“แปลนนี้มันใช้ตอกตะปูฝังโลงศพความคิดสร้างสรรค์ชัดๆ ค่ะ คุณพิมพ์รตา”
เสียงทุ้มต่ำที่เจือความหงุดหงิดจงใจกระแทกกระทั้นลงกลางโถงปูนเปลือยของโกดังเก่า ธนัชชาเหวี่ยงม้วนกระดาษไขแผ่นใหญ่ลงบนโต๊ะไม้สักตัวกลางเสียงดังปัง จนแก้วกาแฟเซรามิกสั่นสะเทือน น้ำสีดำเข้มกระฉอกออกมาเปื้อนขอบโต๊ะเล็กน้อย แต่เจ้าตัวกลับไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตา ทอดมองสถาปนิกสาวด้วยประกายไฟที่พร้อมจะแผดเผาทุกตารางนิ้วของเส้นกั้นพื้นที่ที่ถูกขีดเขียนขึ้นมาอย่างแม่นยำ
พิมพ์รตาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เธอไม่ได้ขยับตัวหนีแม้แต่น้อย กลับยืนกอดอกนิ่ง แว่นตาทรงเหลี่ยมสะท้อนแสงไฟนีออนดวงเปลือยบนเพดานสูงลิบ ใบหน้าเรียบตึงจนเกือบจะกลายเป็นความเย็นชา ปลายลิ้นดันกระพุ้งแก้มเบาๆ ด้วยความระงับอารมณ์ที่ใกล้จะหมดความอดทนเต็มที
“ถ้าคุณธนัชชาจะกรุณาใช้สมองส่วนหน้าคิดสักนิด ไม่ใช่เอาแต่ใช้อารมณ์เป็นไม้บรรทัดวัดงาน คุณก็จะเข้าใจนะคะว่าเส้นแบ่งตรงนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อจองจำการแสดงของคุณ แต่มันมีไว้เพื่อความปลอดภัยของทีมนักแสดงและโครงสร้างอาคารที่ถูกกฎหมายควบคุมอยู่!”
“กฎหมายเหรอคะ?” ธนัชชาแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากสวย เธอก้าวเท้าเข้ามาประชิดโต๊ะทำงานชั่วคราว กลิ่นน้ำหอมกลิ่นไม้จันทน์หอมละมุนผสมกลิ่นอายเหงื่อจางๆ จากการทำงานหนักโชว์เข้าจมูกพิมพ์รตาจนคนตัวเล็กต้องเผลอกลั้นหายใจ “ศิลปะมันไม่มีกรอบค่ะคุณสถาปนิก ถ้าฉันต้องมามัวกังวลเรื่องคานรับน้ำหนักกับระเบียบข้อบังคับงี่เง่าของคุณ ละครเวทีเรื่องนี้คงกลายเป็นแค่งานโชว์ผลงานส่งอาจารย์มหาวิทยาลัย ไม่ใช่โรงละครสดที่ทรงพลังหรอกนะคะ”
“แต่นี่คือโปรเจกต์รีโนเวทโกดังเก่าให้กลายเป็นคอมมูนิตี้อาร์ตสเปซค่ะ ไม่ใช่เวทีละครสัตว์ที่คุณจะมาทำอะไรตามใจชอบแล้วปล่อยให้ตึกถล่มลงมาทับหัวคนดู!” พิมพ์รตาก้าวสวนเข้าประชิดเช่นกัน ความสูงที่ไล่เลี่ยกันทำให้พวกเธอยืนจ้องตากันในระยะประชิด ชนิดที่ว่าลมหายใจอุ่นร้อนแทบจะปะทะกัน ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความดื้อรั้น ไม่ยอมลดละให้แม้แต่นเซนติเมตรเดียว “ฉันรับผิดชอบชีวิตคนนับร้อยที่จะเข้ามาในพื้นที่นี้ ฉะนั้นแปลนนี้คือที่สุดแล้วค่ะ ห้ามแก้ ห้ามรื้อ และห้ามแม้แต่จะคิดเอาฉากอัปמงคลของคุณมาพิงผนังรับแรงเด็ดขาด!”
ธนัชชาชะงักไปชั่ววินาที ดวงตาคู่คมกวาดมองใบหน้าเนียนใสที่รั้นจนน่าหมั่นไส้ ไล่จากสันจมูกรั้นลงมายังริมฝีปากอิ่มที่เม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรง บรรยากาศรอบตัวเหมือนมีประจุไฟฟ้าสถิตสมานกันจนน่าหวาดเสียว
ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจฟُดฟัดของทั้งคู่ที่ดังแข่งกันอยู่ในความเวิ้งว้างของโกดังรกร้าง
“คุณมัน... ยัยผู้หญิงไร้หัวใจ ไร้จินตนาการ” ธนัชชาพึมพำลอดไรฟัน น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นเบาลงแต่ทุ้มลึกจนหัวใจของคนฟังกระตุกวูบ “ในหัวคุณคงมีแต่ตัวเลข มาตราส่วน และเส้นตารางน่าเบื่อสินะคะ ถึงได้มองไม่เห็นเลยว่าตรงกลางเวทีนั้น... มันควรเป็นพื้นที่ว่างสำหรับความบ้าคลั่งของมนุษย์”
“และในหัวคุณก็คงมีแต่ความเพ้อฝันไร้แก่นสาร จนไม่สนว่าโลกความจริงมันเหยียบอยู่บนพื้นปูนหรือก้อนเมฆกันแน่ค่ะ!” พิมพ์รตาสวนกลับทันควัน น้ำเสียงสั่นน้อยๆ ด้วยความโกรธปนความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างที่วิ่งพล่านอยู่ในอก—ความรู้สึกที่ว่าผู้หญิงตรงหน้ามีแรงดึงดูดประหลาดที่ทำให้เธอยิ่งอยากเถียง ยิ่งอยากต่อกร เพื่อดึงอีกฝ่ายให้อยู่ในสายตาตลอดเวลา
“งั้นเรามาลองเดิมพันกันไหมล่ะคะ?” ธนัชชาโน้มตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนพิมพ์รตาต้องเอนตัวหลบโดยอัตโนมัติ แผ่นหลังชนเข้ากับชั้นวางเอกสารเหล็กด้านหลังอย่างจัง ปลายจมูกของทั้งคู่เกือบจะชนกันอยู่รอมร่อในวินาทีนั้น “ถ้าการแสดงเปิดม่านแล้ว สเปซของคุณมันทำให้พลังของนักแสดงดรอปลงจนคนดูหลับ... คุณต้องยอมยกเลิกกฎบ้าๆ นี่ทั้งหมด แล้วปล่อยให้ฉันรีดีไซน์พื้นที่นี้ใหม่ตามใจชอบ แต่ถ้ามันเวิร์ก... ฉันจะยอมก้มหัวให้คุณ แล้วเรียกคุณว่า ‘ท่านสถาปนิกผู้ยิ่งใหญ่’ ทุกครั้งที่เจอหน้า... ว่าไงคะ?”
พิมพ์รตากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก กลิ่นกายเฉพาะตัวของธนัชชาและแววตาท้าทายที่พราวระยับด้วยความเจ้าเล่ห์กำลังทำให้สมาธิที่สะสมมาทั้งชีวิตของเธอพังทลายลงในพริบตา ปลายมือเรียวที่กำเข้าหากันแน่นสั่นระริก ไม่ใช่เพราะกลัวคำท้า แต่เป็นเพราะระยะห่างที่ใกล้เกินไปจนหัวใจเจ้ากรรมเต้นรัวเร็วจนน่ารำคาญ
“ก็ได้ค่ะ! แต่ถ้ามันพังลงมาเพราะความเอาแต่ใจของคุณ คุณต้องเลี้ยงกาแฟฉันสามสิบแก้ว และห้ามเถียงฉันไปตลอดโปรเจกต์นี้!”
ธนัชชายิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้กวนประสาทเหมือนทุกที แต่เป็นรอยยิ้มร้ายกาจที่ทำให้หัวใจของสถาปนิกสาวกระตุกวูบอย่างไร้สาเหตุ มือเรียวใหญ่ของฝ่ายผู้กำกับยกขึ้นทำท่าจะเอื้อมมาปัดปอยผมที่หลุดลุ่ยออกจากกรอบหน้าของพิมพ์รตา
ทว่า—
“อุ๊ย! ขอโทษค่ะ ฉันขัดจังหวะอะไรสำคัญหรือเปล่าเอ่ย พอดีประตูมันไม่ได้ล็อกน่ะค่ะ”
เสียงแหลมใสติดจะขี้เล่นดังแทรกขึ้นทำลายบรรยากาศที่กำลังตึงเครียดและชวนใจเต้นแรงให้สลายไปในอากาศ ทันทีที่เสียงนั้นก้องกังวานในโกดัง ธนัชชาก็ชักมือกลับราวกับโดนไฟลวก ขณะที่พิมพ์รตาสะดุ้งสุดตัว รีบผลักอกอีกฝ่ายให้ออกห่างแล้วหันไปมองตามต้นเสียง
ร่างเพรียวระหงของมีนตราในชุดสูทสีแดงเพลิงยืนกอดอกพิงกรอบประตูพับบานใหญ่ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้าสวยเฉี่ยว ดวงตากลมโตแพรวพราวไปด้วยแววตารู้ทัน เธอกวาดสายตามองสถาปนิกสาวที่หน้าแดงก่ำสลับกับผู้กำกับสาวที่กำลังเสมองไปทางอื่นเพื่อกลบเกลื่อนอาการพิรุธ
“มีน! มาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย” พิมพ์รตารีบจัดเสื้อผ้าของตัวเองให้เข้าที่ พยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด แม้ว่าหัวใจจะยังเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะ
“ก็มาทันตอนที่กำลังจะ... ‘ตกลงธุรกิจ’ กันพอดีน่ะสิคะ” มีนตราลากเสียงยาวอย่างหมั่นไส้ เดินน่องสะโพกเข้ามาใกล้แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม “แล้วนี่สรุปว่ายังไงคะ สองสาว... สงครามกลางพื้นที่รกร้างนี่ ใครจะเป็นคนชนะคะเนี่ย?”
ธนัชชาหันกลับมาตีสีหน้านิ่งเรียบ กลบเกลื่อนความประหม่าเมื่อครู่ได้อย่างแนบเนียน เธอยักไหล่เบาๆ แล้วตอบเสียงเรียบ
“ก็ต้องรอดูกันในวันเปิดม่านค่ะคุณโปรดิวเซอร์... ว่าแต่ที่คุณมีนมาเนี่ย มีข่าวดีหรือข่าวร้ายจากทางสปอนเซอร์ล่ะคะ?”
คำถามนั้นดึงบรรยากาศจริงจังกลับมาสู่โต๊ะทำงานทันที มีนตราหุบยิ้มลงเล็กน้อย สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาในทันที ดวงตากลมโตหันมาสบตาค้างกับพิมพ์รตาที่กำลังยืนแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น ก่อนที่โปรดิวเซอร์สาวจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ทุกลมหายใจในโกดังต้องสะดุดกຶก
“ข่าวร้ายค่ะ... และดูเหมือนว่าพื้นที่รกร้างตรงนี้ จะไม่ใช่แค่เรื่องที่เราสองคนต้องมาเถียงกันอีกต่อไปแล้วล่ะค่ะ”
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาเดินเล่นในพื้นที่รกร้างแห่งนี้นะคะ บทต่อไปรับรองว่ามีเรื่องให้ลุ้นจนนั่งไม่ติดแน่นอนค่ะ!
สถาปนิกสาวกับผู้กำกับเวทีคนคูล•ตอนที่ 2
สงครามกลางพื้นที่รกร้าง
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสาวกับผู้กำกับเวทีคนคูล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!