำเร็จ ไม่มีความผิดพลาด แต่ก็ไม่มีจิตวิญญาณ” ธนัชชาทอดถอนหายใจยาว แววตาไหววับคล้ายกำลังนึกย้อนไปถึงอดีตบางอย่างที่ฝังใจ “เหมือนกับชีวิตของฉัน... หรือบางที อาจจะรวมถึงชีวิตของคุณด้วยกระมังคะ?”
คำพูดเรียบง่ายแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจทำเอาพิมพ์รตาชะงักงัน ดวงตาสวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความลับที่หล่อนพยายามซ่อนไว้ภายใต้มาดของสถาปนิกสาวผู้เพียบพร้อมและอยู่ในกรอบของครอบครัวมาตลอด กลับถูกผู้หญิงคนนี้มองทะลุปรุโปร่งด้วยประโยคสั้นๆ เพียงประโยคเดียว
“คุณรู้อะไรเกี่ยวกับชีวิตฉันกันคะ คุณธนัชชา” พิมพ์รตาเค้นเสียงถาม เสียงสั่นพร่าเล็กน้อยอย่างไม่เป็นตัวของตัวเอง
ธนัชชากระตุกยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ไม่ได้เยาะเย้ย แต่เต็มไปด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง หล่อนเอื้อมมือข้ามโต๊ะทำงาน ปลายเรียวนิ้วอุ่นแตะลงบนหลังมือของสถาปนิกสาวที่วางอยู่บนโต๊ะแผ่วเบา สัมผัสอุ่นร้อนนั้นส่งผ่านความรู้สึกประหลาดบางอย่างเข้ามาในใจจนพิมพ์รตาลืมแม้แต่จะชักมือหนี
“ฉันรู้แค่ว่า... ภายใต้แว่นตาหนาเตอะกับท่าทางดุๆ ของคุณ มีความฝันที่อยากจะสร้างสถาปัตยกรรมที่ไม่ได้มีไว้แค่ตั้งโชว์ แต่มีไว้ให้คนได้ ‘รู้สึก’ จริงๆ ซ่อนอยู่” ธนัชชาเอ่ยกระซิบเสียงนุ่ม นัยน์ตาสีเข้มจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของพิมพ์รตา “จริงไหมคะ... คุณสถาปนิก?”
หัวใจของพิมพ์รตากระหน่ำเต้นรัวราวกับกลองเพลในอก ความใกล้ชิดและคำพูดที่เหมือนจะอ่านใจหล่อนได้ทุกกระเบียดนิ้วกำลังสร้างกำแพงความตึงเครียดรอบสุดท้ายให้พังทลายลงอย่างราบคาบ ในจังหวะที่สถาปนิกสาวกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำตอบเพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหวที่พุ่งพล่าน
กริ๊ก! แกร็ก... เสียงปลดล็อกประตูกระจกบานเลื่อนด้านนอกของห้องประชุมลับดังขึ้นอย่างกะทันหัน พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ และเสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วของมีนตราที่ดังทะลุเข้ามา
“ยัยธันย์! ยัยพิมพ์! พวกเธอสองคนยังอยู่กันใช่ไหมเนี่ย ฉันเอาชานมไข่มุกมา... เฮ้ย!”
ธนัชชาและพิมพ์รตาสะดุ้งสุดตัวราวกับถูกไฟช็อต ทั้งคู่รีบผละมือออกจากกันโดยอัตโนมัติ สถาปนิกสาวหน้าแดงก่ำรีบคว้าแว่นสายตาขึ้นมาสวมแทบไม่ทัน ขณะที่ผู้กำกับสาวหันขวับไปทำหน้าดุใส่ผู้มาใหม่ที่ยืนอ้าปากค้างอยู่ตรงประตู
“มีน! เธอเข้ามาทำไมไม่เคาะประตูก่อนฮะ!” ธนัชชาโวยวายกลบเกลื่อนความพิรุธ
มีนตรากะพริบตาปริบๆ มองสภาพของเพื่อนรักและผู้กำกับสาวสลับกันไปมาด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ปิดไม่มิด “อุ๊ย... ฉันเข้ามาขัดจังหวะอะไรสำคัญหรือเปล่าคะเนี่ย? หรือว่าฉันควรจะเดินถอยหลังกลับไปแล้วปิดประตูให้พวกเธอไปเคลียร์แปลน... เอ้ย! ไปคุยกันต่อดีล่ะคะ?”
—---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาฟินและอินไปกับความสัมพันธ์ซึนๆ ของยัยสถาปนิกกับผู้กำกับคนคูลนะคะ ฝากติดตามตอนต่อไปด้วยค่ะ!
สถาปนิกสาวกับผู้กำกับเวทีคนคูล•ตอนที่ 5
ค่ำคืนในห้องประชุมลับ
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสาวกับผู้กำกับเวทีคนคูล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!