"ถ้าคุณยังยืนกรานจะปิดคดีนี้ว่าเป็นแค่ความผิดพลาดของระบบรักษาความปลอดภัย ผมว่าคุณกำลังดูถูกสติปัญญาของคนตายอยู่ครับ รินรดา"
อคินกดเสียงต่ำ สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่ร่างไร้วิญญาณที่ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าขาวท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมของห้องเก็บศพ เสียงเครื่องปรับอากาศตัวเก่าที่ส่งเสียงครางหึ่งๆ ดูจะดังเกินจริงในความเงียบงันนี้
รินรดาขมวดคิ้วแน่น มือเรียวของเธอสั่นเล็กน้อยขณะถือแฟ้มคดี เธอไม่ใช่คนอ่อนแอ แต่กลิ่นสาปที่ลอยออกมาจากรอยแผลบนหน้าอกของเหยื่อรายนี้มันรุนแรงกว่ารายแรกจนน่าสะอิดสะเอียน "อคิน ผมพยายามทำตามระเบียบ... เราไม่มีหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ระบุได้ว่าอาคมบ้าบออะไรนั่นมันฆ่าคนได้จริง ถ้าฉันรายงานไปแบบนั้น กองปราบจะหาว่าฉันเสียสติ"
"แล้วรอยไหม้รูปยันต์นกคุ่มที่หน้าอกนี่ล่ะครับ?" อคินขยับเข้าไปใกล้ ร่างกายของเขาเกร็งแน่นเมื่อสัมผัสได้ถึงไอเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากศพ เขาปัดมือผ่านเหนือรอยแผลนั้นเบาๆ โดยไม่สัมผัสตัว "มันไม่ได้แค่ไหม้ แต่มันเหมือนถูกเผาจากข้างในวิญญาณ... คนตายไม่ได้แค่สิ้นลม แต่ถูกสูบเอาแก่นชีวิตไปจนเกลี้ยง"
รินรดานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เธอเผลอถอยหลังหนึ่งก้าวเมื่อเห็นอคินมีสีหน้าเจ็บปวด ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทชั่วขณะ นี่คือสัญญาณที่เขาพยายามเตือนเสมอว่า 'สิ่งที่อยู่รอบข้าง' กำลังแสดงตัว
"ดูนี่..." อคินชี้ไปที่มุมปากของเหยื่อ ซึ่งมีคราบเลือดสีคล้ำแห้งกรังผิดธรรมชาติ "นี่ไม่ใช่การฆาตกรรมธรรมดา แต่มันคือพิธีกรรม รอยยันต์นี้รุนแรงกว่ารายแรกสามเท่า ถ้าปล่อยไปอีกไม่เกินสามวัน จะมีรายที่สาม... และผมเกรงว่าคราวนี้มันจะไม่ใช่แค่การสังเวย แต่มันคือการ 'ปลุก' บางอย่างที่หลับใหลอยู่ใต้เมืองนี้ให้ตื่นขึ้น"
รินรดากัดริมฝีปากแน่น ความหวาดกลัวที่เธอพยายามปฏิเสธมาตลอดเริ่มเกาะกินหัวใจ "ใคร... ใครกันที่กล้าทำเรื่องแบบนี้?"
"คนที่รู้วิธีขัดเกลาวิญญาณคนบาปให้กลายเป็นพลังงาน... คนที่เคยถูกตราหน้าว่าตายไปแล้วในกองเพลิงเมื่อสิบปีก่อน" อคินตอบเสียงเรียบ แต่แฝงไปด้วยความแค้นที่ซ่อนอยู่ลึกๆ "อาจารย์คง... เขาไม่ได้ต้องการแค่เงินทอง แตเขาต้องการก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์"
จังหวะนั้นเอง ไฟในห้องเก็บศพกระพริบถี่ก่อนจะดับวูบลง ความมืดเข้าปกคลุมจนมองไม่เห็นแม้แต่นิ้วมือของตัวเอง รินรดารีบควักไฟฉายออกมา แต่แสงจากมันกลับสะท้อนให้เห็นเงาร่างของใครบางคนยืนอยู่มุมห้องข้างหลังอคิน
อคินหันขวับทันที สัญชาตญาณของเขาร้องเตือนภัยถึงขีดสุด เขาคว้าแขนรินรดาแล้วดึงตัวเธอหลบไปด้านหลัง แต่มันสายเกินไป เงาร่างนั้นไม่ได้จู่โจมด้วยกำลังกาย แต่เป็นกลุ่มควันสีดำที่พุ่งเข้าใส่ร่างไร้วิญญาณบนเตียงเหล็ก ทันใดนั้น ศพที่ควรจะตายสนิทกลับค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตาของมันขาวโพลนไร้ตาดำ พร้อมกับเสียงกรีดร้องที่ดังก้องไปทั่วทั้งตึกราวกับเสียงของวิญญาณนับร้อยที่ถูกจองจำอยู่ในร่างนั้น
"ถอยไป!" อคินตะโกนลั่น เขาควักเหรียญอาคมเก่าคร่ำออกจากกระเป๋าเสื้อ หวังจะสกัดกั้น แต่เสียงหัวเราะแหบแห้งที่คุ้นเคยกลับดังขึ้นมาจากเงามืดด้านหลังศพ
*“เจ้ายังอ่อนหัดเหมือนเดิมนะ อคิน... รอยฆ่าอาคมนี้เพิ่งจะเป็นเพียงบทนำเท่านั้น”*
เสียงนั้นทำให้อคินตัวชาวาบ เขาจำเสียงนี้ได้ดีไม่มีวันลืม เสียงของชายที่เคยพรากทุกอย่างไปจากชีวิตเขา ร่างในเงามืดก้าวออกมาเผยให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากไฟไหม้ และรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวจนน่ากลัว ในมือของชายผู้นั้นมีเส้นผมของผู้ตายกำอยู่แน่น และทันทีที่เขากระชากเส้นผมนั้นออก แรงกระชากวิญญาณก็ทำให้ร่างของเหยื่อที่ลุกขึ้นมาสลายกลายเป็นเถ้าถ่านต่อหน้าต่อตาคนทั้งสอง
รินรดาทรุดลงกับพื้นด้วยความช็อก อคินจ้องมองชายตรงหน้าด้วยสายตาที่ลุกเป็นไฟ แต่ในวินาทีที่เขากำลังจะพุ่งเข้าไป ชายคนนั้นกลับวางวัตถุชิ้นหนึ่งทิ้งไว้บนพื้นแล้วเลือนหายไปกับความมืดราวกับควันไฟ
อคินรีบหยิบวัตถุนั้นขึ้นมาดู มันคือล็อกเก็ตเก่าๆ ที่มีรูปถ่ายครอบครัวของเขาที่ถูกไฟไหม้ไปครึ่งหนึ่ง และข้างในนั้นมีกระดาษโน้ตที่เขียนด้วยลายมือสั่นๆ ว่า: *'รายต่อไป... คือคนที่เจ้าปกป้องไม่ได้'*
อคินก้มมองล็อกเก็ตในมือด้วยความสั่นเทา ก่อนจะตระหนักได้ว่ารอยอาคมบนร่างเหยื่อที่สลายไปนั้น ได้ทิ้งตัวอักษรบางอย่างไว้บนพื้นห้อง... มันคือชื่อของ 'รินรดา' ที่กำลังเรืองแสงสีเลือดวูบวาบอยู่ในความมืด
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางสำรวจเส้นทางสายมืดนี้ไปพร้อมกับผมนะครับ เข็มทิศมองวิญญาณ
รอยฆ่าอาคมเลือด: ปริศนาวิญญาณอาฆาต•ตอนที่ 3
คดีที่สองอุบัติ
ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยฆ่าอาคมเลือด: ปริศนาวิญญาณอาฆาต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!