“คุณคิดจริงๆ เหรอคะว่าการเซ็นเอกสารพวกนี้ จะช่วยให้คุณหลุดพ้นจากพันธนาการของครอบครัวได้”
เสียงของนลินดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในห้องทำงานกว้างขวางของศิลา บรรยากาศภายในห้องเย็นเยียบจนแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง หญิงสาวในชุดเดรสสีแดงเพลิงก้าวเข้ามาหยุดอยู่หน้าโต๊ะทำงานไม้โอ๊คตัวใหญ่ เธอวางถ้วยกาแฟลงโดยไม่รอคำอนุญาต ดวงตาคู่คมจ้องมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานด้วยสายตาที่ซ่อนความกดดันเอาไว้
ศิลาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง เขาเพียงแค่ตวัดปากกาลงบนกระดาษเอกสารฉบับสุดท้ายด้วยท่าทางราบเรียบ ก่อนจะปิดแฟ้มเสียงดังสนั่น
“มันเป็นเรื่องของธุรกิจครับ... อ้อ ขอโทษที ผมหมายถึง เป็นเรื่องของงาน นลิน” ศิลาแก้ไขคำพูดทันควัน แววตาของเขาเรียบเฉย ทว่าหากมองให้ลึกไปกว่านั้น จะพบความว่างเปล่าที่ก่อตัวขึ้นราวกับพายุเงียบๆ ที่กำลังกัดกินหัวใจ
“คุณเปลี่ยนไปนะศิ” นลินแค่นยิ้ม มุมปากของเธอสั่นระริกด้วยความโกรธที่ถูกปฏิเสธทางสายตา “ตั้งแต่นังผู้หญิงคนนั้นเข้ามา... สถาปนิกกระจอกๆ ที่วันๆ เอาแต่ขีดเขียนเส้นสายบนกระดาษ คุณลืมไปแล้วหรือไงว่าใครกันแน่ที่ยืนเคียงข้างคุณในวันที่คุณไม่มีอะไรเลย”
ศิลาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาร่างของเขาบดบังแสงไฟบนเพดานจนเกิดเป็นเงาดำมืดทาบทับลงบนโต๊ะ เขาไม่ได้โต้ตอบด้วยอารมณ์ แต่ความนิ่งเงียบของเขานี่เองที่น่ากลัวกว่าการตะโกนด่าทอ
“รินรดาไม่ใช่สิ่งของที่คุณจะมาตัดสินได้ และบริษัทนี้... ผมสร้างมาด้วยมือตัวเอง ไม่ใช่ด้วยการแต่งงานที่ไร้หัวใจ”
นลินถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ความมั่นใจที่เคยมีเริ่มสั่นคลอนเมื่อเห็นแววตาของชายตรงหน้า—แววตาที่กำลังโหยหาบางอย่างที่เธอไม่สามารถมอบให้ได้ ต่อให้เธอจะมีสมบัติมากมายหรืออำนาจล้นฟ้าก็ตาม
หลังจากนลินเดินกระทืบเท้าออกไปจากห้อง ความเงียบที่ถาโถมเข้ามากลับยิ่งทำให้ศิลาหายใจไม่ออก เขาเดินไปที่หน้าต่างบานใหญ่ มองออกไปเห็นเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยแสงไฟระยิบระยับ แต่มันกลับดูหม่นหมองไร้สีสันในสายตาเขา
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดดูข้อความสุดท้ายที่รินรดาส่งมาเมื่อหลายวันก่อน... *‘วันนี้ขอบคุณนะคะ’* สั้นๆ ง่ายๆ แต่มันกลับทำให้เขารู้สึกเหมือนมีใครมาบีบหัวใจไว้แน่น รินรดาเลือกที่จะถอยห่างหลังจากเกิดเรื่องวุ่นวาย ความเนี้ยบ ความเย่อหยิ่งที่เธอเคยมี คือเกราะป้องกันตัวที่เธอกางกั้นไว้ไม่ให้ใครข้ามผ่าน รวมถึงเขาด้วย
ในขณะเดียวกัน ที่ห้องพักหรูใจกลางเมือง รินรดากำลังนั่งอยู่บนโซฟาสีครีม แสงจากโคมไฟสลัวๆ ตกกระทบลงบนแบบร่างสถาปัตยกรรมที่วางระเกะระกะอยู่ตรงหน้า แต่ทว่าสมาธิของเธอกลับแตกซ่านไปหมด
“คนโกหก...” เธอพึมพำเบาๆ กับตัวเอง พลางนึกถึงแววตาของศิลาในวันที่เขาบอกว่าเขาเลือกทางเดินของตัวเองได้
เธอวางดินสอลง ความเหงาไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว แต่มันคือความว่างเปล่าที่ค่อยๆ แทรกซึมผ่านรอยร้าวในใจต่างหาก ที่ผ่านมาเธอคิดว่าการอยู่คนเดียวคือความปลอดภัย คืออิสรภาพ แต่เมื่อนึกถึงอ้อมกอดอุ่นๆ และสัมผัสที่แผ่วเบาของศิลาในคืนที่ฝนตกหนัก เธอถึงได้ตระหนักว่า โลกของเธอมันช่างไร้เงา... ไร้ซึ่งร่องรอยของใครสักคนที่เธอกล้าจะฝากใจไว้
รินรดาเดินไปที่ระเบียง ลมหนาวปะทะเข้ากับใบหน้าเนียนละเอียด เธอหลับตาลง ภาพของศิลาชัดเจนขึ้นในห้วงคำนึง รอยยิ้มที่เขาให้เธอเพียงคนเดียว สายตาที่บ่งบอกว่าเขาเหนื่อยล้าเพียงใดกับการต้องเป็นซีอีโอที่ไร้ความรู้สึก
‘ศิ... คุณจะรู้ไหมว่าฉันเองก็เจ็บปวดไม่ต่างกัน’
เธอตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา นิ้วเรียวสั่นเทาขณะกดเข้าชื่อของเขา ความลังเลในใจปะทะกับความโหยหาอย่างรุนแรง เธอไม่อยากเป็นเพียงผู้หญิงที่เขาคอยดูแล แต่เธออยากเป็นโลกที่เขาสามารถถอดหน้ากากวางความเหนื่อยล้าไว้ข้างๆ กัน
แต่ก่อนที่นิ้วของเธอจะกดปุ่มโทรออก เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างหนักหน่วง ผิดวิสัยของคอนโดหรูที่มีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนา
รินรดาขมวดคิ้ว ลุกขึ้นยืนอย่างระแวดระวัง เธอเดินไปที่หน้าประตูผ่านช่องตาแมว หัวใจของเธอหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ทันทีที่เห็นร่างสูงที่เปียกปอนไปด้วยหยาดฝนที่จู่ๆ ก็ตกลงมาอย่างหนักในยามค่ำคืน ศิลายืนอยู่ตรงนั้น... สภาพของเขาดูไม่ได้เลย เสื้อเชิ้ตสีขาวแนบเนื้อ ผมที่เคยจัดทรงเปียกชุ่มลู่ลงมาปกใบหน้า
เธอปลดล็อกประตูทันที
“ศิ! คุณมาทำไม... แล้วนี่ไปโดนอะไรมาคะ!”
ศิลาไม่ตอบ เขาก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นฝนและกลิ่นน้ำหอมประจำตัวของเขาที่เธอคุ้นเคยฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง เขามองเธอด้วยสายตาที่ลึกล้ำจนรินรดารู้สึกเหมือนถูกดึงดูดเข้าไปในห้วงมหาสมุทร เขายกมือขึ้นสัมผัสแก้มของเธอแผ่วเบา ปลายนิ้วของเขาเย็นเฉียบ ทว่ากลับทำให้อุณหภูมิในร่างกายของเธอดังพุ่งสูงขึ้น
“ผมทนไม่ไหวแล้วริน...” เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครือ “ผมพยายามจะอยู่ในโลกที่ไม่มีคุณ แต่มันไม่มีที่ไหนเลยที่ผมจะหายใจได้สะดวก”
รินรดาตัวแข็งทื่อ คำพูดของเขาทำให้กำแพงที่เธอก่อขึ้นพังทลายลงในพริบตา เธอสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดและความจริงใจที่หลั่งไหลออกมาจากสายตาคู่นั้น
“ศิคะ... คุณไม่ควรมาที่นี่ ในตอนที่...”
“ในตอนที่ทุกอย่างกำลังจะพังน่ะเหรอ?” ศิลาขัดขึ้น พร้อมกับรวบตัวเธอเข้าไปในอ้อมกอดแน่นราวกับกลัวว่าเธอจะหายไป “ถ้าโลกของผมจะต้องพัง ผมก็ขอให้มันพังไปพร้อมกับคุณ”
รินรดาซบหน้าลงกับอกแกร่ง ความอบอุ่นจากร่างกายของเขากำลังเยียวยาทุกความอ้างว้าง แต่ในวินาทีที่เธอกำลังจะปล่อยใจให้ไหลไปกับความรัก เสียงโทรศัพท์ของศิลาที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เขาดึงมันออกมาดู หน้าจอโชว์ชื่อของ ‘นลิน’ ที่โทรเข้ามาซ้ำๆ ไม่หยุด
เขากำลังจะกดตัดสาย แต่แล้วเขาก็ชะงักไปเมื่อเห็นข้อความแจ้งเตือนที่เด้งขึ้นมาบนหน้าจอเดียวกันนั้น... มันเป็นรูปถ่ายของรินรดาที่กำลังยืนอยู่ที่ระเบียงห้องนี้เมื่อห้านาทีก่อน พร้อมกับข้อความที่ส่งมาจากเบอร์แปลกหน้าว่า *‘ถ้าอยากให้เธอปลอดภัย อย่าลืมสิ่งที่สัญญาไว้กับครอบครัวนลิน’*
ลมหายใจของศิลาสะดุดลง เขามองหน้ารินรดาที่ยังคงกอดเขาไว้ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจ ความเงียบมรณะก่อตัวขึ้นทันที และรินรดาที่เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ ก็เงยหน้าขึ้นมามองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
“ศิคะ... มีอะไรหรือเปล่า”
ศิลาสูดลมหายใจลึก เขาจะทำอย่างไรเมื่อทางเลือกหนึ่งคือชีวิตของหญิงสาวที่เขารักที่สุด กับอีกทางหนึ่งคือภาระที่เขาสามารถทำลายชีวิตของเธอได้เพียงแค่เขาก้าวเดินออกไปจากประตูบานนี้
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้ละอองดาวเดือนเก้ามาโดยตลอดนะคะ
เพรงจันทร์รัญจวนใจ•ตอนที่ 32
โลกที่ไร้เงาของกันและกัน
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพรงจันทร์รัญจวนใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!