“หยุดสวดเสียที! อาจารย์... ท่านไม่ได้อยู่ในปากผม!”
ผมแผดเสียงก้องกังวานอยู่ในความมืดที่ไร้จุดจบ ร่างกายของผมเบาหวิวราวกับขี้เถ้าที่ถูกลมพัดกระจัดกระจาย แต่เสียงที่หลุดออกจากลำคอกลับไม่ใช่เสียงของผม มันคือเสียงแหบพร่าทรงอำนาจของอาจารย์คง เสียงที่ท่องบ่นคาถาอาคมบทที่ผมเกลียดชังที่สุด บทที่เคยพรากพ่อและแม่ไปจากอ้อมกอดของผมเมื่อยี่สิบปีก่อน
ผมพยายามตะเกียกตะกายขึ้นจากความว่างเปล่า มือสั่นเทาคว้าจับอากาศธาตุ ทว่ารอบกายกลับเริ่มปรากฏภาพหลอนที่กระจ่างชัดขึ้นทีละน้อย...
มันคือห้องนั่งเล่นในบ้านหลังเก่าที่ถูกเผาไหม้ กลิ่นควันไฟฉุนกึกปะทะเข้าจมูกจนผมสำลัก ความร้อนระอุของเปลวเพลิงเลียเลียผิวหนังจนแสบร้อน แต่ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือเงามืดที่ทอดยาวออกมาจากมุมห้อง ร่างนั้น... ร่างของเด็กชายตัวน้อยที่นั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่ตรงมุมห้อง นั่นคือตัวผมเอง
“ดูสิอคิน... เจ้าเห็นอะไรในดวงตาของเด็กคนนั้นไหม?”
เสียงอาจารย์คงกระซิบข้างหู ราวกับเขากำลังยืนอยู่ประชิดแผ่นหลังของผม ผมหันขวับไปมองแต่พบเพียงความว่างเปล่า ทว่าที่พื้นดินเบื้องหน้า เงาของเด็กชายคนนั้นเริ่มเปลี่ยนรูป ร่างกายที่เล็กจ้อยเริ่มบิดเบี้ยว กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดก่อนจะเงยหน้าขึ้นมา ดวงตาของเด็กคนนั้นไม่มีตาดำ มีเพียงสีขาวขุ่นมัวที่จ้องมองทะลุเข้ามาในวิญญาณของผม
“เขาไม่ได้ร้องไห้เพราะกลัวตาย” เสียงอาจารย์คงหัวเราะร่า “เขาหัวเราะเพราะความโกรธแค้น... เขาโกรธที่ตัวเองอ่อนแอเกินกว่าจะช่วยใครได้ เจ้ายังเป็นเด็กคนเดิมคนนั้นไม่เปลี่ยนเลยนะอคิน”
ผมกัดฟันกรอด ความรู้สึกผิดที่ถูกฝังกลบมาเนิ่นนานปะทุขึ้นราวกับเขื่อนแตก นี่คือสิ่งที่ผมกลัวที่สุด... ไม่ใช่ความตาย ไม่ใช่ภูตผีตนไหน แต่คือความจริงที่ว่าลึกๆ ในใจ ผมยังคงเป็นเด็กชายที่เฝ้ามองครอบครัวถูกสังเวยโดยที่ทำได้เพียงแค่นั่งนิ่ง
“ผมไม่เหมือนเดิมแล้ว” ผมเค้นเสียงตอบ มือคว้ามีดอาคมที่เหน็บอยู่ข้างเอวขึ้นมาด้วยสัญชาตญาณ “ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อเป็นเหยื่อให้ท่านปั่นหัว”
รินรดา... ภาพของเธอผุดขึ้นมาในมวลอากาศที่บิดเบี้ยว ผมเห็นเธอในชุดตำรวจที่เปื้อนเลือด ยืนอยู่กลางวงล้อมของเหล่าวิญญาณอาฆาต เธอไม่ได้สวดมนต์ เธอไม่ได้ร้องขอชีวิต แต่เธอกำลังพยายามคว้าปืนขึ้นเล็งมาที่ผม
“อคิน! ออกมา! อย่าให้มันครอบงำคุณ!” เสียงรินรดาตะโกนเรียกจากโลกความจริง เธอไม่ได้เห็นผมในมิตินี้ แต่จิตของเธอที่ผูกพันกับผมกำลังพยายามดึงผมกลับไป
“ถอยไปรินรดา!” ผมตะโกนกลับโดยไม่รู้ว่าเธอจะได้ยินหรือไม่ “อย่าเข้ามาใกล้อาคมนี่!”
ทันใดนั้น โลกทั้งใบที่ดูเหมือนห้องนั่งเล่นก็พังทลายลงเหมือนกระจกแตกละเอียด ผมร่วงหล่นลงสู่เหวสีดำมืดมิดอีกครั้ง ที่นั่น... ผมเห็นอาจารย์คงนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักลวดลายประหลาด ในมือเขามีเส้นด้ายสีแดงสายยาวที่เชื่อมต่อมายังหัวใจของผม
“เจ้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อสู้กับข้าหรอกอคิน” อาจารย์คงกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอย่างประหลาด “เจ้ามาที่นี่เพื่อมาหาคำตอบ ว่าทำไมเจ้าถึงยังมีชีวิตอยู่... ทั้งที่คนทั้งบ้านต้องตาย”
คำพูดนั้นแทงทะลุหัวใจผมดุจคมมีด ผมจำได้ดี... วันนั้น ขณะที่ไฟกำลังโหมกระหน่ำ ผมเห็นมือของอาจารย์คงเอื้อมมาดึงตัวผมออกไปก่อนที่คานบ้านจะถล่มลงมา ทำไม? ทำไมคนที่ฆ่าพ่อแม่ผมถึงช่วยชีวิตผมไว้?
“ท่านต้องการอะไรกันแน่!” ผมคำราม ความมืดรอบตัวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานเหมือนเลือด
“ข้าต้องการ 'ภาชนะ' ที่สมบูรณ์แบบที่สุด” อาจารย์คงลุกขึ้นยืน ร่างของเขาสูงใหญ่ผิดมนุษย์ “เลือดของเจ้า... สายเลือดที่เห็นวิญญาณได้ตั้งแต่วันที่เจ้าเกิด มันไม่ใช่พรจากสวรรค์ แต่มันคือคำสาปที่ข้าสร้างขึ้นเพื่อรอวันเก็บเกี่ยว!”
เขาสะบัดมือ เส้นด้ายสีแดงรัดแน่นที่หน้าอกผม ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วร่าง ผมล้มลงกับพื้น แต่ในวินาทีที่วิญญาณผมกำลังจะดับวูบ ผมก็นึกถึงแววตาของรินรดา... แววตาที่หนักแน่นและไม่ยอมจำนนต่อความมืดมิดนั้น
ผมไม่ได้สู้อีกต่อไป ผมไม่พยายามจะต้านแรงดึงดูดของเส้นด้าย แต่ผมเลือกที่จะ 'หลับตา' แล้วสัมผัสถึงความกลัวนั้น... ความกลัวที่ฝังรากลึก ผมยอมรับมัน ผมโอบกอดมันไว้
“ถ้าชีวิตนี้เป็นของท่าน...” ผมพึมพำในความเงียบ “งั้นท่านก็ควรจะรู้ว่า... ของที่ท่านเก็บมาเลี้ยงไว้นานๆ มันอาจจะกัดกินมือเจ้าของได้”
ผมลืมตาขึ้น ดวงตาของผมไม่ได้เห็นภาพหลอนอีกต่อไป แต่ผมเห็นกระแสอาคมสีดำที่พุ่งออกมาจากตัวอาจารย์คง ผมเอื้อมมือไปคว้าเส้นด้ายสีแดงนั้นด้วยมือเปล่า แทนที่มันจะบาดนิ้วจนเลือดไหล มันกลับกลายเป็นความร้อนมหาศาลที่ถ่ายเทจากร่างผมไปยังอาจารย์คงแทน
“เจ้าทำอะไร!?” อาจารย์คงเบิกตากว้าง ความมั่นใจมลายหายไปในพริบตา
“ผมไม่ได้ทำอะไรเลยครับ...” ผมยิ้มเย็นเยียบ ขณะที่เส้นด้ายสีแดงเริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลน “ผมแค่ส่งความกลัวทั้งหมดที่เคยมี... คืนให้ท่าน”
เสียงกรีดร้องของอาจารย์คงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงฟ้าร้องท่ามกลางพายุ ร่างของเขาสั่นสะท้านเหมือนถูกไฟฟ้าช็อต ก่อนที่ร่างจริงของเขาจะค่อยๆ เผยออกมาจากเงามืด... ไม่ใช่อาจารย์คงคนเดิมที่ดูน่าเกรงขาม แต่เป็นร่างของชายชราผอมแห้งที่พยายามดิ้นรนอยู่ในกรงขังอาคมที่เขาขีดเขียนขึ้นมาเอง
ทุกอย่างเงียบสนิทลงในชั่วอึดใจ ความมืดสีแดงมลายหายไป เหลือเพียงแสงไฟจากไฟฉายของรินรดาที่ส่องกระทบใบหน้าผมอย่างแรง
“อคิน! อคินได้ยินผมไหม?” เสียงของรินรดาสั่นเครือ เธอเขย่าตัวผมอย่างแรง
ผมลืมตาขึ้น เห็นรินรดานั่งอยู่ข้างกาย มือของเธอเปื้อนเลือด แต่ไม่ใช่เลือดของเธอ... มันคือเลือดที่ไหลออกมาจากตุ๊กตาอาคมที่วางอยู่ตรงหน้าเรา ซึ่งตอนนี้มันแตกละเอียดเป็นผง
“ผม... ผมไม่เป็นไรครับ” ผมพูดพลางลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเล มองไปรอบๆ ห้องมืดๆ ที่เราหลงเข้ามาในคฤหาสน์ร้างแห่งนี้
รินรดาถอนหายใจยาว ก่อนจะขมวดคิ้วแน่น “คุณทำสำเร็จไหม? ผมเห็นคุณเหมือนตกอยู่ในภวังค์ไปตั้งนาน”
ผมมองไปที่ความมืดมิดสุดปลายโถงทางเดิน ความรู้สึกเย็นวาบวิ่งผ่านสันหลังเมื่อเห็นเงาร่างหนึ่งยืนนิ่งอยู่ที่นั่น เขาไม่ได้เข้ามาทำร้าย แต่เขากำลังปรบมือให้ผมอย่างช้าๆ
ชายคนนั้นขยับออกจากความมืด เผยให้เห็นใบหน้าที่ไม่ควรอยู่ที่นี่... ใบหน้าเดียวกับที่ผมเห็นในรูปถ่ายเก่าๆ บนโต๊ะทำงานของอาจารย์คง
“ยินดีด้วยครับคุณอคิน” ชายคนนั้นกล่าวเสียงเรียบ “แต่เสียใจด้วยนะ... อาจารย์คงที่ท่านเพิ่งปราบไปน่ะ เป็นแค่ร่างแยก”
เขาเดินเข้ามาใกล้จนแสงไฟฉายจับไปที่ใบหน้าชัดๆ รินรดาชะงักไปพร้อมกับผม... เพราะนั่นคือใบหน้าของพ่อผมเอง... ชายที่ตายไปเมื่อยี่สิบปีก่อน
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปกับผมในความมืดมิดครั้งนี้นะครับ "เข็มทิศมองวิญญาณ"
รอยฆ่าอาคมเลือด: ปริศนาวิญญาณอาฆาต•ตอนที่ 16
ความมืดมิดในใจคน
ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยฆ่าอาคมเลือด: ปริศนาวิญญาณอาฆาต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!