“อธิบายมาค่ะ คุณมีนตรา ว่าทำไมแปลนโครงสร้างฉากตัวจริงที่ผ่านการอนุมัติแบบเงียบเชียบถึงไปกองอยู่ใต้แฟ้มตารางคิวถ่ายของคุณได้ ทั้งที่ฉันซึ่งเป็นสถาปนิกผู้ออกแบบหลักกลับไม่เคยรับรู้เรื่องการปรับแก้สเกลนี้เลยสักนิด!”
เสียงปลายแหลมของพิมพ์รตาหวีดแทรกผ่านความเงียบของห้องควบคุมเวทีชั่วคราว ร่างระหงในชุดสูทลำลองสีเอิร์ธโทนก้าวฉับๆ เข้าไปยืนค้ำหัวเพื่อนสนิทที่กำลังทำหน้าเลิกลั่ก ใบหน้าสวยเฉียบตึงเครียดจนสันกรามขึ้นร่องชัดเจน แผ่นกระดาษแปลนฉบับแก้ไขที่มีลายมือตวัดหวัดของ 'พิม 1' กำลังสั่นระริกอยู่ปลายนิ้วเรียวที่กำมันไว้แน่น
มีนตรากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ รีบยกมือขึ้นเป็นเชิงยอมแพ้พร้อมรอยยิ้มเจื่อนสนิท “ใจเย็นก่อนยัยพิมพ์! อย่าเพิ่งกินหัวฉัน ประเด็นคือ... คือมันเป็นเรื่องฉุกเฉินหน้างานน่ะสิยะ!”
“ฉุกเฉินขนาดไหน ถึงต้องข้ามหัวหัวหน้าทีมสถาปนิกอย่างฉันไปแก้แปลนโครงสร้างรับน้ำหนักเองโดยไม่ปรึกษา?” พิมพ์รตาถามลอดไรฟัน ดวงตากลมโตวาวโรจน์ด้วยความโกรธปนความน้อยเนื้อต่ำใจที่ถูกหักหลังโดยคนที่ไว้ใจที่สุด
“เอ่อ... ก็เพราะว่าคนที่สั่งแก้ ไม่ใช่ฉัน... แต่เป็นธันย์ต่างหากล่ะ!” มีนตราหลับหูหลับตาโพล่งออกมาในที่สุด เพื่อเอาตัวรอดจากรัศมีฆ่าฟันของเพื่อนรัก
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกกดปุ่มหยุดชั่วขณะ พิมพ์รตาชะงักกึก ดวงตาที่กำลังแข็งกร้าวเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ หันขวับไปมองบุคคลที่สามซึ่งยืนกอดอกพิงเสาเหล็กโครงสร้างอยู่มุมห้องอย่างเงียบเชียบมานาน ธนัชชาไม่ได้หลบสายตา ผู้กำกับเวทีสาวส่งยิ้มมุมปากบางๆ เป็นเอกลักษณ์ แววตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นทรงวินเทจฉายแววระยับราวกับเสือสาวที่กำลังจ้องมองเหยื่อติดกับ
“ธันย์...” พิมพ์รตาพึมพำชื่อนั้นออกมาเบาหวิว ความโกรธขึ้งเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความสับสนระคนคลื่นอารมณ์บางอย่างที่ตีรวนอยู่ในอก
ธนัชชาผละตัวออกจากเสา ก้าวเท้าช้าๆ เข้ามาใกล้สถาปนิกสาวทีละก้าว เสียงรองเท้าผ้าใบกระทบพื้นปูนดังเป็นจังหวะหนักแน่นสะท้อนก้องในความเงียบ กลิ่นน้ำหอมกลิ่นสะอาดสดชื่นเจือกลิ่นอายความเซอร์เฉพาะตัวลอยมาแตะจมูก ยิ่งทำให้หัวใจดวงน้อยของพิมพ์รตากระตุกวูบอย่างห้ามไม่อยู่
“ใช่... ฉันเองที่เป็นคนสั่งให้มีนแก้แปลนนั้น” ธนัชชาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มเรียบสนิท แต่ทรงพลังพอจะทำให้คนฟังหยุดหายใจได้ชั่วขณะ
“ทำไมคะ?” พิมพ์รตาเชิดหน้าขึ้น พยายามดึงความแข็งกร้าวกลับมากลบเกลื่อนความสั่นไหวในน้ำเสียง “ในเมื่อแปล0ณเดิมมันสมบูรณ์แบบอยู่แล้ว คุณมีสิทธิ์อะไรมาแก้โครงสร้างที่ฉันคำนวณมาเป็นแรมเดือนโดยไม่บอกฉันสักคำ!”
“เพราะคำว่า ‘สมบูรณ์แบบ’ ของเธอนั่นแหละ ที่มันกำลังจะฆ่าทีมนักแสดงบนเวทีของฉัน” ธนัชชาหยุดยืนประชิดตัว ห่างกันเพียงแค่เอื้อมมือ สรรพนามและระยะห่างทางกายภาพถูกบีบให้แคบลงจนแทบไม่มีอากาศหายใจ ผู้กำกับสาวก้มลงมองสถาปนิกตัวเล็กกว่าเล็กน้อย ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่กำลังไหวระริก “พิมพ์... เธออยู่ในห้องสี่เหลี่ยม คำนวณทุกอย่างตามตำราและตัวเลขบนหน้ากระดาษ แต่เธอไม่เคยลงมาดูหน้างานจริงเลยว่า น้ำหนักการลงน้ำหนักของนักแสดงตอนวิ่งทะยานขึ้นไปบนอัฒจันทร์นั้นมันทับซ้อนกับจุดรับแรงพอดีเป๊ะ ถ้าปล่อยไว้ตามแปลนเดิมของเธอ... พื้นเวทีพังแน่ และคนที่จะเจ็บตัวก็คือเด็กๆ ของฉัน”
คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กทุบลงกลางใจ พิมพ์รตาอ้าปากค้าง จะเถียงกลับแต่ก็ติดอยู่ที่ลำคอ ภาพเหตุการณ์ซ้อมใหญ่เมื่อวานลอยเข้ามาในหัว วินาทีที่ธนัชชาพุ่งตัวเข้าไปดึงตัวนักแสดงสาวออกมาก่อนที่ฉากจำลองจะทรุดตัวลงนิดๆ ทางมุมขวา... มันคือจุดเดียวกับที่เธอคำนวณคลาดเคลื่อนไปเพียงสิบเซนติเมตร!
“ฉัน... ฉัน...” พิมพ์รตาอึกอัก ความมั่นใจที่เคยมีพังทลายลงในพริบตา ความรู้สึกผิดตีตื้นขึ้นมาจุกอก น้ำตาคลอหน่วยด้วยความอับอายและตระหนักว่าตัวเองเกือบสร้างหายนะครั้งใหญ่ขึ้นมาจริงๆ
ธนัชชาเห็นท่าทีที่อ่อนลงของอีกฝ่าย แววตาดุดันเมื่อครู่ก็พลันอ่อนแสงลง ความแข็งกร้าวถูกแทนที่ด้วยความเห็นอกเห็นใจ มือเรียวสวยยกขึ้นปัดปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้มเนียนของพิมพ์รตาออกให้อย่างแผ่วเบา สัมผัสอุ่นๆ จากปลายนิ้วที่ปัดผ่านผิวแก้มทำเอาพิมพ์รตาสะดุ้งเฮือก หัวใจเต้นรัวแรงจนแทบกระเด็นออกมานอกอก
“ไม่ได้จะต่อว่าเพื่อให้เธอรู้สึกแย่นะคะ... พิมพ์” ธนัชชาลดเสียงลงให้ทุ้มนุ่มชวนฟังเป็นพิเศษ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดพวงแก้มแดงระเรื่อ “ที่ฉันต้องรีบแก้แบบเงียบๆ เพราะฉันไม่อยากให้คนอื่นมาเห็นจุดอ่อนของเธอ... และฉันก็ไม่อยากเห็นเธอนั่งร้องไห้โทษตัวเองในห้องทำงานตอนดึกๆ อีกด้วย”
“คุณ... รู้ได้ยังไงว่าฉันแอบร้องไห้...” พิมพ์รตาถามเสียงสั่น หัวใจดวงน้อยไหววับจนควบคุมไม่ได้ ความรู้สึกต่อต้านที่เคยมีมลายหายสิ้น เหลือเพียงความหวั่นไหวที่พุ่งทะยานขึ้นมาอย่างรุนแรง
“ก็เพราะฉันมองเธออยู่... ตลอดนั่นแหละค่ะ” ธนัชชาตอบหน้าตาเฉย แต่ประโยคกลับทรงพลังทำลายล้างความตั้งกำแพงของสถาปนิกสาวเสียราบคาบ
มีนตราที่ยืนลุ้นระทึกอยู่ห่างๆ แอบยกมือขึ้นปิดปากกลั้นยิ้มจนแก้มปริ ก่อนจะค่อยๆ ถอยหลังกรูดออกไปจากห้องควบคุมเงียบๆ อย่างรู้หน้าที่ ปล่อยให้พื้นที่ตรงนั้นเหลือเพียงแสงไฟสปอตไลท์สีนวลที่สาดส่องลงมาโอบกอดคนทั้งคู่ไว้ราวกับฉากในภาพยนตร์โรแมนติก
พิมพ์รตาเสมองไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาคู่นั้น พยายามรวบรวมเศษ ธุลีความเย่อหยิ่งที่เหลืออยู่มาตั้งรับ “ถึงยังไง... คุณก็ควรบอกฉันก่อน ไม่ใช่ทำพละการแบบนี้... ฉันเป็นหัวหน้านะคะ”
“ค่ะ ยอมรับว่าพละการ” ธนัชชาหัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างอารมณ์ดี ขยับตัวเข้ามาประชิดอีกนิดจนไหล่แทบชิดกัน “แต่ถ้าไม่ทำแบบนั้น เธอก็คงไม่ยอมลดทิฐิลงมาคุยกับฉันดีๆ แบบนี้หรอกจริงไหม... สถาปนิกคนเก่ง”
ใบหน้าของพิมพ์รตาร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ เธอรู้สึกเหมือนกำลังพ่ายแพ้ราบคาบให้กับผู้กำกับเวทีจอมเจ้าเล่ห์คนนี้ แต่แปลกเหลือเกิน... เธอกลับไม่ได้รู้สึกโกรธเลยสักนิด หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นเป็นจังหวะสามช่าที่ควบคุมไม่ได้ ยิ่งได้กลิ่นอายความอบอุ่นจากอ้อมกอดที่รายล้อม ยิ่งทำให้เธออยากจะเอนกายซบลงไปเสียตรงนั้น
ธนัชชาสังเกตเห็นประกายความไหวหวั่นในดวงตาคู่สวย รอยยิ้มเจ้าเล่ห์จางหายไป ถูกแทนที่ด้วยความจริงจังและลึกซึ้ง นิ้วเรียวยาวเอื้อมไปหยิบกระดาษแปลนฉบับปัญหานั้นออกจากมือของพิมพ์รตาเบาๆ แล้วม้วนเก็บมันไว้ข้างลำตัว ก่อนจะใช้มืออีกข้างเชยคางมนขึ้นให้สบตาตรงๆ
“เรื่องสถานะของเรา... และเรื่องเก่าๆ ที่ผ่านมา ฉันเคลียร์ชัดในใจนานแล้วนะคะ พิมพ์” เสียงทุ้มนุ่มเอמהกระซิบแผ่วเบาราวกับร่ายมนต์ “ตอนนี้... เหลือแค่ใจเธอนั่นแหละ ที่ยังปากแข็งไม่ยอมรับความจริงสักที ว่าแอบหวั่นไหวให้กับผู้กำกับคนนี้มานานเท่าไหร่แล้ว”
คำสารภาพที่พรั่งพรูออกมาอย่างไร้การปรุงแต่ง ทำเอาพิมพ์รตาแทบหยุดหายใจ ดวงตาคู่หวานเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง สมองขาวโพลนคิดคำพูดโต้แย้งไม่ออก ความรู้สึกที่พยายามกดทับเอาไว้ตลอดหลายเดือนพรั่งพรูทะลักออกมาจนกั้นไม่อยู่
ในจังหวะที่หัวใจของทั้งสองดวงกำลังเต้นตรงกันและขยับเข้าหากันทีละนิด ระยะห่างระหว่างริมฝีปากเหลือเพียงแค่คืบเดียว—
“พิมคะ! ธันย์! แย่แล้วค่ะ!”
เสียงตะโกนโหวเหวกโวยวายของเด็กฝึกงานทีมฉากดังลั่นพร้อมกับประตูห้องควบคุมที่ถูกผลักเปิดผางเข้ามาอย่างแรง พร้อมร่างของเด็กหนุ่มที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหยุดยืนหอบแฮกอยู่ตรงหน้า
“เกิดอะไรขึ้น!” ธนัชชาผละถอยหลังออกมาทันทีด้วยความเสียดาย นัยน์ตาคมตวัดมองลูกน้องด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะสำคัญ
“คือ... คือว่า... บนเวทีหลักตอนนี้... มีคนแปลกหน้ากลุ่มใหญ่บุกเข้ามา รื้อข้าวของกระจุยกระจายแถมยังประกาศกว่าจะรื้อเซ็ตฉากทั้งหมดทิ้งทันทีเลยครับ!”
พิมพ์รตาหน้าถอดสีทันที แปลนโครงสร้างที่เพิ่งเคลียร์กันเสร็จวิ่งวูบเข้ามาในหัว สมองสั่งการฉับไวว่านั่นคือภัยคุกคามครั้งใหญ่ที่สุดของโปรเจกต์นี้
หวังว่ารี้ดจะฟินกับตอนนี้และเตรียมใจรับมือความวุ่นวายในตอนหน้านะคะ ขอบคุณที่ติดตามค่ะ!
สถาปนิกสาวกับผู้กำกับเวทีคนคูล•ตอนที่ 10
ปรับความเข้าใจใต้แสงไฟสปอตไลท์
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสาวกับผู้กำกับเวทีคนคูล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!