สถาปนิกสาวกับผู้กำกับเวทีคนคูล•ตอนที่ 11

วันหยุดที่ไม่ได้หยุด

ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
"ถ้าคุณยังยืนกรานว่าจะเอาไม้พาเลทมือสองสภาพใกล้ผุพวกนี้มาทำเป็นโครงฉากหลัก ฉันขอเอาหัวเป็นประกันเลยค่ะว่างานเปิดม่านสัปดาห์หน้า เวทีของคุณได้พังครืนลงมากลางเพลงโซโล่ของนางเอกแน่ๆ" เสียงใสแต่เฉียบคมของพิมพ์รตาดังแทรกเสียงเจาะสว่านและเสียงเลื่อยไฟฟ้าในโกดังค้าส่งวัสดุก่อสร้างขนาดใหญ่ สถาปนิกสาวยืนกอดอก ใบหน้าเรียบตึงภายใต้แว่นตากลมกรอบทองฉายแววหงุดหงิดอย่างไม่ปิดบัง เส้นผมสีดำสนิทที่ถูกรวบเก็บไว้เป็นมวยเรียบร้อยเริ่มมีปอยผมหลุดลุ่ยเนื่องจากความชื้นและอากาศร้อนอบอ้าวของโกดัง แต่กระนั้นเธอก็ยังดูราวกับหลุดออกมาจากนิตยสารแฟชั่น มากกว่าจะมายืนเถียงกับผู้กำกับละครเวทีท่ามกลางฝุ่นไม้และกลิ่นสีทาบ้าน ธนัชชาถอนหายใจยาว ยอมวางแผ่นไม้อัดในมือลงแล้วหันมาเผชิญหน้า มือเรียวที่มักจะถือม้วนบทละครอยู่เสมอในเวลานี้กลับเปื้อนคราบฝุ่นสีขาว เธอสวมเสื้อเชิ้ตพับแขนลวกๆ กับกางเกงยีนส์เซอร์ๆ ที่ดูเท่จนสะดุดตา แต่ดวงตากลมโตคู่นั้นกำลังฉายแววระอาปนเอ็นดู "คุณพิมพ์คะ นี่มันโรงละครเวทีค่ะ ไม่ใช่ตึกระฟ้าที่มีวิศวกรคุมเข้มทุกตารางนิ้ว เราต้องการความดิบ ความสมจริง ความเซอร์ไพรส์ และที่สำคัญที่สุด... งบประมาณที่เราเหลืออยู่มันจำกัดจำเขี่ยจนฉันอยากจะร้องไห้เป็นสายเลือดอยู่แล้วค่ะ" ธนัชชาเดินเข้าไปใกล้ กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ กลิ่นสะอาดเจือจางด้วยกลิ่นเหงื่อจากการยกของโชยเข้าจมูกของพิมพ์รตาโดยไม่รู้ตัว "ถ้าเอาแต่ของเกรด A ตามแปลนเป๊ะๆ ของคุณ ฉันเกรงว่าฉากที่สองธนาคารอาจจะต้องล้มละลายจริงๆ ก่อนละครจะเล่นจบซะอีกนะคะ" พิมพ์รตาขยับแว่นเล็กน้อย ขยับถอยหลังไปครึ่งก้าวเมื่อระยะห่างระหว่างเธอกับผู้กำกับสาวจอมกวนเริ่มใกล้เกินความจำเป็น หัวใจเจ้ากรรมดันเต้นผิดจังหวะขึ้นมาดื้อๆ เพียงเพราะสบเข้ากับดวงตาพราวระยับคู่นั้น สมองส่วนเหตุผลพยายามร้องเตือนดังๆ ว่านี่คือ *ภัยคุกคาม* ต่อความสงบสุขในชีวิต แต่ร่างกายกลับจดจำสัมผัสและอุณหภูมิความร้อนรุ่มจากเหตุการณ์เมื่อค่ำวานนี้ได้อย่างแม่นยำ "งบประมาณไม่ใช่ข้ออ้างในการทำงานอย่างไร้มาตรฐานค่ะคุณธนัชชา" พิมพ์รตาเชิดหน้าขึ้น เลี่ยงการหลบตา "ถ้าคุณบอกว่ามันคือศิลปะ ความปลอดภัยก็คือรากฐานของศิลปะเช่นกันค่ะ ไม้พาเลทพวกนี้รับน้ำหนักนักแสดงไม่ได้หรอกนะคะ ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบคะ... คุณ หรือฉัน?" ธนัชชาหรี่ตาลง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปากอย่างรวดเร็ว เธอขยับเข้าไปใกล้กว่าเดิมจนพิมพ์รตาต้องเผลอถอยหลังไปชนกับกองกระสอบปูนซีเมนต์ด้านหลัง "ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจริงๆ... ฉันยอมให้คุณด่าฉันไปตลอดชีวิตการทำงานเลยค่ะ ยอมให้หักเงินเดือนด้วยเอ้า!" ธนัชชาโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ กระซิบด้วยน้ำเสียงนุ่มทุบหัวใจคนฟังจนแทบกระเด็นออกมานอกอก "แต่ถ้าฉันพิสูจน์ให้เห็นว่าไม้พวกนี้แหละ ถ้าเอามาจัดมุมดีๆ แล้วมันจะสวยดิบเท่เข้ากับคอนเซปต์ละครของเราแบบเป๊ะๆ... คุณต้องยอมเลี้ยงกาแฟฉันหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ ว่าไงคะ ตกลงไหมคุณสถาปนิกคนเก่ง?" พิมพ์รตากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก กลิ่นอายความเป็นผู้นำและความมั่นใจที่ล้นปรี่ของอีกฝ่ายทำให้เธอเผลอคล้อยตามได้ง่ายๆ อย่างน่าหงุดหงิด ใบหน้าที่อยู่ห่างกันแค่คืบทำให้เธอเห็นแพขนตางอนยาวและรอยเปื้อนฝุ่นจางๆ ที่แก้มเนียนใสของคนตรงหน้า ช่างเป็นผู้กำกับที่ไร้ระเบียบเอาเสียเลย แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า... มีเสน่ห์จนละสายตาไม่ได้จริงๆ "หนึ่งสัปดาห์มันน้อยไปค่ะ..." พิมพ์รตาแกล้งเชิดหน้าสวนกลับ ทั้งที่ใบหน้าร้อนผ่าวจนลามไปถึงใบหู "ถ้าคุณแพ้ คุณต้องเป็นคนช่วยฉันแก้แปลนโครงสร้างฉากทั้งหมดใหม่ด้วยตัวเอง ห้ามบ่ายเบี่ยง ห้ามส่งตัวแทน และห้ามทำหน้าบูดแบบนี้ด้วยค่ะ" ธนัชชาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะทุบลงกลางใจของสถาปนิกสาวจนเธอต้องรีบเบือนหน้าหนี "deal ค่ะ!" ผู้กำกับสาวยื่นมือเรียวที่เปื้อนฝุ่นออกมาตรงหน้า "งั้นเรามาพิสูจน์กันค่ะว่าวิสัยทัศน์ของสถาปนิกสายเป๊ะ หรือ เซนส์ของคนทำงานศิลป์แบบฉัน ใครจะชนะในวันหยุดที่ไม่ได้หยุดวันนี้นะคะ" พิมพ์รตามองมือคู่นั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือไปจับตอบ สัมผัสอุ่นจัดจากฝ่ามือของธนัชชาส่งผ่านความรู้สึกประหลาดเข้ามาในความนิ่งสงบที่เธียรสร้างไว้เสมอ แต่มือที่ตั้งใจจะจับแค่1วินาที กลับถูกอีกฝ่ายกระชับแน่นขึ้นเล็กน้อยด้วยความมันเขี้ยว หลังจากสงครามขนาดย่อมเรื่องไม้พาเลทจบลง ทั้งคู่ก็ต้องเดินเลือกซื้ออุปกรณ์ชิ้นอื่นๆ ต่อในโกดังขนาดมหึมา บรรยากาศการทำงานร่วมกันเต็มไปด้วยการปะทะฝีปากแบบทีเล่นทีจริง ธนัชชามักจะหยิบจับอะไรแปลกๆ ขึ้นมาทาบกับตัวแล้วหันมาทำหน้าล้อเลียนเพื่อเรียกรอยยิ้มจากพิมพ์รตา ส่วนพิมพ์รตาก็ทำหน้าที่เป็นเบรกมือคอยดึงสติและคำนวณสัดส่วนความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด แต่ทว่า ในทุกๆ เสียงถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่ายของสถาปนิกสาว กลับมีเสียงหัวเราะคิกคักหลุดลอดออกมาให้ได้ยินบ่อยครั้งกว่าที่ผ่านมาในชีวิตการทำงานทั้งหมด เวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งช่วงบ่ายแก่ๆ แดดร่มลมตก แสงสีส้มอ่อนสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างกระจกฝ้าของโกดังลงมาทาบทับร่างของทั้งสองคนที่กำลังช่วยกันยกม้วนเชือกมะนิลาและกระป๋องสีทาฉากมาไว้ที่ท้ายรถกระบะคันเก่าของธนัชชา พิมพ์รตาปาดเหงื่อที่หน้าผากด้วยหลังมือ หอบหายใจน้อยๆ ความเหนื่อยล้าเริ่มเล่นงานร่างกาย แต่ความรู้สึกอิ่มเอมใจลึกๆ กลับเด่นชัดเสียยิ่งกว่า เธอมองดูธนัชชาที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดระเบียบของหลังกระบะรถด้วยความคล่องแคล่ว ภาพผู้กำกับสาวติสต์แตกที่ใครๆ ต่างเกรงกลัวในกองถ่าย ตอนนี้กลับกลายมาเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำให้วันหยุดอันแสนน่าเบื่อของเธอกลายเป็นวันที่เต็มไปด้วยสีสัน "เหนื่อยไหมคะคุณสถาปนิก?" ธนัชชาหันมาถาม พร้อมกับยื่นขวดน้ำแร่เย็นจัดที่เพิ่งเปิดฝาแล้วส่งให้ พิมพ์รตารับมาด้วยความแปลกใจแต่ก็ยอมดื่มอึกใหญ่ ความเย็นชื่นใจช่วยบรรเทาความกระหายลงไปได้เยอะ "ก็... เหนื่อยกว่าที่คิดไว้เยอะค่ะ" พิมพ์รตาตอบตามตรง ดวงตาคู่สวยมองสำรวจสภาพเสื้อผ้าของตัวเองที่มีรอยเปื้อนฝุ่นและคราบสีติดอยู่ประปราย "ถ้าแม่ฉันมาเห็นสภาพฉันตอนนี้ คงคิดว่าลูกสาวหนีออกจากบ้านไปเป็นคนงานก่อสร้างแน่ๆ ค่ะ" ธนัชชาหัวเราะเสียงใส ดวงตาโค้งเป็นรูปเสี้ยวพระจันทร์ "งั้นเดี๋ยวฉันพาไปปลอบใจด้วยของอร่อยๆ ขา ะ ถือว่าเป็นการไถ่โทษที่ทำให้คุณต้องมารับกรรมลากไม้พาเลทหนักๆ ในวันหยุดแบบนี้นะคะ" พิมพ์รตากำลังจะอ้าปากปฏิเสธเพราะเกรงใจและอยากกลับไปเคลียร์งานต่อที่ห้อง แต่ทว่า เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อคลุมของเธอกลับดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน หน้าจอปรากฏชื่อสายเรียกเข้าที่ทำให้รอยยิ้มบนใบของพิมพ์รตาแข็งค้างไปในทันที... *คุณแม่* ธนัชชาชะงักมือที่กำลังปิดฝากระบะรถ เมื่อเห็นสีหน้าของพิมพ์รตาเปลี่ยนจากความผ่อนคลายกลายเป็นความเคร่งเครียดและซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด แววตาที่เคยฉายความมั่นใจและพยศนิดๆ กลับสั่นไหวราวกับเด็กน้อยที่กำลังทำความผิดมหันต์ต่อหน้าผู้ปกครอง พิมพ์รตากลืนก้อนสะอื้นในลำคอ มือเรียวที่ถือโทรศัพท์สั่นเทาเล็กน้อย เธอลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะกดรับสายด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับให้ราบเรียบที่สุด "ค่ะแม่..." พิมพ์รตากรอกเสียงลงไป โดยไม่ทันสังเกตเลยว่าธนัชชาได้เดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ใกล้ๆ จนแทบชิดด้านหลัง "พิมพ์อยู่ที่ไหนลูก? แม่บอกแล้วใช่ไหมว่าวันนี้ต้องไปงานเลี้ยงวันเกิดลูกคุณลุงวิชัย ทำไมยังไม่กลับคอนโดอีก หรือมัวแต่ไปคลุกอยู่กับพวกคนงานละครบ้าๆ บอๆ นั่น!" ปลายสายตวาดแว้ดเสียงดังทะลุออกมานอกลำโพงจนธนัชชาที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้ยินอย่างชัดเจนทุกถ้อยคำ พิมพ์รตาเม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ความรู้สึกอึดอัดและกดดันที่เธอพยายามหนีมาตลอดสัปดาห์พวยพุ่งกลับเข้ามาจู่โจมหัวใจในเสี้ยววินาที "พิมพ์ติดงานสำคัญค่ะแม่ พิมพ์เป็นสถาปนิก พิมพ์มีโปรเจกต์ที่ต้องรับผิดชอบ..." "งานละครเวทีไร้สาระพวกนั้นมันสำคัญกว่าหน้าตาทางสังคมของครอบครัวเราตรงไหน! รีบกลับมาเดี๋ยวนี้เลยนะพิมพ์รตา ไม่อย่างนั้นแม่จะจัดการทุกอย่างเอง!" สายถูกตัดตัดสินใจตัดไปอย่างไร้เยื่อใย ทิ้งให้พิมพ์รตานิ่งค้างอยู่กับความเงียบงัน ความรู้สึกพ่ายแพ้และน้ำตาที่รื้นขึ้นมาคลอเบ้าทำให้โลกทั้งใบพร่ามัวลงถนัดตา เธอเกลียดความอ่อนแอของตัวเองที่สุด เกลียดที่ต้องเป็นลูกสาวผู้แสนเชื่อฟังในกรอบของแม่เสมอมา แต่ก่อนที่หยาดน้ำตาหยดแรกจะร่วงหล่นลงมาสัมผัสแก้ม... ปลายนิ้วอุ่นจัดของใครบางคนก็เอื้อมมาแตะที่ปลายคางของเธออย่างแผ่วเบา บังคับให้พิมพ์รตาเงยหน้าขึ้นจากพื้นคอนกรีตเย็นเยียบ ธนัชชาไม่ได้พูดคำปลอบโยนหวานเลี่ยนใดๆ ออกมาเลยสักคำ แต่แววตาสีเข้มคู่นั้นกลับลึกซึ้งและจริงจังอย่างที่พิมพ์รตาไม่เคยเห็นมาก่อน เป็นสายตาที่บอกชัดเจนว่า *ฉันอยู่ตรงนี้* และ *เธอไม่ต้องแบกรับมันไว้คนเดียว* "ร้องไห้ทำไมคะ... ในเมื่อนี่มันคือ 'วันหยุดที่ไม่ได้หยุด' ของเราสองคน" ธนัชชากระซิบเสียงนุ่มชิดริมหู ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดข้างแก้ม ก่อนที่ริมฝีปากนุ่มจะโน้มลงมาประทับแผ่วเบาลงบนหน้าผากเนียนของเธอเพื่อปัดเป่าความทุกข์ระทมทั้งหมดให้หายวับไปในพริบตาเดียว — "ปล่อยให้เรื่องของคุณแม่เป็นเรื่องของอนาคตค่ะ เพราะตอนนี้... คนที่จะต้องรับผิดชอบหัวใจของคุณต่อจากนี้ไป คือฉันค่ะ" --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาเติมพลังใจให้เดซี่ริมทางเสมอนะคะ รักค่ะ 💕
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสาวกับผู้กำกับเวทีคนคูล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%