“คุณกำลังจะบอกว่า ความสัมพันธ์ของเรา... คือความผิดพลาดงั้นเหรอคะริน?”
น้ำเสียงของศิลาทุ้มต่ำ ทว่าแฝงไว้ด้วยรอยร้าวที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ เขาไม่ได้ตะคอก ไม่ได้แสดงอาการโกรธเกรี้ยว แต่แววตาคมกริบดั่งเหยี่ยวที่เฝ้ามองเหยื่อกลับวูบไหวลงอย่างน่าใจหาย มือหนาของเขาที่เคยวางอยู่บนโต๊ะทำงานไม้โอ๊คค่อยๆ กำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดนูน
รินรดาเบือนหน้าหนี ภาพร่างสูงสง่าในชุดสูทสั่งตัดเนี้ยบกริบที่มักจะดูน่าเกรงขามเสมอในสายตาเธอ บัดนี้กลับดูอ่อนล้าอย่างน่าประหลาด เธอสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นน้ำหอมบุรุษจางๆ ที่คุ้นเคยยังคงอบอวลอยู่รอบตัว แต่มันกลับทำให้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตีรวนอยู่ในอก
“รินไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นค่ะคุณศิ” เธอกลืนก้อนสะอื้นลงคอ พยายามรักษาน้ำเสียงให้มั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้ “รินแค่... รู้สึกว่าเรากำลังถลำลึกเกินไป ในขณะที่รอบตัวคุณมีแต่ไฟที่พร้อมจะเผาไหม้ทุกอย่าง โดยเฉพาะนลิน... และภาระทางธุรกิจที่คุณแบกอยู่”
ศิลายันกายลุกขึ้นจากเก้าอี้หนังราคาแพง เขาเดินอ้อมโต๊ะมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ กลิ่นอายความอบอุ่นที่เธอเคยหลงใหลบัดนี้กลายเป็นกำแพงที่กดดันจนเธอแทบหายใจไม่ออก เขายื่นมือหมายจะแตะปลายคางมนของเธอ แต่รินรดาขยับถอยหลังโดยอัตโนมัติ การปฏิเสธนั้นเหมือนคมมีดที่กรีดลงบนความรู้สึกของคนทั้งคู่
“ผมจัดการทุกอย่างได้ ผมบอกคุณกี่ครั้งแล้วว่าอย่าไปฟังคำพูดใคร” เขาเน้นเสียงต่ำ
“ถ้าจัดการได้จริงๆ ทำไมรินถึงยังต้องเป็นคนนอกที่ถูกจับจ้องล่ะคะ?” รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงตาคู่สวยของเธอคลอไปด้วยหยาดน้ำใส “ความรักที่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ หรือต้องยอมรับความเจ็บปวดจากการถูกเหยียดหยาม... รินพอแล้วค่ะศิ รินเหนื่อยเหลือเกิน”
ศิลาเงียบไปครู่ใหญ่ เขาสบตาเธอราวกับจะค้นหาคำตอบสุดท้ายในส่วนลึกของจิตวิญญาณ “คุณต้องการอะไรกันแน่รินรดา? ถ้าการที่ผมรักคุณมันกลายเป็นภาระสำหรับคุณ ถึงขนาดที่ต้องขอห่างกันแบบนี้”
“รินขอเวลาค่ะ... ขอเวลาให้รินได้กลับไปทบทวนว่า รินยังเป็นรินคนเดิมที่พร้อมจะยืนเคียงข้างคุณ โดยไม่สูญเสียตัวตนไปมากกว่านี้หรือเปล่า”
คำว่า ‘ห่างกัน’ เหมือนเสียงฟ้าร้องในวันฟ้าใส ศิลานิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแค่นยิ้มออกมาด้วยความสมเพชตัวเอง เขาหมุนตัวกลับไปมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่เผยให้เห็นวิวตึกระฟ้าของกรุงเทพมหานครในยามค่ำคืน แสงไฟจากเมืองหลวงดูห่างไกลเหลือเกินเมื่อเทียบกับระยะห่างระหว่างเขาและเธอในนาทีนี้
“คุณเลือกแล้วใช่ไหม” ศิลาถามขึ้นโดยไม่หันกลับมา “ถ้าการจากลาชั่วคราวคือสิ่งที่คุณต้องการ เพื่อให้แน่ใจว่าคุณไม่ได้ต้องการผม... ผมก็จะให้คุณ”
รินรดาหลับตาลงแน่น หยดน้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนแก้ม เธออยากจะวิ่งเข้าไปกอดเขา อยากจะบอกว่าที่เธอทำไปทั้งหมดก็เพื่อปกป้องเขากับเธอ แต่ทิฐิและบาดแผลเก่าในอดีตมันกัดกินใจจนเธอไม่กล้าเสี่ยงอีกต่อไป เธอหมุนตัวเดินไปยังประตูห้องทำงานที่เงียบสงัด
“ขอบคุณที่เข้าใจนะคะ” เธอทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น ก่อนจะเดินออกไปโดยไม่หันกลับมามอง
ทว่า ในขณะที่เธอกำลังจะก้าวพ้นธรณีประตู เสียงริงโทนโทรศัพท์ของศิลาก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ เขาหยิบมันขึ้นมาดูเพียงแวบเดียว ก่อนจะขมวดคิ้วแน่นและกดรับสายด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบจนรินรดาต้องหยุดชะงัก
“มีอะไรนลิน... ผมบอกแล้วไงว่าคืนนี้อย่าเพิ่งโทรมา”
เสียงที่ปลายสายดังขึ้น เป็นเสียงของผู้หญิงที่รินรดาจำได้แม่นว่าเป็นนลิน แต่ทว่าสิ่งที่ทำให้นิ่งอึ้งจนตัวชา ไม่ใช่เสียงของนลิน หากแต่เป็นประโยคต่อมาที่นลินพูดผ่านโทรศัพท์ดังออกมาจนถึงหูของรินรดา
“ศิคะ... ช่วยกลับมาดูเอกสารที่ห้องทำงานคุณตอนนี้เถอะค่ะ ถ้าไม่อยากให้ ‘ความลับ’ เรื่องการยักยอกเงินทุนโครงการที่คุณทำร่วมกับรินรดาถูกส่งถึงมือตำรวจในเช้าวันพรุ่งนี้!”
ศิลาชะงักกึก สายตาของเขาสบเข้ากับแววตาตื่นตระหนกของรินรดาที่หน้าประตูพอดี ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทั้งห้องจนได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจที่สั่นพร่าของกันและกัน
รินรดาค่อยๆ หันกลับมามองคนรัก ความหวังที่จะห่างกันเพื่อทบทวนดูจางหายไปในพริบตา เมื่อภัยร้ายที่เธอพยายามจะหลีกหนี กำลังก้าวเข้ามาประชิดตัวจนไม่มีทางออกอีกต่อไป
ละครชีวิตที่เธอคิดว่ากำลังจะปิดฉากลงชั่วคราว กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามที่อาจพรากทุกอย่างไปจากเธอ... และเขาไปตลอดกาล
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้ละอองดาวเดือนเก้ามาโดยตลอดนะคะ
เพรงจันทร์รัญจวนใจ•ตอนที่ 31
การจากลาชั่วคราว
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพรงจันทร์รัญจวนใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!