เพรงจันทร์รัญจวนใจ•ตอนที่ 6

ศัตรูที่คาดไม่ถึง

ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
กลิ่นอายความเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศในเพนท์เฮาส์ชั้นสี่สิบปะทะเข้ากับผิวกายจนรินรดารู้สึกขนลุกชัน ท่ามกลางความมืดสนิทที่กลืนกินทุกอย่าง ร่างบางในชุดสถาปนิกเนี้ยบกริบขยับกายชิดกำแพง ลมหายใจของเธอติดขัดจนแทบไม่ได้ยินแม้แต่เสียงหัวใจตัวเอง ศิลาที่ยืนอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าวขยับตัวอย่างรวดเร็ว กลิ่นกายสะอาดสะอ้านประจำตัวของเขาโชยมาปะทะจมูก ก่อนที่มือหนาจะเอื้อมมาคว้าข้อมือเธอไว้แน่นด้วยสัญชาตญาณปกป้อง “อย่าส่งเสียง” เสียงกระซิบของเขาแหบพร่า ทว่าหนักแน่นจนน่าใจหาย เสียงฝีเท้าหนักๆ บนระเบียงด้านนอกหยุดกึกเหมือนกำลังประเมินสถานการณ์ รินรดาบีบมือเขาแน่นขึ้น ความหวาดกลัวเริ่มก่อตัวในใจ เธอไม่ใช่คนอ่อนแอ แต่การเผชิญหน้ากับสิ่งที่ล้ำเส้นเข้ามาถึงรังส่วนตัวบนยอดตึกสูงเสียดฟ้านี้ไม่ใช่เรื่องปกติ ทันใดนั้น แสงไฟฉายสว่างวาบจากด้านนอกส่องผ่านกระจกบานใหญ่เข้ามา กวาดผ่านเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์หรูภายในห้องราวกับนักล่าที่กำลังตามหาเหยื่อ ศิลาดึงตัวเธอให้หมอบต่ำลงหลังโซฟาหนังตัวใหญ่ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ ทว่าก่อนที่เขาจะทันได้กดเรียกใคร แสงไฟสลัวๆ จากหน้าจอโทรศัพท์ของเขาก็สะท้อนใบหน้าคมสันที่เคร่งขรึมถึงขีดสุด เขาหันมาสบตารินรดา สายตาคู่นั้นไม่มีความลังเล มีเพียงความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งลึก “ริน เข้าไปในห้องนิรภัยหลังตู้หนังสือเดี๋ยวนี้” เขาสั่ง เสียงของเขาเยือกเย็นและดุดันในคราวเดียวกัน “ไม่ค่ะ ศิ... ฉันไม่ทิ้งคุณไว้ที่นี่คนเดียว” “ฟังผมนะ นี่ไม่ใช่เวลามาดื้อรั้น!” เขาโน้มตัวลงมากระซิบข้างหู กลิ่นน้ำหอมของผู้ชายที่เธอคุ้นเคยเริ่มทำให้สติกระเจิดกระเจิง “ผมจัดการเอง คุณแค่ต้องปลอดภัย... นั่นคือสิ่งที่ผมต้องการมากที่สุดตอนนี้” ก่อนที่รินรดาจะทันได้โต้เถียง เสียงกระจกด้านนอกก็แตกกระจายลงด้วยแรงกระแทกจากอุปกรณ์บางอย่าง เสียงแก้วแตกดังระงมท่ามกลางความมืด ศิลาผละออกจากตัวเธอทันที เขาไม่ได้หลบหนี แต่เขากำลังก้าวไปเผชิญหน้ากับสิ่งนั้น รินรดาเม้มปากแน่น หัวใจเต้นระรัวจนเจ็บหน้าอก เธอตัดสินใจไม่วิ่งหนีเข้าห้องนิรภัยตามคำสั่ง แต่กลับคลานเลียบไปตามผนังเพื่อหาทางช่วยเหลือเขา ในจังหวะที่เงาดำร่างหนึ่งก้าวผ่านธรณีประตูเข้ามา แสงไฟจากหน้าจอโทรศัพท์ของศิลาที่เขาทิ้งไว้บนโต๊ะก็ดับวูบลง แต่แสงจันทร์บางเบาที่ลอดผ่านกระจกแตกๆ เข้ามาทำให้เธอเห็นเงาสะท้อนในกระจกบานใหญ่ริมผนัง... ไม่ใช่โจร ไม่ใช่ผู้บุกรุกทั่วไป แต่เป็นคนของบริษัทรักษาความปลอดภัยที่นลินจ้างมา! รินรดากัดฟันกรอด ความระแวงที่เธอเคยมีต่อผู้หญิงคนนั้นพุ่งสูงขึ้นเป็นทวีคูณ นลินไม่ได้แค่ต้องการตัวศิลา แต่นลินกำลัง 'ควบคุม' ทุกย่างก้าวของเขา เมื่อพายุแห่งความวุ่นวายผ่านพ้นไป—ด้วยฝีมือการตัดสินใจที่เฉียบขาดของศิลาที่จัดการผู้บุกรุกจนหมอบลงได้—บรรยากาศภายในห้องก็กลับมาสู่สภาวะปกติที่ตึงเครียดกว่าเดิม ศิลายืนหอบหายใจอยู่กลางห้อง แสงไฟกลับมาสว่างไสวอีกครั้งราวกับเย้ยหยันความตื่นตระหนกของพวกเขา เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างใจเย็น ราวกับแขกที่มาเยี่ยมเยียนในเวลาอันไม่ควร ศิลาขมวดคิ้ว เขาเดินไปเปิดประตูด้วยท่าทางระแวดระวัง ทว่าเมื่อประตูเปิดออก ร่างระหงในชุดเดรสสีแดงเพลิงของนลินก็ปรากฏขึ้น เธอเดินนวยนาดเข้ามาในห้องราวกับเจ้าของบ้าน โดยไม่สนใจรอยเลือดที่พื้นหรือสภาพห้องที่พังพินาศ “ศิคะ... ได้ยินข่าวว่าเกิดเรื่อง เลยรีบมาดู” นลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานเชื่อม ทว่าดวงตาเรียวคมของเธอกลับจ้องมองรินรดาที่ยืนอยู่ด้านหลังศิลาด้วยแววตาที่เย็นชาเหมือนน้ำแข็ง ศิลาไม่ตอบ เขายืนบังรินรดาไว้อย่างเห็นได้ชัด “คุณเข้ามาได้ยังไง นลิน?” นลินหัวเราะแผ่วเบา เดินไปหยิบแก้วไวน์ที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาวางอย่างใจเย็น “ฉันมีคีย์การ์ดของที่นี่ไม่ใช่เหรอคะ? ลืมไปแล้วหรือว่าพ่อของฉันเป็นหุ้นส่วนใหญ่ของตึกนี้... อีกอย่าง...” เธอหยุดชะงัก สายตาสาดประกายความร้ายกาจ “ฉันไม่อยากให้ใครมาทำร้ายอนาคตของ ‘เรา’ เพียงเพราะคนนอกที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าหรอกนะคะ” รินรดาสัมผัสได้ถึงความเกลียดชังที่พุ่งเป้ามาที่เธอ นลินจงใจเน้นคำว่า ‘คนนอก’ เพื่อตอกย้ำสถานะของเธอให้ต่ำลง ศิลาขยับตัวจะพูดแก้ต่างให้รินรดา แต่นลินกลับแทรกขึ้นมาก่อน “ศิคะ คุณเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว รินรดาก็คงอยากกลับบ้านเต็มทีแล้วใช่ไหมคะ?” นลินหันมามองรินรดาด้วยรอยยิ้มที่เคลือบยาพิษ “อ้อ จริงสิ... เรื่องแบบร่างโครงการใหม่ที่รินรับผิดชอบอยู่ พอดีฉันได้คุยกับทางคณะกรรมการเมื่อบ่ายนี้ดูเหมือนจะมีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์นะคะ... เห็นทีโครงการนั้นคงต้องระงับชั่วคราว” รินรดาชะงักไป โครงการนั้นเป็นงานที่เธอทุ่มเททั้งชีวิตและจิตวิญญาณ แต่นลินกลับใช้มันมาเป็นเครื่องมือต่อรองความสัมพันธ์ของเธอและศิลาได้อย่างเลือดเย็นที่สุด ศิลาหันมามองรินรดาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด เขาอยากจะปกป้องเธอ แต่ภาระหน้าที่ทางธุรกิจและอำนาจของครอบครัวนลินที่กดทับเขาอยู่กลับทำให้เขารู้สึกเหมือนติดอยู่ในกรงขัง “นลิน เรามีเรื่องต้องคุยกัน” ศิลาเสียงเข้มขึ้น “ค่ะ คุยแน่... แต่ไม่ใช่ตอนนี้” นลินเดินเข้ามาใกล้ศิลา แล้ววางมือลงบนแผ่นอกกว้างของเขาอย่างจงใจยั่วยวน “คืนนี้ฉันมีเรื่องสำคัญกว่าจะบอก... เกี่ยวกับสิ่งที่ศิพ่อของคุณเพิ่งตัดสินใจไปเมื่อชั่วโมงที่แล้วเกี่ยวกับตำแหน่งซีอีโอของศิ” รินรดามองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่พร่าเลือน เธอรู้ดีว่านี่คือเกมที่เธอไม่มีวันชนะหากเล่นด้วยวิธีปกติ นลินไม่ได้แค่ต้องการขัดขวางความรัก แต่กำลังจะทำลายชีวิตการทำงานของเธอให้สิ้นซาก ในวินาทีนั้นเอง เสียงโทรศัพท์ของรินรดาก็ดังขึ้น เป็นสายที่เธอไม่อยากรับที่สุดจากเบอร์ที่เธอพยายามลบไปจากชีวิตนานนับปี... เบอร์ของอดีตคนรักที่สร้างแผลเป็นไว้ในใจเธอ เธอมองหน้าจอที่สว่างวาบสลับกับใบหน้าของศิลาที่กำลังถูกนลินรุกเร้า ศิลาหันมาสบตากับเธอในจังหวะที่หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะที่สุด ทว่าก่อนที่ใครจะได้เอ่ยอะไรออกไป ประตูปากทางเข้าเพนท์เฮาส์ก็เปิดผางออกอีกครั้งพร้อมกับร่างสูงของชายวัยกลางคนที่เป็นถึงศัตรูทางธุรกิจตัวฉกาจของศิลาเดินก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเยือกเย็นเกินคาดเดา เขาเดินตรงมาที่ศิลาแล้วโยนแฟ้มเอกสารบางอย่างลงบนโต๊ะกระจก เสียงแฟ้มกระทบพื้นดังสนั่นก่อนที่เขาจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ทุกคนในห้องต้องนิ่งงัน “ฉันไม่ได้มาเพื่อทวงคืนบริษัท...” ชายผู้นั้นแสยะยิ้ม มองไปที่รินรดาด้วยสายตาที่น่าสะพรึงกลัว “แต่ฉันมาเพื่อพา ‘ลูกสาว’ ของฉันกลับบ้าน... กลับไปแต่งงานกับคนที่เธอควรจะแต่งด้วยตั้งแต่แรก” ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทั้งห้อง รินรดารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน และความลับที่เธอพยายามซ่อนมาตลอดชีวิต กำลังถูกกระชากออกมาต่อหน้าศิลาในวินาทีที่วิกฤตที่สุด ...ละอองดาวเดือนเก้าขอบคุณทุกกำลังใจและการติดตามอย่างเหนียวแน่นนะคะ!
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพรงจันทร์รัญจวนใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%