"คำว่า ‘ขยะ’ ที่คุณพ่อหมายถึง... มันรวมถึงตัวรินด้วยหรือเปล่าคะ?"
คำถามนั้นดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องทำงานส่วนตัวของศิลา รินรดายืนนิ่งอยู่หลังบานประตูที่เปิดแง้มไว้เพียงเล็กน้อย มือเรียวบางที่กำแฟ้มเอกสารแน่นจนขึ้นข้อขาวสั่นเทา เธอไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟัง แต่ประโยคที่เพิ่งได้ยินจากปากบิดาของศิลาเมื่อครู่ ทำเอาหัวใจที่เคยพยายามสร้างกำแพงกั้นไว้ พังทลายลงไม่เป็นท่า
ศิลายืนหันหลังให้ประตู แผ่นหลังกว้างภายใต้เสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้มดูเกร็งแน่น เขากำลังเผชิญหน้ากับชายวัยกลางคนผู้มีอำนาจล้นมือ ซึ่งยืนตระหง่านอยู่กลางห้องด้วยท่าทีคุกคาม
"อย่าให้ฉันต้องพูดซ้ำเลยศิลา" เสียงเย็นเยียบของผู้เป็นพ่อตอบกลับ "ผู้หญิงที่ไม่มีแม้แต่หัวนอนปลายเท้าคนนี้ ไม่คู่ควรที่จะยืนอยู่ข้างนาย การที่ฉันปล่อยให้เธอทำตัวเป็นกาฝากในชีวิตนายมานานขนาดนี้ ก็นับว่าฉันใจดีเกินพอแล้ว"
รินรดาไม่รอฟังประโยคถัดไป เธอตัดสินใจผลักประตูเข้าไป เสียงไม้กระทบผนังดังสนั่นเรียกสายตาของทั้งสองคนให้หันมามอง
"ขอบคุณที่เตือนสติรินนะคะคุณท่าน" รินรดาเดินเข้าไปหยุดอยู่ข้างกายศิลา แววตาของเธอสงบนิ่งทว่ามีความรวดร้าวซ่อนอยู่ลึกๆ "รินพอจะทราบสถานะของตัวเองดี และขอให้คุณท่านมั่นใจได้เลยว่า รินจะไม่เป็น ‘ขยะ’ ที่รกทางเดินของลูกชายคุณอีกต่อไป"
ศิลาหันมามองรินรดาทันที ดวงตาคมกริบของเขาฉายแวววูบไหวและเจ็บปวด "ริน... อย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้"
"ทำไมล่ะคะศิ?" รินรดาหันไปหาเขา น้ำเสียงของเธอเริ่มสั่นเครือ "ในเมื่อชีวิตของคุณถูกขีดเส้นไว้ด้วยอำนาจและผลประโยชน์แบบนี้ การที่รินเดินออกไป ก็เท่ากับเป็นการทำตามคำสั่งของคุณพ่อคุณไม่ใช่หรือคะ"
"ฉันบอกให้เงียบ!" ศิลาตวาดเสียงต่ำอย่างเหลืออด ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับบิดา "ถ้าพ่อคิดจะจัดการชีวิตผมด้วยวิธีสกปรกแบบนี้ พ่อก็เชิญกลับไปได้เลยครับ แต่จำไว้ว่าต่อให้วันนี้ผมไม่มีอะไรเหลือเลย ผมก็ไม่มีวันทิ้งริน"
ผู้เป็นพ่อแค่นหัวเราะ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่กดทับบรรยากาศให้หนักอึ้ง
เมื่อบานประตูใหญ่ปิดลง ความเด็ดเดี่ยวที่ศิลาเพิ่งแสดงออกไปก็ดูเหมือนจะมลายหายไปพร้อมกับความตึงเครียด เขาหันกลับมาหาหญิงสาวที่ยืนกอดอกแน่นเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ รินรดาพยายามเดินเลี่ยงเพื่อออกจากห้อง แต่ศิลากลับคว้าข้อมือเธอไว้ได้ทัน
"ปล่อยค่ะศิ"
"ไม่ปล่อย" เสียงของเขาแหบพร่า "ฉันไม่ปล่อยให้เธอไปไหนทั้งนั้น ริน... ฟังฉันนะ"
"ฟังอะไรคะ?" รินรดาเงยหน้าขึ้นมองเขา หยาดน้ำใสคลออยู่ที่ขอบตา "ฟังว่าคุณต้องแต่งงานกับนลินเพื่อรักษาบริษัทเหรอคะ? หรือฟังว่าครอบครัวของคุณมองว่ารินเป็นแค่อุปสรรคที่ควรถูกกำจัดทิ้ง?"
ศิลาไม่ตอบ เขาใช้ความเงียบเป็นเครื่องมือในการขยับกายเข้าไปใกล้จนแทบไม่มีช่องว่างระหว่างกัน กลิ่นหอมจางๆ จากกายของรินรดาทำให้สติสัมปชัญญะของเขาพร่าเลือน ความรู้สึกที่ถูกกดทับไว้ใต้ท่าทีสุขุมมาตลอดหลายเดือนกำลังจะปะทุออกมา
"กำแพงที่เธอก่อขึ้นมาขวางฉันไว้..." เขาไล้นิ้วหัวแม่มือไปตามริมฝีปากที่สั่นระริกของเธอเบาๆ สัมผัสที่แฝงไปด้วยความอาทรแต่ทว่าเร่าร้อน "มันพังลงแล้วริน ต่อให้พ่อฉันจะพังมันลงกี่ครั้ง ฉันก็จะสร้างมันขึ้นมาใหม่... เพื่อปกป้องเธอ"
"ศิ..."
เธอไม่ทันได้กล่าวอะไรต่อ ศิลาก็ประทับริมฝีปากลงมาอย่างแผ่วเบาในตอนแรก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นจูบที่ลึกซึ้งและเว้าวอน มันไม่ใช่จูบที่ฉาบฉวย แต่เป็นจูบที่เปี่ยมไปด้วยคำสัญญา ความหวาดกลัวในใจของรินรดาถูกความอบอุ่นจากรสสัมผัสของเขาละลายจนหมดสิ้น เธอเผลอโอบกอดแผ่นหลังกว้างของเขาไว้แน่น ราวกับจะยึดเหนี่ยวเขาไว้เป็นสิ่งเดียวในโลกที่กำลังหมุนคว้าง
จูบนั้นดำเนินไปเนิ่นนาน ท่ามกลางความสับสนของหัวใจที่แม้จะรู้ดีว่าปลายทางคือพายุใหญ่ แต่ในวินาทีนี้... ทั้งคู่ต่างเลือกที่จะหลับตาลงและดื่มด่ำกับความหอมหวานที่กำลังแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจ
ทว่า ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาอย่างรีบร้อนก็ดังขึ้นจากโถงทางเดิน ตามมาด้วยเสียงประตูที่ถูกผลักเข้ามาโดยไม่มีการเคาะ
"ศิคะ! นลินเอาเอกสารโครงการมาให้... อุ๊ย!"
เสียงอุทานที่แฝงไปด้วยความเกลียดชังและช็อกสุดขีดดังขึ้น นลินยืนแข็งค้างอยู่ที่หน้าประตู ดวงตากลมโตเบิกกว้างเมื่อเห็นภาพตรงหน้า ภาพศิลาที่กำลังโอบกอดรินรดาไว้ในอ้อมแขนอย่างแนบชิด
ศิลาผละออกจากรินรดาอย่างช้าๆ แต่ยังคงโอบเอวเธอไว้ไม่ยอมปล่อย เขาหันไปเผชิญหน้ากับนลินด้วยสายตาที่เย็นชาเสียจนผู้หญิงตรงหน้าต้องก้าวถอยหลัง
"ฉันไม่ได้อนุญาตให้ใครเข้ามา" ศิลาเอ่ยเสียงเรียบ "และถ้าจะเข้ามา ก็หัดมีมารยาทให้มากกว่านี้ด้วย นลิน"
นลินกำเอกสารในมือแน่นจนยับย่น เธอกำลังจะเปิดปากกรีดร้องด้วยความโกรธ ทว่าเสียงโทรศัพท์ของศิลาก็ดังขึ้นแทรกกลางบรรยากาศที่คุกรุ่น เขาเหลือบมองหน้าจอแล้วชะงักไป ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีเข้มจัดทันที
"ว่าไงนะ... ใครเป็นคนสั่ง?" ศิลาถามเสียงเครียด ปลายสายตอบกลับมาด้วยข้อมูลที่ทำให้เขาสีหน้าถอดสี "ไปที่ห้องทำงานชั้นสิบเดี๋ยวนี้! ห้ามใครแตะต้องไฟล์งานนั้นเด็ดขาด!"
เขาวางสายแล้วหันมามองรินรดา แววตาเต็มไปด้วยความร้อนรน "ริน... รีบไปที่ห้องเก็บข้อมูลเดี๋ยวนี้ มีคนแอบเข้าไปลบพิมพ์เขียวทั้งหมดของเราในเซิร์ฟเวอร์หลัก ตอนนี้เลย!"
รินรดาหน้าซีดเผือด เธอรู้ดีว่านั่นหมายถึงจุดจบของโครงการที่เธอทุ่มเทมาทั้งชีวิต นลินที่ยืนอยู่ตรงนั้นกลับกระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างผู้ที่เหนือกว่า พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำเอาทั้งคู่ต้องหยุดชะงัก
"สายไปแล้วค่ะศิ... เพราะคนที่สั่งให้ลบงานของรินรดาก็คือคุณพ่อของคุณ และเขากำลังรออยู่ที่ห้องประชุมใหญ่ พร้อมกับคณะกรรมการบริษัทที่จะมาตัดสินว่า... ใครกันแน่ที่ควรจะถูกเฉดหัวออกจากบริษัทนี้ไปในวันนี้"
ละอองดาวเดือนเก้าขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและเป็นกำลังใจให้กันเสมอมานะคะ
เพรงจันทร์รัญจวนใจ•ตอนที่ 13
กำแพงที่พังทลาย
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพรงจันทร์รัญจวนใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!