เพรงจันทร์รัญจวนใจ•ตอนที่ 7

สัมผัสที่อบอุ่น

ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
“คุณกำลังจะบอกว่า ที่ผ่านมาคุณพยายามทำตัวเป็นกำแพงสูงลิ่ว เพื่อป้องกันไม่ให้ใครเห็น ‘รอยร้าว’ ข้างในนั้นงั้นเหรอ รินรดา” เสียงทุ้มต่ำของศิลาดังสะท้อนก้องในห้องทำงานที่เงียบสงัดจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของตัวเอง รินรดายืนตัวแข็งทื่ออยู่หน้าโต๊ะเขียนแบบขนาดใหญ่ มือที่เคยจับดินสอไว้อย่างมั่นคงกลับสั่นระริก เธอกำมันแน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาวซีด เธอไม่กล้าแม้แต่จะหันไปสบตากับดวงตาคมกริบคู่นั้น ดวงตาที่มักจะมองทะลุผ่านความเนี้ยบเฉียบคมของเธอไปถึงเนื้อแท้ที่เธอพยายามซ่อนเร้นมาตลอดหลายปี “บางเรื่อง... มันก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องพูดนี่คะ” เธอกลั้นใจตอบ เสียงของเธอแหบพร่าและเบาหวิวราวกับจะขาดหายไปในอากาศ ศิลาไม่ตอบในทันที เสียงฝีเท้าหนักแน่นของเขาก้าวเข้ามาใกล้จนรินรดาสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่ กลิ่นน้ำหอมไม้สนจางๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวเขาอบอวลอยู่รอบกายเธอ มันเป็นกลิ่นที่ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยทว่าในขณะเดียวกันก็สั่นคลอนหัวใจจนยากจะควบคุม เขาหยุดยืนอยู่ข้างหลังเธอ เพียงไม่กี่คืบแต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังบีบตัวเข้ามา เขายื่นมือมาวางบนขอบโต๊ะ กักขังเธอไว้ในวงแขนกว้างโดยไม่ได้แตะต้องตัว แต่รินรดากลับรู้สึกเหมือนถูกสัมผัสด้วยแรงดึงดูดบางอย่างที่มองไม่เห็น “คนเรามักจะปกปิดสิ่งที่เปราะบางที่สุดไว้ในที่ที่ปลอดภัยที่สุดเสมอ” ศิลาโน้มตัวลงมาเล็กน้อย จนปลายคางของเขาเกือบจะแตะที่ไหล่ของเธอ “แต่ริน... สำหรับผม ห้องทำงานนี้ไม่ใช่ที่ทำงาน แต่มันเป็นที่ที่ผมได้เห็นตัวตนจริงๆ ของคุณ และผมก็เริ่มจะไม่พอใจแล้วที่จะต้องเห็นคุณถือปืนขึ้นมาป้องกันตัวเองทุกครั้งที่ผมเข้าใกล้” รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิง “คุณเป็นซีอีโอ ส่วนฉันเป็นสถาปนิก... ความสัมพันธ์ของเรามีเส้นแบ่งที่ชัดเจนนะคะ คุณศิลา” “เส้นแบ่งนั่นใครเป็นคนขีด? คุณ หรือว่าความกลัวในใจคุณกันแน่?” เขาขยับเข้ามาอีกนิด คราวนี้แขนเสื้อเชิ้ตสีขาวของเขาสัมผัสกับแขนเสื้อของเธอเบาๆ ความร้อนที่ส่งผ่านเนื้อผ้าทำให้ผิวหนังของรินรดารู้สึกซาบซ่านเหมือนถูกไฟช็อต เธอหันไปมองเขา แวบหนึ่งที่สายตาปะทะกัน ความนิ่งลึกในดวงตาของศิลาไม่ได้มีความดุดันอย่างที่เธอกลัว แต่มันกลับเต็มไปด้วย ‘ความห่วงหา’ ที่ถาโถมเข้ามาจนเธอแทบยืนไม่อยู่ “อย่าทำแบบนี้เลยค่ะ...” เธอพึมพำ น้ำเสียงอ่อนลงจนเกือบจะเป็นการอ้อนวอน “แบบไหน?” ศิลาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่ทรงพลัง มือหนาค่อยๆ เอื้อมมาเกลี่ยปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้มของเธออย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นอบอุ่นจนรินรดารู้สึกเหมือนหัวใจที่ด้านชามานานกำลังจะเริ่มเต้นเป็นจังหวะอีกครั้ง “ความอบอุ่นที่คุณปฏิเสธมันมาตลอดชีวิต... หรือว่าความจริงใจที่ผมพยายามจะมอบให้คุณกันล่ะที่น่ากลัวสำหรับคุณ?” มือของเขาลากผ่านกรอบหน้าเธอลงมา ก่อนจะหยุดอยู่ที่ปลายคาง ลูบไล้ผิวแก้มเนียนอย่างถือวิสาสะในวินาทีที่ความเงียบงันกลายเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ดีที่สุด รินรดาไม่ขัดขืน ไม่ใช่เพราะเธอหมดทางสู้ แต่เพราะแรงโน้มถ่วงที่ชื่อว่า ‘ศิลา’ กำลังดึงรั้งจิตวิญญาณของเธอให้จมดิ่งลงไปในวังวนแห่งความหวั่นไหวนี้อย่างไม่คิดจะต้านทาน แสงไฟสลัวจากโคมไฟบนโต๊ะทำงานอาบไล้ไปทั่วใบหน้าของทั้งคู่ เงาของพวกเขาบนกำแพงทาบทับกันจนดูราวกับเป็นคนคนเดียวกัน รินรดาหลับตาลงรับสัมผัสที่ค่อยๆ เลื่อนมาประคองใบหน้าของเธอไว้ ความลังเลในใจปะทะกับความปรารถนาที่พุ่งพล่านจนเธอแทบควบคุมไม่อยู่ “ถ้าฉันบอกว่าฉันกลัว...” รินรดาลืมตาขึ้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่คม “คุณจะยังยืนอยู่ที่เดิมไหมคะ?” ศิลายิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มาจากซีอีโอผู้เย็นชา แต่มาจากผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังตกหลุมรัก “ตราบใดที่คุณยังไม่ผลักไส... ผมจะยืนอยู่ตรงนี้ จะไม่ไปไหนทั้งนั้น” เขาก้มลงมาจนลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่บนริมฝีปากของเธอ ระยะห่างระหว่างกันแทบจะเหลือเพียงศูนย์ รินรดาใจเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ความรักที่เธอเคยปิดตายไว้ในส่วนลึกของความทรงจำกำลังถูกงัดออกมาด้วยสัมผัสที่อบอุ่นและเย้ายวนของคนตรงหน้า ทว่าในขณะที่เธอกำลังจะปล่อยใจให้ไหลไปตามกระแสความรู้สึกนั้น... *ก๊อก... ก๊อก...* เสียงเคาะประตูห้องทำงานดังขัดจังหวะขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำให้ทั้งคู่ผละออกจากกันแทบจะทันที ศิลาขมวดคิ้วแน่นด้วยความหงุดหงิดที่ฉายชัดบนใบหน้า ในขณะที่รินรดารีบจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ด้วยอาการลนลาน ประตูห้องถูกผลักเปิดออกกว้างโดยไม่รอคำอนุญาต ร่างเพรียวระหงของนลินเดินนวยนาดเข้ามาพร้อมรอยยิ้มที่เคลือบยาพิษ “ศิคะ... นลินเอาเอกสารด่วนมาให้ค่ะ เห็นว่าคืนนี้คุณยังไม่ได้กลับบ้าน เลยคิดว่าคงมีงานสำคัญ” นลินชะงักฝีเท้าเมื่อเห็นสภาพของทั้งสองคน สายตาคมปลาบของเธอไล่มองจากใบหน้าของศิลามาหยุดอยู่ที่รินรดาด้วยความเกลียดชังที่ปิดไม่มิด “นลิน... ใครอนุญาตให้คุณเข้ามาโดยไม่เคาะ?” ศิลาถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ บรรยากาศภายในห้องเปลี่ยนไปทันทีจากความอบอุ่นกลายเป็นความตึงเครียดที่แทบจะระเบิดได้ทุกเมื่อ นลินหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะด้วยแรงกระแทกเบาๆ “พอดีนลินเห็น ‘บางอย่าง’ ก่อนจะเข้ามานะคะ และดูเหมือนว่ามันจะน่าสนใจกว่างานสำคัญของศิเสียอีก... รินรดาคะ คุณควรจะรู้ตัวนะคะว่าคนอย่างคุณ มีสิทธิ์แค่ไหนในบริษัทนี้ และสิทธิ์ไหนบ้างที่ ‘ไม่มีวัน’ เป็นของคุณ” นลินหันมามองศิลาอีกครั้ง ดวงตาของเธอวาวโรจน์ “อย่าลืมนะคะว่างานเลี้ยงการกุศลวันมะรืนนี้ พ่อเตรียมจะประกาศเรื่องการแต่งงานของเราต่อหน้าสื่อมวลชนทุกคน ถ้าข่าวนี้รั่วออกไปก่อน... หุ้นของบริษัทเราคงไม่ต้องพูดถึงเลยว่าจะเป็นอย่างไร” รินรดาหน้าซีดเผือด เธอหันไปมองศิลาที่ยืนนิ่งราวกับรูปปั้น ความหวังเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความเป็นจริงที่แสนโหดร้าย ศิลาไม่ได้ตอบโต้ แต่แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความสับสนและกดดันอย่างมหาศาล เขาหันมามองรินรดาด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา เป็นแววตาที่ทำให้เธอรู้ทันทีว่า... ความรักครั้งนี้กำลังถูกบีบให้ถึงทางตัน ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านความสับสนและหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะไปพร้อมกับรินรดาและศิลานะคะ หวังว่าตอนต่อไปจะทำให้ทุกท่านลุ้นระทึกไปกับความสัมพันธ์ของพวกเขายิ่งกว่าเดิมค่ะ ด้วยรักและละอองดาวเดือนเก้า
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพรงจันทร์รัญจวนใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%