กลิ่นอายโลหิตและไอหมอกแห่งแดนสนธยายังไม่ทันจางหาย ปลายเท้าของหลี่มู่เฉินก็เหยียบลึกลงบนพื้นศิลาหยกโบราณที่แผ่ไอเย็นเยือกจับขั้วหัวใจ พื้นที่เบื้องหน้าหาใช่ทางเดินของมนุษย์ปุถุชนไม่ หากแต่เป็น "บันไดหมื่นขั้นสุริันต์จันทรา" เส้นทางเชื่อมต่อระหว่างโลกหล้าเบื้องล่างกับดินแดนเทพเซียนที่เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรต่างโหยหาแต่ต้องแลกมาด้วยชีวิต
"ที่นี่... คือเขตแดนที่แม้แต่กฎเกณฑ์แห่งวัฏสงสารยังต้องสยบ"
เสียงหวานใสแต่เย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งบนยอดเขาหิมะดังขึ้นจากด้านหลัง เซียนจื่อเวยยืนนิ่งสง่างามอยู่บนแผ่นศิลากลางห้วงนิตยสารดารา อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางพลิ้วไหวตามแรงลมปราณที่หมุนวนรอบกาย นางปรายตามองหุบเหวไร้ก้นเบื้องล่าง ก่อนจะกวาดสายตากลับมาหยุดอยู่ที่แผ่นหลังกว้างของบุรุษผู้ถือครองวิถีกระบี่ไร้ลักษณ์
หลี่มู่เฉินไม่ได้หันกลับไปมอง นางยังคงรักษาท่าทีสุขุมเยือกเย็น สองมือไขว้ไว้ด้านหลัง นิ้วมือข้างขวากดแตะลงบนกระเป๋าผ้าแพรบรรจุแผ่นยันต์อักขระที่เขาสลักขึ้นด้วยโลหิตของตนเอง
"กฎเกณฑ์ของฟ้าดินมีไว้เพื่อพังทลาย มิใช่เพื่อก้มหัวรับฟัง" หลี่มู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม ลึกซึ้ง และเปี่ยมด้วยความทะนงตนในวิถีของตนเอง "จื่อเวย เจ้าหวาดกลัวหรือ?"
เซียนจื่อเวยแค่นเสียงเบาในลำคอ ดวงตาดั่งดวงดาราบนฟ้าครามฉายแววเย้ยหยันตนเองชั่วพริบตา "ข้าเคยกลัวสิ่งใดด้วยหรือ? ในเมื่อผู้ที่ข้าเคยเคารพรักดั่งบิดาบังเกิดเกล้า ยังลงมือหักหลังข้าเพื่อแย่งชิงเคล็ดวิชาดาราจรัส แล้วเหตุใดข้าต้องมาหวั่นไหวกับบันไดสวรรค์ไร้ชีวิตเหล่านี้?"
คำพูดนั้นสะท้อนบาดแผลในอดีตที่ยังไม่เคยเลือนหาย หลี่มู่เฉินสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังจิตที่ปั่นป่วนในตัวนาง เขารู้ดีว่านางเซียนผู้สูงส่งผู้นี้แบกรับความแค้นและการทรยศไว้หนักหนาเพียงใด ภายใต้เปลือกนอกที่เยชาและไร้ความรู้สึก นางกลับมอบความไว้วางใจและดวงใจอันบอบช้ำให้แก่เขา—จอมยุทธ์ผู้ละทิ้งคมกระบี่เพื่อหันมาใช้อักขระพลิกฟ้า
"ความแค้น คือพันธนาการที่หนักอึ้งที่สุดในการก้าวสู่ขอบเขตเซียนแท้จริง" หลี่มู่เฉินหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับนาง ดวงตาคมกริบดั่งกระบี่ที่ซ่อนเร้นอยู่ในฝักจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง "หากเจ้ายังแบกมันไว้ เจ้าจะไม่มีวันก้าวผ่านค่ายกลทดสอบด่านแรกนี้ไปได้"
เซียนจื่อเวยชะงักงัน หัวใจดวงน้อยที่ด้านชามานานนับร้อยปีพลันกระตุกวูบ นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาที่เคยเย็นชาราวน้ำแข็งเริ่มสั่นไหวระริก
"แล้วท่านเล่า... มู่เฉิน? ท่านเองก็มีบาดแผลจากอดีต เหตุใดท่านจึงยังคงก้าวเดินได้อย่างมั่นคงเช่นนี้?" นางเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา ความเปราะบางที่นางไม่เคยแสดงให้ผู้ใดเห็นนอกจากเขา ปรากฏชัดเจนในยามนี้
หลี่มู่เฉินยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยสัจธรรมอันลึกซึ้ง "กระบี่ในมือข้าเคยแปดเปื้อนโลหิตมานับไม่ถ้วน จนกระทั่งข้าตระหนักได้ว่า... การฆ่าไม่ได้ทำให้เราหลุดพ้น มีเพียงการเข้าใจและควบคุมวิถีแห่งฟ้าดินต่างหาก ที่ทำให้เราไร้พ่าย"
*เปรี้ยง!*
ฉับพลันนั้น ท้องฟ้าเหนือบันไดหมื่นขั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้ม สายฟ้าฟาดผ่าลงมาตรงหน้าทั้งสองราวกับต้องการทดสอบเจตจำนง แรงกดดันระดับมหาเทพกดทับลงบนบ่าจนกระดูกลั่นกรอบ ไอพลังปราณรอบตัวปั่นป่วนจนแทบหายใจไม่ออก
นี่คือ "ค่ายกลอัสนีสวรรค์เก้าชั้นฟ้า" ด่านทดสอบแรกของผู้ที่จะก้าวเข้าสู่เขตแดนเทพเซียน!
"ระวัง!" เซียนจื่อเวยอุทานอย่างลืมตัว ร่างระหงพุ่งเข้ามาขนาบข้าง พร้อมกับกระบี่ดาราจรัสในมือที่เปล่งแสงเจิดจ้าเตรียมต้านรับอัสนีบาตที่กำลังพุ่งตรงลงมา
ทว่า หลี่มู่เฉินกลับยกมือขึ้นห้ามด้วยสีหน้าไร้ความกังวล
"ไม่ต้องใช้กำลัง" เขาเอ่ยสั้นๆ ก่อนจะสะบัดมือขวาออกไปอย่างรวดเร็ว
*พรึบ!*
แผ่นยันต์อักขระสีทองอร่ามสามสิบหกแผ่นลอยละล่องขึ้นกลางอากาศ วาดลวดลายเป็นค่ายกลคุ้ม 12 นักษัตร อักขระแต่ละตัวหมุนวนด้วยความเร็วสูง สร้างม่านพลังโปร่งใสแต่ทรงพลัง ปะทะเข้ากับสายฟ้าสีม่วงที่ฟาดลงมาอย่างจัง!
*ตูมมมม!*
แรงระเบิดสะเทือนเลื่อนลั่นจนศิลาหยกสั่นสะเทือน ทว่าม่านอักขระของหลี่มู่เฉินกลับดูดซับพลังทำลายล้างนั้นไว้ได้ทั้งหมด ก่อนจะสะท้อนพลังงานบริสุทธิ์กระจายออกเป็นละอองแสงสีทองโปรยปรายลงมาดั่งหิมะ สร้างความตื่นตะลึงให้แก่เซียนจื่อเวยเป็นอย่างมาก นางไม่เคยเห็นผู้ใดใช้อักขระสยบอัสนีสวรรค์ได้งดงามและง่ายดายเช่นนี้มาก่อน
"วิชาอักขระของท่าน..." เซียนจื่อเวยพึมพำด้วยความทึ่ง
"วิชากระบี่กับวิชาอักขระ แท้จริงแล้วก็คือสิ่งเดียวกัน" หลี่มู่เฉินก้าวเดินนำหน้าขึ้นไปบนบันไดขั้นต่อไปอย่างสบายๆ "ล้วนใช้จิตนำพาพลัง ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว"
นางมองตามแผ่นหลังของบุรุษผู้นี้ด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะบรรยาย ความเคารพ ความศรัทธา และความรักที่ก่อตัวขึ้นในใจ ทำให้ความหวาดกลัวต่ออดีตอันเจ็บปวดค่อยๆ เลือนหายไป นางสูดลมหายใจเข้าลึก, ก้าวตามเขาขึ้นไปบนขั้นบันไดอย่างมั่นคง
ทว่า ในขณะที่ทั้งสองกำลังก้าวผ่านประตูหินโบราณเข้าสู่เขตชั้นในของแดนเทพเซียน เสียงหัวเราะเยือกเย็นที่เต็มไปด้วยจิตสังหารก็ดังสะท้อนก้องมาจากความว่างเปล่าเบื้องหน้า
"คิดว่าข้ามผ่านด่านอัสนีมาได้ แล้วพวกเจ้าจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของข้าผู้เป็นเจ้าแห่งหุบเขาดาราอย่างนั้นหรือ... ศิษย์ทรยศ จื่อเวย?"
ร่างเงาสลัวในชุดคลุมสีดำสนิทปรากฏขึ้นขวางทาง พร้อมกับแรงกดดันระดับเซียนขั้นสูงที่บีบอัดจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับวิถีกระบี่และอักขระนี้ด้วยกันนะครับ
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับนางเซียนผู้เฝ้ามองดารา•ตอนที่ 13
เส้นทางสู่ยอดเขาสวรรค์
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับนางเซียนผู้เฝ้ามองดารา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!