“อุ๊ย... ฉันเข้ามาขัดจังหวะอะไรสำคัญหรือเปล่าคะเนี่ย? หรือว่าฉันควรจะเดินถอยหลังกลับไปแล้วปิดประตูให้พวกเธอไปเคลียร์แปลน... เอ้ย! ไปคุยกันต่อดีล่ะคะ?”
ประโยคแซวทีเล่นทีจริงของมีนตราลอยเคว้งคว้างอยู่ในห้องทำงานสถาปัตยกรรมที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกระดาษไขและกาแฟคั่วบด พิมพ์รตาแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นสายตาไหวระริกด้วยความตื่นตระหนก เธอรีบดึงมือออกจากขอบโต๊ะทำงานของธนัชชา ราวกับผิวสัมผัสเมื่อครู่เป็นเหล็กกล้าที่กำลังร้อนจัด
“มีนตรา! เธอมีปุ่มเปิด-ปิดเสียงเคาะประตูกับเขาบ้างไหมคะเนี่ย” พิมพ์รตาแหวใส่เพื่อนสนิทเสียงสูง เพื่อกลบเกลื่อนความร้อนผ่าวที่แล่นริ้วขึ้นมาถึงใบหู
ธนัชชาไม่ได้แสดงอาการลนลานแบบนั้น ผู้กำกับสาวเพียงแต่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ ดวงตาคมกริบพราวระยับด้วยประกายความขบขัน เธอยืดตัวขึ้นเต็มความสูง ปัดเศษผงช็อกสีขาวที่ติดอยู่บนปลายนิ้วออกอย่างใจเย็น ก่อนจะหันไปสบตากับโปรดิวเซอร์สาวตัวแสบด้วยรอยยิ้มมุมปากที่เดาใจยาก
“ไม่รบกวนหรอค่ะคุณโปรดิวเซอร์...” ธนัชชาลากเสียงยาวอย่างจงใจ “พวกเรากำลัง ‘เคลียร์แปลน’ เรื่องฉากองก์ที่สามกันอยู่พอดี... ใช่ไหมคะคุณสถาปนิก?”
ประโยคหลังถูกส่งมาพร้อมกับสายตาที่พินิจพิเคราะห์ พิมพ์รตารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นหนูติดจั่นที่กำลังถูกแมวตัวใหญ่หยอกเล่นให้ตายใจ เธอเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง คว้าแท่งมาร์กเกอร์บนโต๊ะขึ้นมาหมุนเล่นในมือเพื่อรักษามาตร ฐานความเยือกเย็นที่หลงเหลืออยู่
“ค่ะ! ตามนั้น... แปลนฉากสเตจนี้มีปัญหาเรื่องการรับน้ำหนักของโครงสร้างเหล็กด้านหลัง ธันย์เขา... เอ้ย! คุณธนัชชาเขากำลังอธิบายไอเดียเพ้อเจ้อของเขาให้ฉันฟังอยู่พอดีว่าอยากได้บันไดวนที่หมุนได้กลางอากาศ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันเป็นไปไม่ได้ในทางวิศวกรรมค่ะ!” พิมพ์รตาร่ายยาวรวดเดียวจบด้วยความเร็วสูงเพื่อตัดบทสนทนาที่ชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ
มีนตราหรี่ตามองเพื่อนรักสลับกับผู้กำกับสาว พยักหน้ารับรู้ช้าๆ แบบที่ใครดูก็รู้ว่ายัยตัวแสบคนนี้ไม่ได้เชื่อคำแก้ตัวนั้นเลยสักนิด
“อ๋อ... บันไดวนที่หมุนได้กลางอากาศเหรอคะ? ฟังดูโรแมนติกดีออกนะฃะ เหมือนฉากในละครเพลงบรอดเวย์เลย หรือว่าความจริงแล้ว... บันไดมันไม่ได้หมุนหรอกค่ะ แต่เป็นหัวใจของใครบางคนแถวนี้ต่างหากที่กำลังหมุนติ้วจนควบคุมไม่ได้?” มีนตราลากเสียงแซวอย่างหมั่นไส้ พร้อมกับทำท่าทางกระพริบตาปริบๆ ยียวนกวนประสาท
“มีนตรา!” พิมพ์รตาถลึงตาใส่เพื่อนรักจนแทบจะหลุดจากเบ้า “ถ้าเธอว่างมากนัก เชิญไปตรวจงบประมาณการจัดซื้อผ้ากำมะหยี่สำหรับทำม่านเวทีโน่นไปค่ะ อย่ามาเดินป่วนเปี้ยนแถวโต๊ะทำงานของฉัน!”
“แหม... ไล่กันตรงๆ แบบนี้เลยเหรอคะ ใจร้ายจังนะคุณสถาปนิกคนเก่ง งั้นฉันไม่กวนใจคนเขาสวีต... เอ้ย! คนเขาประชุมงานกันแล้วก็ได้ค่ะ เชิญตามสบายนะคะท่านผู้กำกับ เชิญคุณพิมพ์รตาติวเข้มเรื่องโครงสร้างต่อได้เลยตามอัธยาศัย!”
มีนตราหัวคิกคักชอบใจ ท่าทางเดินส่ายสะโพกออกไปจากห้องพร้อมกับเสียงปิดประตูดัง *คลิก* เบาๆ ทิ้งให้ความเงียบงันกลับมาเยือนพื้นที่ตรงนี้อีกครั้ง ทว่าบรรยากาศรอบตัวกลับไม่เหมือนเดิมหลงเหลือความปกติสุขเหมือนก่อนหน้านี้เสียแล้ว
ความเงียบที่โรยตัวลงมาทำให้พิมพ์รตาต้องแกล้งก้มลงมองแปลนพิมพ์เขียวบนโต๊ะ ทว่าตัวหนังสือและเส้นสายทางสถาปัตยกรรมกลับพร่าเลือนในสายตา สมองของเธอยังคงติดตรึงอยู่กับภาพรอยยิ้มสดใสเมื่อครู่ของธนัชชา รอยยิ้มที่ไม่ได้ถูกปั้นแต่งด้วยมามาดดุดันและจริงจังอย่างที่เคยเป็น รอยยิ้มที่เปล่งประกายจนทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะไปหลายริกเตอร์
ธนัชชาก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะทำงานอีกครั้ง เสียงรองเท้าบูทหนังกระทบกับพื้นไม้อย่างเป็นจังหวะ ผู้กำกับสาวไม่ได้พูดอะไรในทันที เธอยืนมองเสี้ยวหน้าของสถาปนิกสาวที่กำลังแกล้งทำเป็นสนใจงานตรงหน้าจนหัวไหล่เกร็งแข็ง
“โกรธเหรอคะ?” น้ำเสียงนุ่มนวลกว่าปกติถูกเอ่ยออกมาเบาๆ
พิมพ์รตาชะงักมือที่กำลังถือปากกา เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ เจือจางกลิ่นไอฟรุ๊ตตี้ผสมความอบอุ่นของธนัชชาลอยวนอยู่ในอากาศรอบตัว จนทำให้สติสัมปชัญญะของพิมพ์รตาเริ่มกระเจิดกระเจิง
“ฉันจะโกรธคุณเรื่องอะไรล่ะคะ ฉันเป็นมืออาชีพพอนะคะคุณธนัชชา เรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวฉันแยกแยะได้เสมอค่ะ” พิมพ์รตาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย พยายามดึงความมั่นใจและมาดนางพญาของตัวเองกลับคืนมา
“เหรอคะ...” ธนัชชาทวนคำเสียงสูง มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างรู้ทัน “แต่แปลกจังนะคะ ทั้งที่ปากบอกว่าแยกแยะได้ แต่ทำไมหูของคุณถึงแดงแจ๋ขนาดนั้นล่ะคะคุณสถาปนิก?”
พิมพ์รตาร้อนผ่าวขึ้นมาที่ใบหน้าทันที เธอรีบยกมือขึ้นกุมใบหูของตัวเองโดยอัตโนมัติ ก่อนจะตระหนักได้ว่านั่นเท่ากับเป็นการยอมจำนน จึงรีบชักมือกลับแล้วถอยหลังกรูดจนสะโพกชนเข้ากับชั้นวางเอกสาร
“ฉัน... ฉันแค่อากาศร้อนค่ะ! เครื่องปรับอากาศในห้องนี้มันคงเสีย อุณหภูมิมันสูงเกินไป!” พิมพ์รตาหาข้ออ้างข้างๆ คูๆ เสียงสั่น
“อากาศร้อนเหรอคะ? แต่ฉันว่าแอร์ก็เย็นปกติดีนะ...” ธนัชชาแกล้งทำเป็นกวาดสายตามองรอบห้อง ก่อนจะก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวพิมพ์รตาอีกหนึ่งก้าว จนระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงเหลือเพียงแค่ลมหายใจกั้น “หรือว่าจริงๆ แล้ว... ไม่ใช่เพราะแอร์เสียหรอกค่ะ แต่เป็นเพราะคุณกำลังเขินฉันอยู่กันแน่?”
ดวงตาคมกริบของธนัชชาพราวระยับด้วยประกายความซุกซนและท้าทาย พิมพ์รตาแทบหยุดหายใจ แผ่นหลังของเธอแนบสนิทอยู่กับชั้นวางเอกสารเย็นเฉียบ ไม่มีทางหนีและไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ จะหลุดรอดจากสถานการณ์นี้ไปได้
“ฉัน... ฉันไม่ได้เขินค่ะ! คนอย่างพิมพ์รตาไม่มีวันเขินผู้กำกับเผด็จการอย่างคุณหรอกนะคะ!” เธอเถียงเสียงแข็ง แม้ว่าหัวใจข้างในจะเต้นรัวระรัวราวกับกลองเพล
“ปากแข็งจังเลยนะคะ...” ธนัชชาก้มหน้าลงมาเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งสองลดลงจนเกือบจะแนบชิด ลลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่บริเวณข้างแก้มของสถาปนิกสาว ทำให้พิมพ์รตาต้องหลุบตาลงมองริมฝีปากที่กำลังคลี่ยิ้มบางๆ ของอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว “ถ้าปากแข็งนัก... งั้นเรามาพิสูจน์กันหน่อยดีไหมคะ ว่าระหว่างแปลนสถาปัตยกรรมของคุณ กับความตั้งใจของฉัน อย่างไหนมันจะพังก่อนกัน”
ธนัชชาเอื้อมมือเรียวออกไปหมายจะหยิบแท่งมาร์กเกอร์ออกจากมือของพิมพ์รตา ทว่าจังหวะนั้นเอง...
*ปัง!*
เสียงประตูกระแทกเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับเสียงหอบหายใจรัวของทีมงานฝ่ายเทคนิคที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามากลางห้องทำงาน
“คุณธันย์! คุณพิมพ์! แย่แล้วค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วที่โรงละคร!”
พิมพ์รตาผละออกจากสถานการณ์กึ่งวิกฤตเมื่อครู่ทันทีด้วยความตกใจ เธอกับธนัชชาสบตากันด้วยความแปลกใจระคนตึงเครียด บรรยากาศชวนใจเต้นที่เพิ่งก่อตัวขึ้นเมื่อครู่ถูกพังทลายลงในเสี้ยววินาที
“เกิดอะไรขึ้น?” ธนัชชาหันขวับไปหาทีมงานด้วยน้ำเสียงจริงจัง เด็ดขาด และกลับมาเป็นผู้กำกับสาวทรงอำนาจคนเดิมในทันที
“โครงสร้างเหล็กฉากองก์สอง... มันจู่ๆ ก็เกิดรอยร้าวขึ้นมาค่ะคุณธันย์! และที่สำคัญ... แบบแปลนการติดตั้งที่อยู่กับผู้ควบคุมงานตอนนี้ ไม่ตรงกับแปลนล่าสุดที่คุณพิมพ์ส่งมอบให้เมื่อเช้าค่ะ!”
พิมพ์รตาหน้าถอดสีทันที เธอกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ แปลนที่ไม่ตรงกันหมายความว่าโครงสร้างทั้งหมดกำลังเผชิญกับหายนะครั้งใหญ่ และความผิดพลาดนี้อาจทำให้ละครเวทีทั้งหมดต้องถูกระงับการแสดง!
ธนัชชาหันกลับมามองสถาปนิกสาวที่ตอนนี้ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาคมกริบฉายแววเคร่งเครียด ทว่าริมฝีปากกลับเอ่ยประโยคที่ทำให้หัวใจของพิมพ์รตากระตุกวูบ
“อย่าเพิ่งตื่นตระหนกค่ะคุณสถาปนิก...” ธนัชชายื่นมือออกไปคว้าข้อมือของพิมพ์รตาไว้แน่น บีบกระชับให้ความมั่นใจด้วยสัมผัสที่อบอุ่นและหนักแน่น “ไปค่ะ... เราต้องไปดูหน้างานด้วยกันตอนนี้เลย แล้วฉันจะแสดงให้คุณเห็นว่า ต่อให้แปลนจะพังแค่ไหน ฉันก็จะไม่ยอมปล่อยให้งานของคุณพังคามือเด็ดขาด!”
--------------------------------------------------
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านเรื่องราวและหัวใจที่กำลังหมุนวนของพวกเธอนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สถาปนิกสาวกับผู้กำกับเวทีคนคูล•ตอนที่ 6
รอยยิ้มที่ไม่ได้มีไว้ให้ทุกคน
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสาวกับผู้กำกับเวทีคนคูล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!