“ปล่อยมือจากแขนพี่เดี๋ยวนี้ นลิน!”
เสียงทุ้มต่ำของศิลาดังขึ้นท่ามกลางเสียงฟ้าร้องที่คำรามก้องอยู่เบื้องนอก ร่างสูงใหญ่สะบัดแขนออกจากเกาะกุมของหญิงสาวในชุดเดรสราคาแพงที่ตอนนี้เปียกปอนไม่ต่างจากเขา สายฝนกระหน่ำลงมาใส่หลังคารีสอร์ตไม้เก่าแก่บนยอดเขาจนเกิดเสียงดังสนั่นราวกับโลกกำลังจะแตกสลาย
นลินยืนตัวสั่น ไม่ใช่เพราะความหนาว แต่เพราะความโกรธจัด ดวงตาคู่สวยที่เคยฉาบไว้ด้วยความอ่อนหวานบัดนี้วาวโรจน์ด้วยความแค้น เธอจ้องมองไปที่รินรดา ซึ่งยืนนิ่งอยู่ด้านหลังศิลาด้วยแววตาที่พยายามเก็บซ่อนความหวั่นไหว
“พี่ศิจะปกป้องนังผู้หญิงคนนี้ไปถึงไหนคะ?” นลินแผดเสียงแข่งกับเสียงฝน “มันไม่มีอะไรเลยนอกจากสถาปนิกกระจอกๆ ที่หวังจะจับคนรวยเพื่อถีบตัวเองขึ้นไปอยู่บนหอคอยงาช้าง!”
รินรดาเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดเผือด เธอไม่ใช่คนปากคอเราะราย แต่คำดูถูกเหยียดหยามนี้มันช่างบาดลึกเกินกว่าจะเพิกเฉย แต่ก่อนที่เธอจะเอ่ยปาก ศิลาได้ก้าวเข้ามาขวางหน้าเธอไว้อย่างถาวร
“หยุดพูดจาดูถูกคนอื่นเสียทีนลิน” ศิลาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบยิ่งกว่าหยดน้ำฝนที่รั่วซึมลงมาตามรอยต่อของไม้ “ที่นี่มีห้องว่างเหลือแค่ห้องเดียวเพราะพายุตัดไฟและทางขึ้นเขาถูกดินถล่มปิดตาย ผมจะอยู่ที่นี่เพื่อความปลอดภัยของริน ส่วนคุณ... ถ้าไม่พอใจ จะออกไปเดินตากฝนลงเขาไปเองก็ได้ ผมไม่ได้ห้าม”
“พี่ศิ!” นลินกรีดร้องอย่างเหลืออด ก่อนจะสะบัดหน้าหนีกลับเข้าไปในวิลล่าอีกหลังที่อยู่ติดกันด้วยความเจ็บใจ ทิ้งให้บรรยากาศหน้าห้องพักที่ทั้งคู่ต้องใช้ร่วมกันตกอยู่ในความเงียบงันที่น่าอึดอัด
รินรดาลอบถอนหายใจยาว เธอเดินเลี่ยงผ่านศิลาเข้าไปในห้องพัก กลิ่นอายของไม้เก่ากับกลิ่นฝนที่โชยเข้ามาทำให้รู้สึกถึงความอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูก เธอถอดเสื้อคลุมเปียกชื้นออกวางพาดบนเก้าอี้ไม้ ก่อนจะพบว่าศิลาเดินตามเข้ามาข้างในด้วย
“ผมขอโทษนะริน” เสียงเขานุ่มนวลลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเหลือเพียงเราสองคน ศิลาปิดประตูลงกลอนแน่นหนา เสียงลมกรรโชกหวีดหวิวอยู่นอกหน้าต่างยิ่งทำให้ความอบอุ่นในห้องดูมีน้ำหนักมากขึ้น
รินรดาหันไปมองคนตัวสูงกว่า เขาในตอนนี้ดูเหนื่อยล้าดวงตาคมเข้มที่เคยดุดันกลับฉายแวววูบไหวบางอย่าง เธอไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่เดินไปหยิบผ้าขนหนูผืนสะอาดส่งให้เขา
“เช็ดผมเถอะค่ะ เดี๋ยวจะไม่สบายเอา” เธอพูดพลางหลบสายตา
ศิลาไม่ได้หยิบผ้าทันที เขาก้าวเข้ามาใกล้จนระยะห่างเหลือเพียงคืบ กลิ่นน้ำหอมเจือจางของเขาผสมกับกลิ่นกายสะอาดสะอ้านทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ “คุณโกรธผมไหม? หรือคุณกลัว... กลัวว่าสิ่งที่นลินพูดจะเป็นความจริง”
“เรื่องไหนล่ะคะ?” รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของเธอสั่นระริก “เรื่องที่นลินบอกว่าฉันจะมาจับคุณ หรือเรื่องที่ตัวฉันเองก็ไม่มั่นใจว่าตัวเองมีค่าพอจะยืนข้างคนอย่างคุณได้จริงๆ”
ศิลาคว้ามือเธอมากุมไว้แน่น ความอบอุ่นจากอุ้งมือหนาแผ่ซ่านไปทั่วร่าง “ริน... อย่าตัดสินคุณค่าของตัวเองด้วยปากคนอื่น ผมเลือกที่มาที่นี่กับคุณ ไม่ใช่เพราะหน้าที่หรือผลประโยชน์ทางธุรกิจ แต่เพราะผมอยากอยู่กับคนที่ผมรู้สึกปลอดภัยที่จะเป็นตัวเองด้วยต่างหาก”
บรรยากาศในห้องเงียบสงัดลงอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงฝนที่ตกหนักขึ้นเรื่อยๆ แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันเพียงดวงเดียวที่ยังเหลืออยู่สร้างเงาทอดผ่านไปมาบนผนังไม้ รินรดาจ้องมองใบหน้าคมเข้มที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อม ความเย็นชาที่เธอเคยสร้างเป็นเกราะกำบังหัวใจดูเหมือนจะละลายหายไปกับความใกล้ชิดในค่ำคืนนี้
ศิลาค่อยๆ เอื้อมมือไปปัดปอยผมที่เปียกชื้นออกจากแก้มใสของเธอ นิ้วหัวแม่มือลูบไล้ริมฝีปากบางเบาๆ อย่างแผ่วเบาและโหยหา ราวกับกำลังพิสูจน์ว่าหญิงสาวตรงหน้าคือความจริง ไม่ใช่ภาพฝัน
“คืนนี้... คงไม่มีใครออกไปไหนได้” เขากระซิบเสียงแหบพร่า “และผมก็ไม่อยากให้เราเสียเวลาไปกับการทะเลาะกันอีกแล้ว”
รินรดารู้สึกเหมือนถูกดึงดูดเข้าสู่แรงโน้มถ่วงของเขา เธอไม่สามารถหาเหตุผลมาคัดค้านได้เลย ไม่ใช่เพราะสถานการณ์ที่บีบบังคับ แต่น่าจะเป็นเพราะเสียงหัวใจของเธอเองที่เรียกร้องให้หยุดพักพิงลงที่อกแกร่งของชายหนุ่มตรงหน้า
“ศิคะ...” เธอเรียกชื่อเขาแผ่วเบา เป็นการยอมรับโดยดุษณีว่าคืนนี้ ระยะห่างระหว่างเราได้มลายหายไปสิ้นแล้ว
ศิลาโน้มตัวลงมา ใบหน้าของเขาห่างจากเธอเพียงไม่กี่มิลลิเมตร รินรดาสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าวที่รดรินอยู่บนผิวแก้ม แต่ทันใดนั้น เสียงบางอย่างก็ดังขึ้นขัดจังหวะ—ไม่ใช่เสียงฝน ไม่ใช่เสียงลม แต่เป็นเสียงเคาะประตูไม้ดังสนั่นราวกับคนข้างนอกกำลังจะพังเข้ามา!
“พี่ศิ! เปิดประตูให้นลินเดี๋ยวนี้! นลินรู้ว่าพี่อยู่ข้างใน และนลินก็รู้ด้วยว่านลินไม่ได้มาคนเดียว...”
เสียงกรีดร้องของนลินเปลี่ยนไปเป็นความเยือกเย็นที่น่าขนลุก “พี่คิดว่าพี่หลบมาที่นี่ได้สำเร็จใช่ไหมคะ? แต่พี่ลืมไปหรือเปล่าว่า... คนที่พี่อยากหนีให้พ้นที่สุดกำลังยืนอยู่ข้างหลังนลินในตอนนี้!”
รินรดาเบิกตากว้างเมื่อเห็นเงาร่างคนหลายคนทาบผ่านช่องกระจกบานเล็กที่ประตู ไม่ใช่แค่นลิน แต่ดูเหมือนมีใครบางคนในชุดสูทสีดำสนิทหลายคนกำลังล้อมห้องพักหลังนี้ไว้อย่างมิดชิด ศิลาผละออกจากเธอทันที แววตาที่เคยอ่อนโยนเปลี่ยนเป็นดุดันราวกับนักรบที่พร้อมจะออกศึก
เขากระชับแขนเธอแน่นแล้วดันไปไว้ข้างหลัง “ริน... ไม่ว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น ห้ามออกจากห้องนี้เด็ดขาด เข้าใจไหม?”
“ศิ! เกิดอะไรขึ้นคะ? พวกเขาเป็นใคร!”
เขายังไม่ทันตอบคำถาม ประตูไม้ที่แข็งแรงก็ถูกถีบจนพังครืนเข้ามา พร้อมกับร่างชายฉกรรจ์ในชุดดำที่ก้าวเข้ามาเป็นแถว และชายวัยกลางคนที่ดูน่าเกรงขามที่สุดในกลุ่มก็ปรากฏตัวขึ้น พร้อมรอยยิ้มที่ทำให้รินรดาต้องก้าวถอยหลังจนชิดกำแพงด้วยความหวาดหวั่น
“ในเมื่อลูกชายไม่ยอมกลับไปจัดการธุระของครอบครัว พ่อก็ต้องมารับกลับด้วยตัวเอง... และดูเหมือนว่า พ่อจะต้องกำจัด ‘ขยะ’ ที่มาขวางทางลูกด้วยนะศิลา”
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามร่วมลุ้นไปกับรินและศิลาในคืนพายุคลั่งนี้นะคะ!
เพรงจันทร์รัญจวนใจ•ตอนที่ 12
คืนพายุโหม
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพรงจันทร์รัญจวนใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!