เพรงจันทร์รัญจวนใจ•ตอนที่ 32

โลกที่ไร้เงาของกันและกัน

ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
“คุณคิดจริงๆ เหรอคะว่าการเซ็นเอกสารพวกนี้ จะช่วยให้คุณหลุดพ้นจากพันธนาการของครอบครัวได้” เสียงของนลินดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในห้องทำงานกว้างขวางของศิลา บรรยากาศภายในห้องเย็นเยียบจนแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง หญิงสาวในชุดเดรสสีแดงเพลิงก้าวเข้ามาหยุดอยู่หน้าโต๊ะทำงานไม้โอ๊คตัวใหญ่ เธอวางถ้วยกาแฟลงโดยไม่รอคำอนุญาต ดวงตาคู่คมจ้องมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานด้วยสายตาที่ซ่อนความกดดันเอาไว้ ศิลาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง เขาเพียงแค่ตวัดปากกาลงบนกระดาษเอกสารฉบับสุดท้ายด้วยท่าทางราบเรียบ ก่อนจะปิดแฟ้มเสียงดังสนั่น “มันเป็นเรื่องของธุรกิจครับ... อ้อ ขอโทษที ผมหมายถึง เป็นเรื่องของงาน นลิน” ศิลาแก้ไขคำพูดทันควัน แววตาของเขาเรียบเฉย ทว่าหากมองให้ลึกไปกว่านั้น จะพบความว่างเปล่าที่ก่อตัวขึ้นราวกับพายุเงียบๆ ที่กำลังกัดกินหัวใจ “คุณเปลี่ยนไปนะศิ” นลินแค่นยิ้ม มุมปากของเธอสั่นระริกด้วยความโกรธที่ถูกปฏิเสธทางสายตา “ตั้งแต่นังผู้หญิงคนนั้นเข้ามา... สถาปนิกกระจอกๆ ที่วันๆ เอาแต่ขีดเขียนเส้นสายบนกระดาษ คุณลืมไปแล้วหรือไงว่าใครกันแน่ที่ยืนเคียงข้างคุณในวันที่คุณไม่มีอะไรเลย” ศิลาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาร่างของเขาบดบังแสงไฟบนเพดานจนเกิดเป็นเงาดำมืดทาบทับลงบนโต๊ะ เขาไม่ได้โต้ตอบด้วยอารมณ์ แต่ความนิ่งเงียบของเขานี่เองที่น่ากลัวกว่าการตะโกนด่าทอ “รินรดาไม่ใช่สิ่งของที่คุณจะมาตัดสินได้ และบริษัทนี้... ผมสร้างมาด้วยมือตัวเอง ไม่ใช่ด้วยการแต่งงานที่ไร้หัวใจ” นลินถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ความมั่นใจที่เคยมีเริ่มสั่นคลอนเมื่อเห็นแววตาของชายตรงหน้า—แววตาที่กำลังโหยหาบางอย่างที่เธอไม่สามารถมอบให้ได้ ต่อให้เธอจะมีสมบัติมากมายหรืออำนาจล้นฟ้าก็ตาม หลังจากนลินเดินกระทืบเท้าออกไปจากห้อง ความเงียบที่ถาโถมเข้ามากลับยิ่งทำให้ศิลาหายใจไม่ออก เขาเดินไปที่หน้าต่างบานใหญ่ มองออกไปเห็นเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยแสงไฟระยิบระยับ แต่มันกลับดูหม่นหมองไร้สีสันในสายตาเขา เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดดูข้อความสุดท้ายที่รินรดาส่งมาเมื่อหลายวันก่อน... *‘วันนี้ขอบคุณนะคะ’* สั้นๆ ง่ายๆ แต่มันกลับทำให้เขารู้สึกเหมือนมีใครมาบีบหัวใจไว้แน่น รินรดาเลือกที่จะถอยห่างหลังจากเกิดเรื่องวุ่นวาย ความเนี้ยบ ความเย่อหยิ่งที่เธอเคยมี คือเกราะป้องกันตัวที่เธอกางกั้นไว้ไม่ให้ใครข้ามผ่าน รวมถึงเขาด้วย ในขณะเดียวกัน ที่ห้องพักหรูใจกลางเมือง รินรดากำลังนั่งอยู่บนโซฟาสีครีม แสงจากโคมไฟสลัวๆ ตกกระทบลงบนแบบร่างสถาปัตยกรรมที่วางระเกะระกะอยู่ตรงหน้า แต่ทว่าสมาธิของเธอกลับแตกซ่านไปหมด “คนโกหก...” เธอพึมพำเบาๆ กับตัวเอง พลางนึกถึงแววตาของศิลาในวันที่เขาบอกว่าเขาเลือกทางเดินของตัวเองได้ เธอวางดินสอลง ความเหงาไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว แต่มันคือความว่างเปล่าที่ค่อยๆ แทรกซึมผ่านรอยร้าวในใจต่างหาก ที่ผ่านมาเธอคิดว่าการอยู่คนเดียวคือความปลอดภัย คืออิสรภาพ แต่เมื่อนึกถึงอ้อมกอดอุ่นๆ และสัมผัสที่แผ่วเบาของศิลาในคืนที่ฝนตกหนัก เธอถึงได้ตระหนักว่า โลกของเธอมันช่างไร้เงา... ไร้ซึ่งร่องรอยของใครสักคนที่เธอกล้าจะฝากใจไว้ รินรดาเดินไปที่ระเบียง ลมหนาวปะทะเข้ากับใบหน้าเนียนละเอียด เธอหลับตาลง ภาพของศิลาชัดเจนขึ้นในห้วงคำนึง รอยยิ้มที่เขาให้เธอเพียงคนเดียว สายตาที่บ่งบอกว่าเขาเหนื่อยล้าเพียงใดกับการต้องเป็นซีอีโอที่ไร้ความรู้สึก ‘ศิ... คุณจะรู้ไหมว่าฉันเองก็เจ็บปวดไม่ต่างกัน’ เธอตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา นิ้วเรียวสั่นเทาขณะกดเข้าชื่อของเขา ความลังเลในใจปะทะกับความโหยหาอย่างรุนแรง เธอไม่อยากเป็นเพียงผู้หญิงที่เขาคอยดูแล แต่เธออยากเป็นโลกที่เขาสามารถถอดหน้ากากวางความเหนื่อยล้าไว้ข้างๆ กัน แต่ก่อนที่นิ้วของเธอจะกดปุ่มโทรออก เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างหนักหน่วง ผิดวิสัยของคอนโดหรูที่มีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนา รินรดาขมวดคิ้ว ลุกขึ้นยืนอย่างระแวดระวัง เธอเดินไปที่หน้าประตูผ่านช่องตาแมว หัวใจของเธอหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ทันทีที่เห็นร่างสูงที่เปียกปอนไปด้วยหยาดฝนที่จู่ๆ ก็ตกลงมาอย่างหนักในยามค่ำคืน ศิลายืนอยู่ตรงนั้น... สภาพของเขาดูไม่ได้เลย เสื้อเชิ้ตสีขาวแนบเนื้อ ผมที่เคยจัดทรงเปียกชุ่มลู่ลงมาปกใบหน้า เธอปลดล็อกประตูทันที “ศิ! คุณมาทำไม... แล้วนี่ไปโดนอะไรมาคะ!” ศิลาไม่ตอบ เขาก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นฝนและกลิ่นน้ำหอมประจำตัวของเขาที่เธอคุ้นเคยฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง เขามองเธอด้วยสายตาที่ลึกล้ำจนรินรดารู้สึกเหมือนถูกดึงดูดเข้าไปในห้วงมหาสมุทร เขายกมือขึ้นสัมผัสแก้มของเธอแผ่วเบา ปลายนิ้วของเขาเย็นเฉียบ ทว่ากลับทำให้อุณหภูมิในร่างกายของเธอดังพุ่งสูงขึ้น “ผมทนไม่ไหวแล้วริน...” เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครือ “ผมพยายามจะอยู่ในโลกที่ไม่มีคุณ แต่มันไม่มีที่ไหนเลยที่ผมจะหายใจได้สะดวก” รินรดาตัวแข็งทื่อ คำพูดของเขาทำให้กำแพงที่เธอก่อขึ้นพังทลายลงในพริบตา เธอสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดและความจริงใจที่หลั่งไหลออกมาจากสายตาคู่นั้น “ศิคะ... คุณไม่ควรมาที่นี่ ในตอนที่...” “ในตอนที่ทุกอย่างกำลังจะพังน่ะเหรอ?” ศิลาขัดขึ้น พร้อมกับรวบตัวเธอเข้าไปในอ้อมกอดแน่นราวกับกลัวว่าเธอจะหายไป “ถ้าโลกของผมจะต้องพัง ผมก็ขอให้มันพังไปพร้อมกับคุณ” รินรดาซบหน้าลงกับอกแกร่ง ความอบอุ่นจากร่างกายของเขากำลังเยียวยาทุกความอ้างว้าง แต่ในวินาทีที่เธอกำลังจะปล่อยใจให้ไหลไปกับความรัก เสียงโทรศัพท์ของศิลาที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เขาดึงมันออกมาดู หน้าจอโชว์ชื่อของ ‘นลิน’ ที่โทรเข้ามาซ้ำๆ ไม่หยุด เขากำลังจะกดตัดสาย แต่แล้วเขาก็ชะงักไปเมื่อเห็นข้อความแจ้งเตือนที่เด้งขึ้นมาบนหน้าจอเดียวกันนั้น... มันเป็นรูปถ่ายของรินรดาที่กำลังยืนอยู่ที่ระเบียงห้องนี้เมื่อห้านาทีก่อน พร้อมกับข้อความที่ส่งมาจากเบอร์แปลกหน้าว่า *‘ถ้าอยากให้เธอปลอดภัย อย่าลืมสิ่งที่สัญญาไว้กับครอบครัวนลิน’* ลมหายใจของศิลาสะดุดลง เขามองหน้ารินรดาที่ยังคงกอดเขาไว้ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจ ความเงียบมรณะก่อตัวขึ้นทันที และรินรดาที่เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ ก็เงยหน้าขึ้นมามองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม “ศิคะ... มีอะไรหรือเปล่า” ศิลาสูดลมหายใจลึก เขาจะทำอย่างไรเมื่อทางเลือกหนึ่งคือชีวิตของหญิงสาวที่เขารักที่สุด กับอีกทางหนึ่งคือภาระที่เขาสามารถทำลายชีวิตของเธอได้เพียงแค่เขาก้าวเดินออกไปจากประตูบานนี้ ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้ละอองดาวเดือนเก้ามาโดยตลอดนะคะ
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพรงจันทร์รัญจวนใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%