เพรงจันทร์รัญจวนใจ•ตอนที่ 3

พื้นที่ส่วนตัวที่สั่นคลอน

ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
“คุณกำลังทำอะไรคะศิลา นี่มันโต๊ะทำงานของรินนะ ไม่ใช่ที่ที่คุณจะเอาเอกสารโปรเจกต์ส่วนตัวมาวางทับถมกันแบบนี้” รินรดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้ราบเรียบที่สุด แม้ในอกจะสั่นไหวด้วยความไม่พอใจ เธอวางแบบแปลนที่ถืออยู่ในมือลงบนโต๊ะไม้โอ๊คตัวโปรดอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง 'ปัง' เล็กน้อย ดวงตาคู่สวยจ้องมองชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดสูทสั่งตัดเนี้ยบกริบที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยแววตาดุดัน ศิลาไม่ได้ถอยหนี เขากลับขยับตัวเข้ามาใกล้เสียจนรินรดาได้กลิ่นน้ำหอมกลิ่นไม้จันทร์อ่อนๆ จางๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา กลิ่นที่ทำให้ลมหายใจของเธอสะดุดไปชั่วขณะ “ผมก็แค่กำลังหาพื้นที่ที่มัน... สงบพอจะคุยกับคุณได้สะดวกหน่อย” เขาตอบพลางเลื่อนแฟ้มเอกสารสีน้ำเงินเข้มขยับไปด้านข้างอย่างถือวิสาสะ มือหนาที่ดูสะอาดสะอ้านคู่นั้นขยับเนคไทของตัวเองเล็กน้อย สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ “หรือว่า ‘พื้นที่ส่วนตัว’ ของคุณ มันมีไว้สำหรับสถาปนิกที่ชื่อรินรดาคนเดียว จนไม่มีที่ว่างให้คนอื่นเข้ามาหายใจบ้างเลยหรือไง” รินรดากัดริมฝีปากแน่น เธอก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวตามสัญชาตญาณของการป้องกันตัว พื้นที่ส่วนตัวที่เธอเคยจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบตามแบบฉบับสถาปนิกสาวผู้รักสันโดษ กำลังถูกศิลาแทรกซึมเข้ามาทีละน้อย อย่างไม่เกรงใจ ตั้งแต่ที่เขาเข้ามามีบทบาทในฐานะหุ้นส่วนใหม่ของบริษัท ชีวิตที่เคยเรียบง่ายเหมือนเส้นขนานของเธอก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เขาไม่ได้แค่เข้ามาทำงาน แต่เขาเข้ามาในชีวิตประจำวันของเธอ ทั้งมื้อเที่ยงที่เขามักจะบังเอิญมานั่งฝั่งตรงข้าม หรือแม้แต่กาแฟยามบ่ายที่เขาสั่งให้เลขาฯ นำมาวางบนโต๊ะเธอเสมอ ทั้งที่เธอไม่ได้ร้องขอ “ศิลาคะ เราตกลงกันแล้วเรื่องขอบเขตงาน” เธอพยายามดึงสติกลับมา หันหลังไปหยิบไม้บรรทัดเหล็กขึ้นมาจัดระเบียบแบบบนโต๊ะเพื่อเลี่ยงการเผชิญหน้าทางสายตา “งานส่วนงาน ชีวิตส่วนตัวก็ส่วนตัว และฉันก็ไม่ชอบให้ใครมาล้ำเส้นโดยเฉพาะเรื่องของพื้นที่ทำงาน” “ผมก็แค่คนขี้เหงาที่มองหาพื้นที่พักใจ ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้คุณอึดอัดหรอกนะริน” เสียงของเขาเบาลง คล้ายกับการตัดพ้อที่ฟังดูออดอ้อนอย่างเหลือเชื่อ “แต่บางที… การที่ผมพยายามจะเข้ามาใกล้คุณ มันก็เพราะผมพบว่าที่ตรงนี้แหละ คือที่เดียวที่ผมไม่ต้องใส่หน้ากากของซีอีโอที่ต้องแบกรับความคาดหวังของใครต่อใคร” รินรดาชะงักไปครู่หนึ่ง คำพูดของเขาไม่ได้แฝงไปด้วยความก้าวร้าว แต่มันกลับเต็มไปด้วยความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ใต้บุคลิกนิ่งลึกนั้น เธอนึกถึงเรื่องที่ได้ยินมาเกี่ยวกับตัวเขา เรื่องการถูกจับคู่กับนลิน ลูกสาวนักธุรกิจผู้ทะเยอทะยานที่จ้องแต่จะฉกฉวยผลประโยชน์จากบริษัทของเขา เธอรู้ดีว่านลินคือคนประเภทไหน สายตาที่นลินใช้มองเธอเวลาเดินเข้ามาในบริษัทนั้นเต็มไปด้วยความเหยียดหยามและระแวงราวกับเธอเป็นศัตรูหัวใจที่ต้องกำจัดทิ้งให้สิ้นซาก “ถ้าคุณรู้สึกกดดันเรื่องนลิน ก็บอกเธอไปสิคะ ไม่ใช่มาทำตัวล้ำเส้นชีวิตคนอื่นแบบนี้” รินรดาหันกลับไปสบตาเขาอีกครั้ง ความอึดอัดที่เคยมีเปลี่ยนเป็นความสงสารที่แฝงอยู่ลึกๆ “นลินไม่ได้แค่ต้องการบริษัทริน... เธอยังต้องการครอบงำทุกอย่างที่เป็นผม” ศิลาขยับเข้ามาใกล้จนรินรดาสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกายของเขา “รวมถึงตัวผมด้วย... และถ้าผมต้องเลือกพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง ผมก็อยากเลือกพื้นที่ที่มีคุณอยู่ตรงนี้ ไม่ใช่ที่นั่น” เขายื่นมือมาหยิบเศษดินสอที่ตกอยู่บนโต๊ะใกล้ๆ มือเธอ นิ้วมือของเขาสัมผัสกับปลายนิ้วของเธอแผ่วเบา รินรดาสะดุ้งราวกับถูกไฟช็อต เธอรีบชักมือกลับอย่างรวดเร็ว หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะปกติกลับรัวเร็วผิดจังหวะจนหน้าอกสะท้อนขึ้นลง “อย่าทำแบบนี้เลยค่ะศิลา คุณกำลังทำให้ทุกอย่างยากขึ้น” “ยากสำหรับคุณ... หรือยากเพราะคุณเริ่มจะหวั่นไหวกับความใกล้ชิดที่ผมมอบให้กันแน่ รินรดา?” คำถามนั้นเปรียบเสมือนศรที่พุ่งตรงมาปักลงกลางใจของเธอ เธอกำลังจะเปิดปากปฏิเสธ ทว่าเสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน ประตูห้องทำงานของเธอถูกเปิดออกกว้างโดยไม่ต้องรอคำอนุญาต ร่างเพรียวระหงในชุดเดรสแบรนด์เนมราคาแพงของนลินก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มที่เคลือบยาพิษ “อุ๊ย... ขอโทษทีค่ะที่เข้ามาขัดจังหวะช่วงเวลาส่วนตัวของคนสองคน” นลินเว้นวรรคคำว่า 'ส่วนตัว' อย่างเน้นย้ำ สายตาของเธอไล่มองตั้งแต่โต๊ะทำงานที่กระจัดกระจายไปจนถึงใบหน้าของศิลาที่บัดนี้กลับมาเรียบเฉยดังเดิม “ศิลาคะ คุณแม่โทรหาบอกว่าเย็นนี้มีงานเลี้ยงการกุศลที่ต้องไปร่วมงานด้วยกัน อย่าลืมนะคะว่างานนี้สำคัญต่อภาพลักษณ์ของบริษัทเราแค่ไหน” ศิลานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขามองหน้านลินด้วยแววตาที่ยากจะอ่านออก ก่อนจะเหลือบกลับมามองรินรดาที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่หลังโต๊ะ “ผมจำได้ครับนลิน” เขาตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา “แต่ก่อนจะไปงานนั้น... ผมมีเรื่องที่ต้องบอกรินรดาให้ชัดเจนเสียก่อน” เขาก้าวผ่านหน้านลินไปหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องทำงานของรินรดา มือหนาเอื้อมมาจับลูกบิดประตู แต่ไม่ได้ปิดมัน กลับดึงให้มันกว้างขึ้นราวกับจะประกาศให้คนทั้งออฟฟิศได้ยิน “รินครับ... เย็นนี้ไปกับผมในฐานะคู่ควงที่งานนั้น แทนที่จะเป็นแค่สถาปนิกที่ผมว่าจ้างนะครับ” ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วห้องทำงาน นลินเบิกตากว้างด้วยความโกรธจัดที่ถูกหักหน้าอย่างจัง ส่วนรินรดารู้สึกเหมือนลมหายใจจะขาดห้วงไปเสียดื้อๆ เมื่อสายตาของเพื่อนร่วมงานที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องต่างจ้องมองมาที่เธอเป็นตาเดียว รินรดาจะเลือกปฏิเสธเพื่อรักษาพื้นที่ส่วนตัวของตัวเอง หรือยอมรับความเสี่ยงที่จะก้าวเข้าไปในพื้นที่ของศิลาที่เต็มไปด้วยอันตราย... และความเสน่หาที่ยากจะปฏิเสธ? ขอบพระคุณรี้ดที่รักทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลาที่แสนอึดอัดนี้ไปพร้อมกับรินรดานะคะ หวังว่าจะยังคงติดตามตอนต่อไปด้วยใจระทึกนะคะ!
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพรงจันทร์รัญจวนใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%