กลิ่นอายคาวเลือดคละคลุ้งตลบอบอวลอยู่ในค่ายกลดาราเคลื่อนย้าย แสงกระบี่วาวโรจน์นับร้อยสายพาดผ่านความมืดมิดราวกับฝูงดาวตกที่พากันดิ่งพสุธาลงสู่ขุมนรก ทว่าไม่มีดาวดวงใดร่วงหล่นอย่างไร้จุดหมาย ปลายทางของคมกระบี่เหล่านั้นกลับพุ่งเข้าใส่ร่างของพวกเดียวกันเองอย่างแม่นยำและเหี้ยมเกรียม
"อั๊ก... เจ้า... เจ้าสุนัขรับใช้สำนักโลหิตโลกันตร์ เหตุใดจึงลงมือกับข้า!"
เสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนกและโกรธเกรี้ยวแผดก้องขึ้น ท่ามกลางหมู่ศิษย์สายในของสำนักใหญ่นับสิบคนที่ถูกพันธนาการไว้ด้วยภาพลวงตาอันซับซ้อน ปราณกระบี่ที่พุ่งออกไปจากปลายกระบี่ของพวกมันหาได้กระทบโดนเป้าหมายที่แท้จริงไม่ ทว่าม่านค่ายกลอักขระเจ็ดดาวที่หลี่มู่เฉินจัดวางไว้โดยใช้หินวิญญาณศิลาเพลิงสวรรค์เป็นจุดศูนย์กลาง กลับหักเหและบิดเบือนห้วงมิติสายตาจนสิ้นเชิง
ในสายตาของพวกมัน แต่ละคนต่างมองเห็นสหายร่วมสำนักกลายร่างเป็นอสูรโลหิตจากแดนไกล ความหวาดระแวงที่ฝังรากลึกอยู่ในจิตใจอันมืดบอดของคนกลุ่มนี้ถูกกระตุ้นขึ้นด้วยค่ายกลจิตวิญญาณ จนสัญชาตญาณดิบแห่งการเอาตัวรอดเข้าครอบงำ พวกมันจึงชักกระบี่เข้าห้ำหั่นกันเองอย่างบ้าคลั่งโดยไม่ต้องรอให้ผู้ใดออกคำสั่ง
บนยอดเสาศิลาค่ายกลที่สูงตระหง่าน ร่างโปร่งบางในชุดอาภรณ์สีม่วงเข้มของเซียนจื่อเวยยืนสง่างามดั่งเทพธิดาน้ำแข็ง นางทอดสายตามองความโกลาหลเบื้องล่างด้วยแววตาเรียบเฉย ไร้ซึ่งความรู้สึกเวทนาหรือสะทกสะท้าน เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นบนหน้าผากเนียนเล็กน้อย แสดงให้เห็นว่านางต้องใช้พลังจิตสำนึกมหาศาลเพียงใดในการช่วยประคองเสถียรภาพของอักขระดาราชั้นนอกไม่ให้รั่วไหลออกไป
"พวกมันเริ่มสังหารกันเองจนเหลือเพียงครึ่งแล้ว..." เสียงหวานใสเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ทว่ากังวานก้องในห้วงความคิดของหลี่มู่เฉินที่ยืนอยู่เคียงข้าง "วิชาค่ายกลลวงจิตใจของท่านนับว่าลึกล้ำยิ่งนัก หลี่มู่เฉิน... ท่านไม่ต้องลงมือแม้แต่กระบวนท่าเดียว ก็สามารถทำให้ยอดฝีมือระดับหลอมรวมวิญญาณเหล่านี้สิ้นสภาพไปได้ครึ่งค่อนสำนัก"
หลี่มู่เฉินไม่ได้หันไปมองนาง รอยยิ้มบางเบายังคงประดับอยู่บนมุมปากขณะที่นิ้วเรียวยาววาดผ่านอากาศอย่างเชื่องช้า ราวกับกำลังดีดพิณบรรเลงเพลงรักอันเงียบงัน ทุกคราที่ปลายนิ้วสัมผัสกับความว่างเปล่า เส้นใยปราณสีทองจางๆ ก็พุ่งทะยานลงไปเสริมแต่งอักขระในค่ายกลให้แน่นหนายิ่งขึ้น
"จื่อเวย... ยุทธภพนี้หาได้ตัดสินกันด้วยความคมกล้าของกระบี่ไม่" น้ำเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยตอบด้วยความสุขุมลุ่มลึก "คนโง่เขลามักคิดว่าพลังที่เหนือกว่าคือทางออกของทุกสิ่ง แต่พวกมันหลงลืมไปว่า ยิ่งจิตใจเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานและหวาดระแวงมากเท่าใด ช่องโหว่ภายในใจย่อมกว้างใหญ่ขึ้นเท่านั้น ข้าเพียงแต่เปิดประตูบานนั้นให้พวกมันก้าวเดินเข้าไปด้วยความสมัครใจก็เท่านั้นเอง"
คำกล่าวนี้ทำให้เซียนจื่อเวยชะงักไปชั่วขณะ นางหันมามองแผ่นหลังกว้างของบุรุษผู้พกพาเพียงความเรียบง่าย ทว่ากลับเปี่ยมด้วยปัญญาอันลึกซึ้งดั่งมหาสมุทร ในอดีต นางเคยเชื่อมั่นมาตลอดว่าวิถีกระบี่คือการฝึกฝนตนเองให้คมกริบ ดั่งเช่นอาจารย์ของนางผู้ใช้กระบี่ทะลวงฟ้าจนไร้ผู้ต่อต้าน ทว่าสุดท้ายแล้ว กระบี่ที่แหลมคมที่สุดเล่มนั้นกลับหันมาแทงทะลวงหัวใจของนางเองอย่างไร้ความปรานี
ความทรงจำอันเจ็บปวดผุดขึ้นมาดั่งเงาร้าย แต่มือเรียวเย็นเยียบของนางกลับคลายความเกร็งลงอย่างช้าๆ เมื่อปลายนิ้วอุ่นของหลี่มู่เฉินเอื้อมมาแตะที่หลังมือของนางเบาๆ โดยที่สายตายังคงจับจ้องการต่อสู้เบื้องล่าง
"อย่าได้ปล่อยให้เงาอดีตมารบกวนจิตใจในยามนี้" หลี่มู่เฉินกล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่หนักแน่น "ศัตรูที่แท้จริงยังไม่ได้ก้าวเท้าเข้าสู่ค่ายกลชั้นใน... คนผู้นั้นกำลังรอจังหวะที่เราเผลอ"
สิ้นคำกล่าวของหลี่มู่เฉิน ทันใดนั้น ท้องนภายามราตรีเหนือค่ายกลก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานราวกับถูกย้อมด้วยโลหิต คลื่นพลังกดดันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านลงมาจากเบื้องบนจนแผ่นดินสั่นสะเทือน หินผารอบด้านแตกละเอียดเป็นผุยผงในพริบตา ปราณกระบี่มหึมาสายหนึ่งพุ่งแหวกอากาศลงมาตรงใจกลางค่ายกลอย่างไร้ความปรานี รัศมีสีดำทมิฬแผ่ขยายออกไปจนกลืนกินแสงดาวทั้งหมดให้ดับวูบลง
*ตูมมมม!*
แรงระเบิดสะท้านสะเทือนเลื่อนลั่น M่านค่ายกลอักขระเจ็ดดาวสั่นไหวอย่างรุนแรงจนเกิดรอยร้าวราวดั่งใยแมงมุม ศิษย์สำนักโลหิตโลกันตร์ที่เหลือรอดอยู่เบื้องล่างต่างถูกคลื่นกระแทกนี้ซัดจนกระเด็นกระดอนและสิ้นใจตายคาที่ในพริบตาเดียว
ร่างเงาสสายหนึ่งปรากฏขึ้นกลางอากาศอย่างสง่างาม บุรุษวัยกลางคนในชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าครึ่งหนึ่งสวมหน้ากากเงินลายอสูร ดวงตาสีเพลิงคู่หนึ่งทอดมองลงมาจากเบื้องบนด้วยรังสีอำมหิตที่แผ่พุ่งจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว
"หลี่มู่เฉิน! เจ้าหนูโสโครก กล้าดียังไงมาทำลายแผนการของสำนักข้า!" เสียงคำรามดั่งสายฟ้าฟาดจากฟ้าเบื้องบนดังสะท้อนไปทั่วหุบเขา ผู้มาเยือนคือ 'ไป๋ห้าว' ผู้อาวุโสลำดับสองแห่งสำนักโลหิตโลกันตร์ ผู้ครอบครองวิชากระบี่โลหิตผลาญวิญญาณที่มีชื่อเสียงสะเทือนยุทธภพ
เซียนจื่อเวยสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พลังปราณดาราในร่างระเบิดออกจนอาภรณ์สีม่วงปลิวไสว นางก้าวเท้าออกไปข้างหน้าหมายจะชักกระบี่ประจำกายเข้าขัดขวาง ทว่าหลี่มู่เฉินกลับยกมือขึ้นห้ามนางไว้เสียก่อน
"ให้ข้าจัดการเอง" หลี่มู่เฉินกล่าวด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก ดวงตาคมกราบทอดมองผู้อาวุโสไป๋ห้าวราวกับกำลังมองดูตัวตลกที่กำลังเต้นเร่าอยู่บนเวที
ไป๋ห้าวแค่นเสียงเย็นชา "เด็กน้อยปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม เจ้าคิดว่าค่ายกลปลอมๆ ของเจ้าจะหยุดกระบี่ของข้าได้หรือ? วันนี้ข้าจะถลกหนังหัวพวกเจ้ามาทำเป็นเครื่องเซ่นสังเวย!"
พริบตานั้น ไป๋ห้าวสะบัดแขนเสื้อ กระบี่ยาวสีโลหิตเล่มมหึมาปรากฏขึ้นในมือ ปราณกระบี่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าก่อนจะดิ่งพสุธาลงมาหมายผ่าร่างของหลี่มู่เฉินออกเป็นสองซีกในกระบวนท่าเดียว แรงกดดันระดับขอบเขตกำเนิดวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่ขยายออกจนบีบอัดห้วงอากาศรอบตัวให้แน่นิ่ง
หลี่มู่เฉินไม่หลบหนี เขาก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าวอย่างมั่นคง นิ้วมือทั้งสองข้างประสานกันเป็นอินทรีย์อักขระในพริบตา ปากพ่นคำบริกรรมคาถาลึกลับที่ดังก้องกังวานดั่งเสียงระฆังโบราณจากสรวงสวรรค์
"อภินิหารฟ้าดิน... เปลี่ยนดาราเป็นศัตรู!"
ทันใดนั้น แผ่นศิลาโบราณที่ฝังอยู่ใต้ดินรอบตัวไป๋ห้าวก็เรืองแสงสีทองเจิดจ้าขึ้นพร้อมกัน ค่ายกลที่แท้จริงหาได้เป็นค่ายกลลวงจิตใจเมื่อครู่ไม่... แต่เป็นค่ายกลสะท้อนสวรรค์ที่ถูกซ้อนทับไว้ถึงสามชั้น!
คมกระบี่โลหิตของไป๋ห้าวที่พุ่งเข้าใส่หลี่มู่เฉิน กลับทะลุผ่านร่างเงาภาพลวงตาไปอย่างไร้ร่องรอย และในวินาทีต่อมา ม่านพลังสะท้อนแสงสีทองก็ดีดกลับพลังกระบี่ทั้งหมดเข้าใส่ร่างของไป๋ห้าวด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเดิมถึงเท่าตัว!
"บ้าน่า! เป็นไปได้ย่อม..." ไป๋ห้าวเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกขีดสุด ใบหน้าที่เคยเหี้ยมเกรียมแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดไร้สีเลือด พลังที่ตนเองปล่อยออกไปเมื่อครู่บัดนี้กำลังย้อนกลับมาบดขยี้ร่างของตนเองอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
*ฉับ!*
โลหิตสีแดงฉานสาดกระเซ็นขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรี ศีรษะของยอดฝีมือแห่งสำนักโลหิตโลกันตร์หลุดลอยออกจากบ่าพร้อมกับดวงตาที่ยังคงเบิกค้างด้วยความตกตะลึง ร่างไร้ศีรษะล้มลงกระแทกพื้นดินเสียงดังสนั่น ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ
ความเงียบงันเข้าปกคลุมหุบเขาชั่วขณะ ท่ามกลางซากปรักหักพังและกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง เซียนจื่อเวยยืนนิ่งค้างด้วยความทึ่ง นางไม่เคยคาดคิดเลยว่าชัยชนะจะมาถึงมือได้อย่างง่ายดายและงดงามเช่นนี้ โดยไม่ต้องเปลืองเหงื่อแม้แต่หยดเดียว
หลี่มู่เฉินถอนหายใจยาวเบาๆ เขาลดมือลงแล้วหันไปส่งยิ้มให้หญิงสาวข้างกาย ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับพลันแข็งค้างลงในวินาทีต่อมา เมื่อสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างที่ซ่อนอยู่ลึกใต้พื้นดินเบื้องล่าง
พื้นศิลาที่ควรจะสงบลงแล้ว กลับสั่นสะเทือนขึ้นอีกครั้งอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม รอยแยกสีดำสนิทปรากฏขึ้นใต้ร่างไร้หัวของไป๋ห้าว และจากรอยแยกนั้น... เสียงหัวเราะแหบพร่าอันเย็นเยียบเยือกราวกับมาจากขุมนรกโลกันตร์ก็ดังขึ้น พร้อมกับเงาร่างของใครบางคนที่ค่อยๆ ก้าวขึ้นมาจากความมืดมิด... เงาร่างที่แผ่กลิ่นอายปราณเซียนโบราณอันน่าสะพรึงกลัว ซึ่งเหนือกว่าไป๋ห้าวขึ้นไปอีกนับหลายเท่าตัว!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับวิถีกระบี่และอักขระนี้ด้วยกันนะครับ
หมึกทองคำข้ามภพ
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับนางเซียนผู้เฝ้ามองดารา•ตอนที่ 14
กลลวงในพริบตา
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับนางเซียนผู้เฝ้ามองดารา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!