“คุณกำลังบอกว่า สัญญาฉบับนี้คือทางออกเดียวที่บริษัทของคุณจะรอดงั้นหรือคะ คุณศิลา?”
น้ำเสียงของรินรดาราบเรียบ หากทว่าแฝงไปด้วยความสั่นไหวที่เจ้าตัวพยายามกดทับไว้ภายใต้ความนิ่งสงบ เธอวางปากกาสีเงินลงบนโต๊ะกระจกใสเสียงดัง *กริ๊ก* เบาๆ ทว่าในห้องทำงานที่เงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจ กริยานั้นกลับบาดลึกราวกับเสียงประกาศิตที่กรีดลงบนความรู้สึกของคนฟัง
ศิลานั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม มือหนาประสานกันแน่นจนเห็นเส้นเลือดที่หลังมือ เขาสวมชุดสูทสีเข้มที่ดูไร้ที่ติเสมอ แต่ทว่ายามนี้แววตาคู่คมที่เคยสุขุมกลับไหววูบราวกับเปลวเทียนที่ถูกลมกรรโชก
“มันไม่ใช่ทางเลือกที่ผมอยากให้เป็น ริน... แต่ตระกูลศิลามาถึงจุดที่ถ้าไม่ดึงกลุ่มบริษัทของนลินเข้ามาเสริมสภาพคล่อง สิ่งที่พ่อกับปู่สร้างมาทั้งหมดจะกลายเป็นเพียงเศษกระดาษ”
“และราคาที่ต้องจ่าย คือการแต่งงานที่ไร้หัวใจนั่นหรือคะ?” รินรดาเลิกคิ้วมองชายหนุ่ม ดวงตากลมโตคู่สวยที่เคยฉายแววปรารถนาและอ่อนโยน บัดนี้กลับเย็นชาจนเขารู้สึกหนาวเหน็บ “คุณฉลาดกว่านั้นนะศิ คุณรู้ดีว่าการควบรวมกิจการกับนลินไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องธุรกิจ แต่มันรวมไปถึงสถานะ 'คู่ชีวิต' ที่คุณไม่มีวันหลีกเลี่ยงได้”
ศิลานิ่งอึ้ง เขาอยากจะเอื้อมมือไปคว้ามือบางของเธอมากุมไว้ แต่เขาก็รู้ดีว่าตอนนี้เขาสูญเสียสิทธิ์นั้นไปแล้ว ความเป็นมืออาชีพที่เขาสั่งสมมาทั้งชีวิตพังทลายลงเมื่อต้องอยู่ต่อหน้าสถาปนิกสาวผู้เป็นดั่งแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในเงามืดของภาระหน้าที่
“ผมจะหาทางออกอื่น ริน เชื่อใจผม...”
“เชื่อใจหรือคะ?” เธอหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความสมเพชตัวเอง “ในโลกของธุรกิจที่รัดตัวคุณแน่นขนาดนี้ ยังมีที่ว่างให้ความเชื่อใจเหลืออยู่จริงๆ เหรอคะ หรือว่าพื้นที่ตรงนั้นถูกจองไว้ให้ 'คู่หมั้น' ของคุณไปนานแล้ว”
เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเข้ามาใกล้เธอจนรินรดาต้องถอยหลังไปพิงกับชั้นวางหนังสือ ความกดดันจากตัวเขาแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วห้อง กลิ่นน้ำหอมไม้ซีดาร์ผสมกลิ่นยาสูบจางๆ ที่เธอมักจะหลงใหล กลับกลายเป็นกลิ่นที่ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
ศิลาใช้มือหนึ่งค้ำกับชั้นหนังสือ กักขังเธอไว้ในวงแขน สายตาเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอราวกับจะค้นหาความจริงบางอย่าง
“ริน... คุณรู้อยู่เต็มอกว่าใจผมอยู่ที่ไหน” เขาพูดเสียงพร่า “อย่าผลักไสผมด้วยคำพูดประชดประชันแบบนี้เลย ผมเหนื่อยมามากพอแล้วกับการต้องสู้กับทุกคนเพื่อที่จะได้อยู่ข้างคุณ”
“ถ้าเหนื่อยมากนัก ก็ปล่อยมือสิคะ” รินรดาสวนกลับทันควัน สายตาของเธอแข็งกร้าวแต่ทว่าภายในกลับแตกสลาย “ปล่อยให้ฉันเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่คุณเคยรู้จักในอดีต ดีกว่าการให้ฉันนั่งมองคุณค่อยๆ สูญเสียความเป็นตัวเองไปเพื่อแลกกับอำนาจเงินตรา”
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ศิลาจ้องมองหญิงสาวตรงหน้า เขาเห็นหยดน้ำตาใสๆ ที่เอ่อคลออยู่เพียงขอบตาของเธอ แต่เธอก็ไม่ยอมให้มันร่วงหล่นลงมา รินรดาไม่ใช่ผู้หญิงอ่อนแอที่ต้องพึ่งพาใคร เธอเป็นสถาปนิกที่เก่งกาจและถือดีในศักดิ์ศรีของตนเอง และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาหลงรักเธออย่างโงหัวไม่ขึ้น
เขาสูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะก้มลงมากระซิบข้างใบหูของเธอ เสียงเขาทุ้มต่ำและเย้ายวนใจตามแบบฉบับชายหนุ่มผู้กุมชะตาชีวิตคนอื่น แต่ทว่าในเวลานี้มันกลับเต็มไปด้วยความรันทด
“ถ้าผมปล่อยมือคุณไปวันนี้ คุณจะยังจำได้ไหมว่าเคยมีผู้ชายคนหนึ่งที่ยอมแลกทุกอย่าง... แม้กระทั่งเกียรติยศของตระกูล เพื่อที่จะได้มองเห็นรอยยิ้มของคุณเพียงครั้งเดียว”
รินรดานิ่งงัน หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ คำถามของเขามันไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง ไม่มีทางเลือกไหนที่ทำให้ทุกคนมีความสุขได้ และก่อนที่เธอจะทันได้กล่าวอะไรออกไป เสียงเคาะประตูห้องทำงานก็ดังขึ้นอย่างเสียมารยาท
*ก๊อก ก๊อก ก๊อก*
“ศิคะ? นลินเอาเอกสารสรุปยอดโครงการใหม่มาให้ดูค่ะ เห็นคุณเลขาบอกว่าคุณอยู่ในห้อง... เอ๊ะ รินรดาก็อยู่ด้วยเหรอคะ?”
เสียงหวานแหลมของนลินดังขึ้นพร้อมกับที่บานประตูเปิดออกโดยไม่รอคำอนุญาต ภาพที่เห็นทำให้หญิงสาวผู้มาเยือนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเผยรอยยิ้มที่เคลือบไปด้วยความร้ายกาจ นลินก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่าเย่อหยิ่ง ดวงตาของเธอจับจ้องไปที่ศิลาที่ยังคงกักตัวรินรดาไว้กับชั้นหนังสือ
“ดูเหมือนว่าฉันจะเข้ามาขัดจังหวะอะไรที่สำคัญมากสินะคะ” นลินวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะเสียงดัง ก่อนจะหันมาส่งยิ้มให้รินรดา “คุณรินรดาคะ พอดีนลินเพิ่งได้ข่าววงในมาเรื่องโครงการที่บริษัทของคุณกำลังจะประมูล... ดูเหมือนว่าถ้าคุณยังยืนกรานจะร่วมงานกับศิลาต่อไป ผลงานออกแบบของคุณอาจจะไม่ได้รับเลือกนะคะ”
รินรดาผลักศิลาออกเบาๆ และรวบรวมสติทั้งหมดที่มี เธอขยับเสื้อสูทให้เข้าที่ก่อนจะสบตานลินด้วยสายตาที่สงบนิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ขอบคุณที่เตือนค่ะคุณนลิน แต่เรื่องงานฉันแยกแยะได้เสมอ”
“ดีค่ะ” นลินหันไปหาศิลา “ศิคะ พ่อรอเราอยู่ที่งานกาล่าคืนนี้ อย่าลืมว่าคุณมีเรื่องสำคัญต้องประกาศให้ทุกคนทราบนะคะ เกี่ยวกับเรา...”
รินรดารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน คำว่า 'เรื่องสำคัญ' ที่นลินพูดถึงนั้นชัดเจนจนไม่ต้องแปลความหมาย ศิลาหันมามองรินรดาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ในขณะที่นลินก้าวเข้ามาคล้องแขนศิลาไว้อย่างถือสิทธิ์
“ศิคะ รินขอตัวก่อนนะคะ” รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้มั่นคงที่สุด แม้ใจจะอยากกรีดร้องออกมาเพียงใด เธอกำลังจะก้าวเดินผ่านประตูห้องออกไป แต่ทว่า...
“เดี๋ยวริน!” ศิลาคว้าข้อมือเธอไว้ “คืนนี้... อย่าไปงานนั้นนะ ผมขอร้อง”
รินรดามองมือของเขาที่จับข้อมือเธอ แล้วเลื่อนสายตาขึ้นไปมองชายหนุ่มที่เธอรักหมดหัวใจ ก่อนจะดึงมือออกช้าๆ อย่างไร้เยื่อใย
“นั่นสินะคะ งานกาล่าที่รวบรวมคนชนชั้นสูงเอาไว้... คนอย่างรินคงไม่มีค่าพอที่จะเข้าไปยืนอยู่ตรงนั้นให้คุณอึดอัดใจ”
รินรดาหันหลังเดินออกมาจากห้องทิ้งให้คนทั้งสองยืนอยู่เบื้องหลัง แต่แล้วเท้าของเธอกลับหยุดชะงักที่หน้าประตู เมื่อได้ยินเสียงกระซิบที่แผ่วเบาจากนลินที่ดังลอดออกมาตามหลัง
“ศิคะ... คุณอย่าลืมไปว่า รูปถ่ายพวกนั้นน่ะ ยังอยู่ในมือของฉัน... ถ้าคุณยังอยากปกป้องผู้หญิงคนนี้ ก็ทำตามที่ตกลงกันไว้ให้ดีนะคะ”
รินรดายืนตัวแข็งทื่ออยู่หน้าประตู มือที่กำสายกระเป๋าแน่นจนสั่นระริก เธอสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความสั่นไหว เมื่อเธอกำลังจะก้าวเท้าเดินต่อ เสียงประตูด้านหลังก็เปิดผางออกอีกครั้งพร้อมกับร่างสูงของศิลาที่ก้าวตามมาคว้าไหล่เธอไว้
“ริน... ฟังผมก่อน ผมมีบางอย่างที่ต้องบอกคุณ เดี๋ยวนี้!”
ด้วยรักและปรารถนาดีต่อผู้อ่านทุกท่านจากใจของละอองดาวเดือนเก้าค่ะ
เพรงจันทร์รัญจวนใจ•ตอนที่ 19
คำถามที่ไม่มีคำตอบ
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพรงจันทร์รัญจวนใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!