สถาปนิกสาวกับผู้กำกับเวทีคนคูล•ตอนที่ 12

ฝนตก รถติด และความลับในรถคันเล็ก

ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
“ถ้าคุณยังขับรถด้วยความเร็วเต่าลอยตัวแบบนี้ ฉันเกรงว่าโปรเจกต์มิลานพาวิลเลียนคงได้ไปเปิดตัวในชาติหน้าแทนที่จะเป็นปีหน้าค่ะ ผู้กำกับธนัชชา” น้ำเสียงติดจะประชดประชันนิดๆ ดังขึ้นท่ามกลางเสียงเม็ดฝนที่โหมกระหน่ำซัดสาดลงมากระทบกระจรกระจายเสียงดังทึบ ทัศนวิสัยบนทางด่วนยามเย็นกลายเป็นสีเทาทึบตัน ไฟเบรกสีแดงฉานทอดยาวเป็นสายสร้อยระยิบระยับไร้จุดสิ้นสุด รถอีโคคาร์คันจิ๋วของธนัชชาติดแหง็กอยู่เลนกลางราวกับถูกตรึงไว้ด้วยกาวตราช้าง ธนัชชาถอนหายใจเฮือกใหญ่ มือเรียวที่กำพวงมาลัยรถแน่นคลายออกนิดหน่อย ก่อนจะหันมามองสถาปนิกสาวตัวแม่ที่นั่งกอดอกหน้าตึงอยู่เบาะข้างๆ ใบหน้าคมคายภายใต้กรอบแว่นสายตาดูจริงจังจนน่าหมั่นไส้ “คุณพิมพ์รตาคะ กรุณาแยกแยะด้วยนะคะว่านี่คือถนนในกรุงเทพฯ ตอนฝนตก ไม่ใช่โมเดลจำลองในโปรแกรมออโตแคดที่คุณจะลากเส้นตรงแล้วพุ่งทะยานไปข้างหน้าได้ตามใจชอบ อยากถึงเร็วนักทำไมไม่กางปีกบินไปเองล่ะคะ” ธนัชชาย้อนกลับด้วยน้ำเสียงกวนประสาทไม่แพ้กัน ดวงตาคมกริบเหลือบมองคนข้างตัวที่ตอนนี้ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง “ฉันไม่ใช่คนไม่มีเหตุผลนะคะคุณธันย์ แต่เพราะแผนก ‘ความปลอดภัย’ ของคุณแท้ๆ ที่ทำให้เราต้องออกจากสตูดิโอช้าไปสิบนาที จนต้องมาติดแหง็กอยู่ตรงนี้” พิมพ์รตาหันขวับมาเอาเรื่อง ดวงตากลมโตฉายแววหงุดหงิดระคนเหนื่อยล้า “แล้วสิบนาทีที่หายไปนั่นคือเวลาที่ฉันควรจะได้กลับไปตรวจแปลนไฟนอลให้เรียบร้อยก่อนส่งบอร์ดบริหารพรุ่งนี้เช้า!” บรรยากาศในรถคันเล็กอบอวลไปด้วยความอึดอัดที่คุ้นเคย—ความอึดอัดแบบที่คนสองคนซึ่งนิสัยต่างกันสุดขั้วต้องมาติดอยู่ในพื้นที่จำกัดร่วมกัน เครื่องปรับอากาศในรถส่งเสียงหึ่งเบาๆ ตัดกับเสียงฝนด้านนอกที่ยังคงกระหน่ำไม่ขาดสาย แสงไฟนีออนจากป้ายโฆษณาข้างทางสาดส่องเข้ามาเป็นระยะ สะท้อนเงาใบหน้าของทั้งคู่ที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด ธนัชชาเงียบไปครู่หนึ่ง เธอดับเครื่องยนต์บางส่วนเพื่อประหยัดน้ำมันก่อนจะเอนหลังพิงเบาะ สายตาคมกวาดมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของสถาปนิกสาวที่ตอนนี้ดูอ่อนล้าลงอย่างเห็นได้ชัด ความเป๊ะ ความเนี้ยบ และมาดมั่นที่เคยมี ราวกับถูกความกดดันมหาศาลกัดกินทีละน้อยจนเหลือเพียงความเปราะบางที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง “เครียดขนาดนั้นเลยเหรอคะ” ธนัชชาเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบ น้ำเสียงไม่ได้กวนประสาทเหมือนทุกที แต่เจือด้วยความนุ่มนวลบางเบาที่ทำเอาพิมพ์รตาชะงักไป “เรื่องอะไรล่ะคะ” พิมพ์รตาตอบเสียงแข็ง หลบสายตาไปมองหยดน้ำฝนที่ไหลเป็นทางยาวบนกระจกหน้าต่าง “ทุกเรื่องนั่นแหละ... แปลนที่ไม่เคยพลาด งานที่ต้องสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือแม้แต่สายตาของคนที่บ้านคุณ ที่ฉันสัมผัสได้ทุกครั้งที่คุณพูดถึงโปรเจกต์นี้” คำพูดนั้นสะกิดใจพิมพ์รตาอย่างจัง ร่างเพรียวสะดุ้งน้อยๆ เธอนิ่งงงไปชั่วขณะ ก่อนจะหันกลับมามองผู้กำกับเวทีสาวด้วยแววตาที่ไหววับ “คุณรู้ได้ยังไง...” “ฉันเป็นผู้กำมานะคะคุณพิมพ์ หน้าที่ของฉันคือการอ่าน ‘คาแรกเตอร์’ และ ‘ปม’ ของตัวละครให้ออกก่อนจะนำเสนอflaw หรือความบกพร่องนั้นออกมาบนเวที” ธนัชชาหันมาสบตาตรงๆ แววตาคมคายคู่นั้นไม่มีร่องรอยของการล้อเล่นหลงเหลืออยู่เลย “แล้วคุณพิมพ์รตาในชีวิตจริงเนี่ย เล่นละครเก่งเสียยิ่งกว่านักแสดงในสังกัดฉันเสียอีก... เหนื่อยไหมคะกับการต้องแบกความคาดหวังของคนทั้งโลกไว้บนบ่าเรียวๆ คู่นั้น” คำถามนั้นเปรียบเสมือนกุญแจดอกเล็กๆ ที่ไขประตูห้องลับซึ่งพิมพ์รตาพยายามปิดตายมาตลอดชีวิต ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโดยสารอีกครั้ง มีเพียงเสียงฝนที่ยังคงโปรยปรายราวกับจะช่วยซัดความรู้สึกที่อัดอั้นในใจให้หลุดออกมา พิมพ์รตากลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก เปลือกตาสองข้างปิดลงชั่วครู่ก่อนจะลืมขึ้น ความมั่นใจและมาดสถาปนิกสาวมือหนึ่งมลายหายไป เหลือเพียงหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังแบกรับภูเขาแห่งความสมบูรณ์แบบไว้จนแทบหลังหัก “คุณไม่เข้าใจหันทัศนคติแบบคุณหรอกค่ะธันย์...” พิมพ์รตาเริ่มต้นด้วยเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย ก่อนจะผ่อนลมหายใจยาว “สำหรับคุณ ชีวิตคือเวที คุณจะทำพัง จะ improvising แค่ไหนก็ได้ เพราะมันคือศิลปะ แต่สำหรับฉัน... ตั้งแต่เด็กจนโต ฉันไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะทำเส้นดรอปผิดไปมิลลิเมตรเดียว” ธนัชชานั่งฟังเงียบๆ ไม่ขัดจังหวะ ปล่อยให้สถาปนิกสาวได้ระบายสิ่งที่อัดอั้นมาเนิ่นนาน “คุณแม่เป็นสถาปนิกอาวุโส ส่วนคุณพ่อเป็นวิศวกรโครงสร้าง... บ้านเราไม่มีคำว่า ‘เกือบดี’ หรือ ‘พยายามแล้วนะ’ ค่ะ มีแต่คำว่า ‘สมบูรณ์แบบ’ หรือ ‘ความล้มเหลว’ แปลนแรกในชีวิตที่ฉันวาดตอนอายุเจ็ดขวบ ถูกขีดฆ่าด้วยปากกาแดงจนพรุน เพราะเส้นมันเอียงไปสององศา ท่านบอกว่าถ้าแค่นี้ยังตรงไม่ได้ ฉันก็ไม่มีวันยืนหยัดอยู่ในวงการนี้ได้หรอก” น้ำใสๆเอ่อคลอขึ้นที่หน่วยตาคมของพิมพ์รตา แต่เธอไม่มีวันยอมปล่อยให้มันไหลลงมาประจานความอ่อนแอเด็ดขาด หญิงสาวเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย พยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น “ทุกโปรเจกต์ที่ฉันทำ ทุกเส้นที่ฉันลาก มันไม่ใช่แค่การออกแบบตึกนะคะธันย์... แต่มันคือการพิสูจน์ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่าฉันดีพอ ที่จะใช้นามสกุลเดียวกับพวกท่าน ฉันกลัว... กลัวความผิดพลาด กลัวว่าถ้าฉันพลาดแม้แต่นิดเดียว โลกที่ฉันสร้างมาทั้งชีวิตมันจะพังทลายลงมา” น้ำเสียงที่สั่นเทาเล็กน้อยในตอนท้าย ทำให้ธนัชชาใจกระตุกวูบ ความรู้สึกพยศ ปากเก่ง และท่าทีเชือดเฉือนเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเห็นอกเห็นใจที่เอ่อล้นจนจุกอก ผู้กำกับสาวขยับตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ผสมกับความชื้นจากฝนข้างนอกลอยแตะจมูก ธนัชชาเอื้อมมือไปแตะหลังมือบางที่วางกำแน่นอยู่บนตักของพิมพ์รตาอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่อบอุ่นและจริงใจทำให้อีกฝ่ายสะดุ้งเล็กน้อยแต่ไม่ได้ชักมือหนี “มันไม่ผิดหรอกนะคะพิมพ์... ที่คุณจะเหนื่อย” ธนัชชากระซิบเสียงนุ่ม ทุบทำลายกำแพงความแข็งกร้าวที่พิมพ์รตาสร้างขึ้นมานานปีจนหมดสิ้น “การที่คุณเก่งและเพอร์เฟกต์ได้ขนาดนี้ มันแปลว่าคุณเก่งมากๆ แล้วค่ะ แต่จำไว้นะคะ... ในโลกความเป็นจริง ตึกอาจจะต้องใช้เสาเข็มที่แข็งแรงเพื่อรับน้ำหนัก แต่หัวใจของคนเรา... มันไม่ต้องแบกรับอะไรขนาดนั้นก็ได้” พิมพ์รตาหันมามองหน้าธนัชชา ระยะห่างระหว่างกันในรถคันเล็กนี้ใกล้เสียจนลมหายใจอุ่นๆ รดรินเข้าหากัน ดวงตากลมโตที่คลอหน่วยด้วยหยาดน้ำตา สะท้อนภาพใบหน้าของผู้กำกับสาวที่มองมาด้วยสายตาที่อบอุ่นและลึกซึ้งเกินกว่าจะหาได้จากใคร หัวใจของสถาปนิกสาวเต้นรัว ไม่ใช่เพราะความกลัวหรือความกดดันแบบเดิมอีกต่อไป แต่มันเต้นเพราะความรู้สึกบางอย่างที่กำลังพังทะลายโครงสร้างเหตุผลทั้งหมดที่เธอเคยยึดถือ ธนัชชายื่นมืออีกข้างขึ้นเกลี่ยปอยผมที่คลอเคลียแก้มเนียนของพิมพ์รตาอย่างทะนุถนอม นิ้วเรียวสัมผัสเบาๆ ที่พวงแก้มใส ปัดหยาดน้ำตาที่หลุดรอดออกมาเม็ดหนึ่งอย่างเบามือที่สุด สายตาของทั้งคู่ประสานกันนิ่งนาน ราวกับโลกภายนอกที่ฝนตกและรถติดได้หยุดหมุนลงไปชั่วขณะ “ถ้าคุณเหนื่อยนัก... ให้ฉันช่วยแบกแปลนชีวิตของคุณสักครึ่งหนึ่งดีไหมคะ” ธนัชชาเอמהเสียงกระซิบพร่าเลือนริมฝีปากขยับเข้าใกล้จนเกือบจะชิด “หรือถ้าเส้นทางมันยากเกินไป... พักมาซบไหล่คนไม่เอาถ่านคนนี้ดูก่อนก็ได้นะคะ” พิมพ์รตากลั้นหายใจ หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ความใกล้ชิดนี้มันอันตรายเกินไป อันตรายต่อหัวใจที่เคยถูกปิดตายของเธอเสียเหลือเกิน เธอกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำตอบบางอย่างออกไป— *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* เสียงเคาะกระจกรถจากด้านนอกดังขึ้นอย่างกะทันหัน ทำเอาทั้งคู่สะดุ้งโหยงผละออกจากกันแทบไม่ทัน ธนัชชาหันขวับไปมองด้วยความตกใจ ก่อนดวงตาจะเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยดีผ่านกระจกฝ้าที่เปียกปอนไปด้วยหยาดน้ำฝน มีนตรา โปรดิวเซอร์สาวเพื่อนสนิทตัวแสบ กำลังยืนยิ้มแป้นถือร่มคันใหญ่อยู่ข้างรถ พร้อมกับเคาะกระจกเรียกซ้ำด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์ พิมพ์รตาหน้าถอดสี รีบยกมือขึ้นปาดน้ำตาบนแก้มลวกๆ หัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม “ยัยมีนมาได้ยังไงเนี่ย!” ธนัชชาอุทานออกมาเบาๆ อย่างหัวเสีย เมื่อเห็นเพื่อนสนิทตัวดีของเธอเปิดประตูหลังรถเข้ามาเองหน้าตาเฉย พร้อมกับหอบถุงกาแฟร้อนและขนมเข้ามาเต็มไม้เต็มมือ “อ้าว! ติดฝนอยู่ตรงนี้เหมือนกันเหรอพวกเธอ นึกว่าขับเลยไปสวรรค์ชั้นเจ็ดกันแล้วซะอีก หน้าแดงเชียวนะยะยัยพิมพ์!” มีนตราเอ่ยแซวเสียงดังลั่นรถ ทำลายบรรยากาศซาบซึ้งตรึงใจเมื่อครู่จนราบเป็นหน้ากลอง ขณะที่พิมพ์รตานั่งตัวเกร็ง หลบสายตาแทบไม่ทัน **โปรดติดตามตอนต่อไป...** *(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะเวียนมาเดินเคียงข้างกันในทุกสายฝนนะคะ หวังว่าจะชอบโมเมนต์อบอุ่นหัวใจนี้ค่ะ!)* — **ดอกเดซี่ริมทาง**
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสาวกับผู้กำกับเวทีคนคูล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%