กลิ่นอับของฝุ่นเก่าและไม้สักผุพังไม่ได้ทำให้ ‘พิมพ์รตา’ รู้สึกระคายเคืองเท่ากับกระดาษร่างแปลนสถาปัตยกรรมที่ยับยู่ยี่จนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม ซึ่งถูกขยำทิ้งไว้บนพื้นคอนกรีตเปลือยเปล่าของโรงละครเก่าแก่ประจำจังหวัด
สถาปนิกสาวมือหนึ่งขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นเส้นนูน ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาดีไซน์เรียบหรูจ้องมองซากกระดาษแผ่นนั้นราวกับมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่เพิ่งก่ออาชญากรรมสะเทือนขวัญ สำหรับเธอแล้ว แปลนทุกแผ่น เส้นทุกเส้น และสเกลทุกมิลลิเมตร คือกฎเกณฑ์และความสมบูรณ์แบบที่ถูกคำนวณมาอย่างดีที่สุดเพื่อความปลอดภัยและการใช้งาน แต่ดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับ ‘พิมพ์เขียวแรก’ ของโปรเจกต์นี้สิคะ มันถูกยับยู่ราวกับเศษกระดาษชำระ
"ใครอนุญาตให้คุณรื้อโครงสร้างฝั่งนี้ออกคะ?"
น้ำเสียงหวานใสแต่ทรงพลังด้วยอำนาจของการควบคุมสถานการณ์เอ่ยขึ้น ท่ามกลางความเงียบของโถงโรงละครที่กำลังอยู่ในช่วงรีโนเวท พิมพ์รตากอดอกแน่น ปลายส้นสูงสีดำสนิทเคาะกับพื้นปูนเป็นจังหวะเนิบนาบแต่เต็มไปด้วยแรงกดดัน
ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อฮู้ดสีดำตัวโคร่งและกางเกงยาร์โก้เซอร์ๆ ที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดวางลังไม้บนเวที ชะงักมือเล็กน้อย เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลเข้มที่รวบไว้ลวกๆ ค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้า
ดวงตากลมโตคมคายคู่นั้นไม่ได้มีความเกรงกลัวต่อสายตาดุๆ ของสถาปนิกสาวเลยแม้แต่น้อย กลับกัน... มุมปากของ ‘ธนัชชา’ ผู้กำกับเวทีสาวมาดเท่ กลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่พิมพ์รตาลงความเห็นในใจทันทีว่า ‘น่าหมั่นไส้ที่สุดในสามโลก’
"อ้าว สถาปนิกคนสวยมาตรวจงานเองเลยเหรอคะเนี่ย นึกว่าจะส่งแค่ลูกน้องมารับกระดาษแล้วก็กลับไปนั่งตากแอร์ฉ่ำๆ ที่ออฟฟิศซะอีก" ธนัชชาเอ่ยด้วยน้ำเสียงกวนประสาท มือเรียวยาวปัดฝุ่นออกจากกางเกงก่อนจะหยิบขวดน้ำอัดลมขึ้นมาเปิดดื่มอย่างไม่ี่หังความสำรวม
พิมพ์รตาเดินเข้าไปใกล้ รัศมีคุกคามแผ่ออกมาจากตัวเธอจนอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบ "ฉันถามว่า ใครอนุญาตให้รื้อคานรับน้ำหนักฝั่งทิศตะวันออกออกคะ? ในแปลนวิศวกรรมระบุไว้ชัดเจนว่าโครงสร้างส่วนนั้นต้องคงไว้เพื่อความปลอดภัยของระบบรอกเวที ธนัชชา คุณเอาสมองส่วนไหนคิดถึงได้กล้าสั่งรื้อโดยไม่ปรึกษาฉันก่อน"
ธนัชชาถอนหายใจออกมาเบาๆ ราวกับกำลังคุยกับเด็กดื้อที่ไม่ยอมเข้าใจโลก "สมองส่วนที่ใช้สร้างศิลปะค่ะ คุณพิมพ์รตา... โลกความจริงบนเวทีละครมันไม่ได้เป๊ะ ขีดเส้นตรงแล้วจบเหมือนในกระดาษของคุณหรอกนะคะ ถ้าฉันยังคงคานบ้าบอนั่นไว้ นักแสดงของฉันจะเดินเข้าฉากมืดมิดยังไง มุมมองภาพจากคนดูจะถูกบล็อกจนหมดศิลปะ คุณอยากได้ตึกที่ปลอดภัยแต่น่าเบื่อ หรืออยากได้โรงละครที่มีชีวิตชีวาจนคนดูต้องอ้าปากค้างล่ะคะ?"
"ฉันต้องการความปลอดภัยและถูกต้องตามกฎหมายค่ะ!" พิมพ์รตาโต้กลับทันควัน ดวงตาสองคู่ประสานกันดั่งกระแสไฟที่พร้อมช็อตทุกเมื่อ ระยะห่างระหว่างพวกเธอเหลือเพียงแค่ก้าวเดียว กลิ่นอายความเป็นมืออาชีพที่เคร่งครัดปะทะเข้ากับกลิ่นอายความติสต์แตกไร้กรอบอย่างจัง "โรงละครนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ยุค 60s ทุกตารางนิ้วมีประวัติศาสตร์และข้อจำกัดทางวิศวกรรมที่คุณไม่มีสิทธิ์มาใช้อารมณ์ศิลปินเหนือสามัญสำนึกแบบนี้!"
"สามัญสำนึกเหรอคะ?" ธนัชชาหัวเราะในลำคอ ก้าวเท้าเข้าประชิดตัวสถาปนิกสาวจนพิมพ์รตาต้องเผลอถอยหลังไปครึ่งก้าวด้วยความตกใจในระยะประชิดที่จู่ๆ ก็ลดลง ผู้กำกับสาวโน้มใบหน้าลงมาเล็กน้อย สายตาคมกริบกวาดมองตั้งแต่กรอบแว่นลงมาถึงริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่น "ถ้าฉันใช้แต่สามัญสำนึกแบบคุณ ป่านนี้ละครเวทีเรื่องนี้คงเป็นได้แค่ตึกร้างทรงสี่เหลี่ยมธรรมดาๆ ที่ไม่มีใครจดจำ... คุณมันก็แค่พวกยึดติดกับกรอบ ยึดติดกับความเป๊ะจนลืมไปว่าหัวใจของโรงละครมันคือ ‘ความรู้สึก’ ไม่ใช่ตัวเลขบนกระดาษ"
คำพูดนั้นจี้เข้าที่ปมในใจของพิมพ์รตาอย่างจัง ความคาดหวังจากครอบครัวที่ต้องสมบูรณ์แบบ ทฤษฎีที่ต้องไร้ที่ติ และความพยายามทั้งหมดที่เธอทุ่มเท ถูกลดทอนเหลือแค่คำว่า ‘พวกยึดติดกับกรอบ’ จากปากผู้หญิงคนนี้
มือบางที่กอดอกอยู่คลายออก ใบหน้าสวยเชิดขึ้นอย่างถือดี แม้หัวใจจะเต้นรัวด้วยความโกรธ (หรืออาจจะมีเหตุผลอื่นปะปน ซึ่งเธอยังไม่อยากยอมรับในตอนนี้)
"ถ้าคุณคิดว่ากฎเกณฑ์ของฉันมันไร้สาระนัก ก็เชิญไปเล่นละครกลางแปลงเถอะค่ะ ไม่ต้องมาใช้สถานที่ที่ฉันออกแบบ...!"
"อุ๊ย แรงมากกก! เบาได้เบานะคะคุณสถาปนิกขา ธันย์ก็แค่แซวเล่นเองน่า"
เสียงหัวr่อร่าเริงพร้อมกับแรงตบไหล่เบาๆ จากด้านหลัง ทำให้ทั้งพิมพ์รตาและธนัชชาต้องสะดุ้งแยกออกจากกัน ‘มีนตรา’ โปรดิวเซอร์สาวสุดแซ่บในชุดเดรสสีแดงเพลิงเดินนصفน่องเข้ามาแทกลางระหว่างสองสาว ดวงตาคมกวาดมองบรรยากาศมาคุที่มีประกายไฟแลบแปลบปลาบด้วยความบันเทิงใจ "ตายแล้ว ฉันเพิ่งไปคุยเรื่องงบกับซัพพลายเออร์แป๊บเดียว สองคนนี้จะกินหัวกันตายแล้วเหรอเนี่ย เคมีพุ่งพล่านจนฉันนึกว่ากำลังยืนดูฉากเลิฟซีนในละครเวทีเรื่องใหม่ซะอีกนะเนี่ย"
"ใครเคมีพุ่งพล่านกับยายตัวแสบนี่คะคุณมีน!" พิมพ์รตาตวัดเสียงหันไปหาเพื่อนสนิท ใบหน้าเนียนขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความฮึดฮัด "ฉันกำลังคุยเรื่องความปลอดภัยของโครงสร้างอาคารนะ ไม่ได้มาเล่นขายของ"
"แล้วฉันก็กำลังบอกว่า เดี๋ยวเรามานั่งเคลียร์แปลนกันใหม่แบบผู้ใหญ่ใจดีค่ะคุณพิมพ์คนสวย" ธนัชชายัก ใหล่อย่างไม่ยี่หะ ก่อนจะส่งยิ้มมุมปากแบบที่พิมพ์รตาอยากจะยกเอกสารฟาดหน้าสักที "เพราะว่า... ตอนนี้เราคงต้องพักเรื่องแปลนไว้ก่อนแล้วล่ะค่ะ"
พิมพ์รตาขมวดคิ้วมุ่น "หมายความว่ายังไง?"
ธนัชชาไม่ได้ตอบคำถาม แต่ใช้วิธีพยักเพยิดใบหน้าไปทางประตูทางเข้าโถงโรงละครที่ตอนนี้ถูกผลักเปิดออกกว้างโดยบุคคลที่ไม่คาดคิด
แสงสว่างจ้าจากภายนอกสาดส่องเข้ามาในความสลัวของโรงละครเก่า ร่างของชายวัยกลางคนในชุดสูทสากลภูมิฐานก้าวเข้ามาพร้อมกับกลุ่มคนแปลกหน้า ท่าทีที่ดูร้อนรนและสีหน้าซีดเผือดทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปในเสี้ยววินาที
"คุณพิมพ์รตาครับ... แย่แล้วครับ!" ผู้ช่วยผู้รับเหมาวิ่งหน้าตื่นเข้ามาหาเธอด้วยลมหายใจหอบกระชั้น "ทางเทศบาลสั่งระงับการรีโนเวทชั่วคราวแล้วครับ... เนื่องจากมีคนร้องเรียนว่าการรื้อถอนโครงสร้างเมื่อเช้า ส่งผลกระทบกับอาคารพาณิชย์ข้างเคียงจนกำแพงร้าว!"
พิมพ์รตาหน้าถอดสีทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ หันขวับกลับไปมองหน้าผู้กำกับเวทีสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ
ธนัชชาหุบยิ้มกวนประสาททันที สีหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาในทันที ดวงตากลมโตหันมาสบตาค้างกับพิมพ์รตาที่กำลังยืนแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะเวียนมาเดินเล่นรับลมชมความแซ่บในซอยนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ!
สถาปนิกสาวกับผู้กำกับเวทีคนคูล•ตอนที่ 1
พิมพ์เขียวแรกที่ไร้ระเบียบ
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสาวกับผู้กำกับเวทีคนคูล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!