วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับนางเซียนผู้เฝ้ามองดารา•ตอนที่ 9

ยันต์พิทักษ์ใจ

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โลหิตสีดำสนิทหยดลงกระทบพื้นหินศิลาอัคนี เสียงดัง *แปะ... แปะ...* สะท้อนก้องในโถงถ้ำโบราณที่อับชื้นและเย็นยะเยือก ราวกับเสียงนาฬิกาทรายแห่งความตายที่กำลังนับถอยหลัง "อย่าเข้ามานะ... มู่เฉิน!" เสียงหวานที่เคยเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี บัดนี้กลับสั่นพร่าและแหบแห้ง ริมฝีปากบางเฉียบของเซียนจื่อเวยถูกเคลือบไว้ด้วยคราบสีม่วงคล้ำ เส้นเลือดบริเวณลำคอระหงปูดโปนจนน่ากลัว พิษสลายวิญญาณเก้าอัสดงกำลังกัดกินชีพจรและจุดตันTian (ตันเถียน) ของนางอย่างบ้าคลั่ง นางใช้กระบี่จันทราค้างฟ้าค้ำยันร่างที่ทรุดฮวบลงครึ่งหนึ่งไว้กับพื้น ดวงตาคู่คมที่เคยเฉิดฉายดั่งดาราบนฟากฟ้า บัดนี้พร่ามัวและเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อกาฬที่ผุดพรายเต็มขมับ หลี่มู่เฉินหยุดฝีเท้าลง ห่างจากร่างของนางเพียงสามก้าว บุรุษชุดคลุมสีเทาเข้มไม่ได้แสดงสีתpanicหรือความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย แววตาของเขาสุขุมลุ่มลึกดั่งบึงโบราณที่ไร้ระลอกคลื่น ในมือขวาของเขาไม่มีกระบี่คู่ใจเช่นกาลก่อน มีเพียงพู่กันขนสัตว์วิญญาณด้ามหนึ่งกับจานหมึกหยกสลักลายมังกร "เจ้าผลักไสข้าออกไป ในยามที่พิษร้ายกำลังแทรกซึมเข้าสู่หัวใจเช่นนี้... คิดว่ามันฉลาดนักหรือ, จื่อเวย?" น้ำเสียงนุ่มนวลแต่เด็ดเดี่ยวเอื้อนเอ่ยออกไป มันไม่ใช่คำตัดพ้อ แต่เป็นการตั้งคำถามด้วยสัจธรรมแห่งการบำเพ็ญเพียร ศิษย์เอกแห่งสำนักดาราจรัสกัดฟันแน่นจนเลือดสดๆ ไหลรินกลบมุมปาก นางแค่น1เสียงหัวเราะเยาะหยันตนเองออกมาอย่างน่าเวทนา "ข้า... เป็นถึงผู้บรรลุวิถีเซียนขั้นรวบรวมดารา... กลับต้องมาพ่ายแพ้ให้กับแผนสกปรกของผู้อาวุโสร่วมสำนัก... ช่างน่าขันยิ่งนัก... เจ้าหนีไปเสียเถอะ มู่เฉิน พิษนี้คือน้ำมือของราชันพิษหมื่นอสรพิษ ต่อให้เป็นเจ้าที่ครอบครองวิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ ก็มิอาจต้านทานพิษที่กัดกินวิญญาณนี้ได้หรอก... เจ้าจะเอาชีวิตมาทิ้งเปล่าๆ" หลี่มู่เฉินไม่ตอบคำ ทว่าแววตาที่ทอดมองนางกลับแฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะบรรยาย นางแบกรับความแค้น การถูกทรยศ และศักดิ์ศรีของสำนักไว้บนบ่าลำพังมาโดยตลอด ยามที่นางอ่อนแอที่สุด นางกลับเลือกที่จะผลักเขาให้พ้นจากรัศมีอันตราย นี่หรือคือนางเซียนผู้เย็นชาและไร้หัวใจที่ยุทธภพหวาดกลัว? แท้จริงแล้วนางก็เป็นเพียงสตรีผู้หนึ่งที่โดดเดี่ยวท่ามกลางลมหนาวแห่งวิถีเซียน "ในยุทธภพนี้ ข้าเคยชักกระบี่ตัดหัวใจคนมานับไม่ถ้วน..." หลี่มู่เฉินก้าวเข้าไปประชิดตัวนางอย่างไร้ซุ่มเสียง ปราณกระบี่รอบกายถูกเก็บงัดจนมิดชิด ไม่ปล่อยให้ไอร้อนรุ่มไปกระตุ้นพิษในกายของนางให้พลุ่งพล่านขึ้นไปอีก "แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ข้าไม่เคยทำ... คือการถอยหลังหนีสตรีที่กำลังเอาชีวิตเข้าแลกปกป้องข้า" จื่อเวยเงยหน้าขึ้นสบตาเขา หัวใจดวงน้อยที่กำลังจะดับสลลายกระตุกวูบอย่างรุนแรง ความอุ่นซ่านสายหนึ่งแผ่ซ่านผ่านม่านน้ำตาที่เอ่อคลอ "เจ้า..." "สงบจิต [ยันต์พิทักษ์ใจ]!" หลี่มู่เฉินไม่ปล่อยให้เวลาสูญเปล่า นิ้วเรียวยาวดั่งหยกตวัดพู่กันในอากาศอย่างรวดเร็วและแม่นยำ หมึกสีทองคำสว่างวาบขึ้นกลางความมืด อักขระโบราณนับร้อยตัวถูกวาดขึ้นด้วยลมปราณสวรรค์ กลิ่นอายของค่ายกลโบราณแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง กดทับบรรยากาศรอบด้านให้สงบลงชั่วพริบตา *ฟึ่บ!* แผ่นยันต์สีทองคำบริสุทธิ์พุ่งเข้าประทับกลางหน้าอกของเซียนจื่อเวยอย่างนุ่มนวล ทว่าทรงพลัง ราวกับฝนแรกที่โปรยปลงบนแผ่นดินแห้งผาก ทันทีที่อักขระสัมผัสกับผิวเนื้อ เสียงกรีดร้องโหยหวนดังสะท้อนออกมาจากความว่างเปล่า ควันสีดำทมิฬพวยพุ่งออกจากร่างของจื่อเวยราวกับวิญญาณร้ายที่ถูกไฟแผดเผา พิษสลายวิญญาณเก้าอัสดงที่ดุดันและดื้อรั้น กำลังถูกพลังอักขระของหลี่มู่เฉินบีบอัดและชำระล้างอย่างเป็นระบบ "อ๊า––!" จื่อเวยผุดลุกขึ้นด้วยความเจ็บปวดระคนตกตะลึง ร่างของนางสั่นเทิ้ม เหงื่อกาฬไหลท่วมกาย แต่ทว่า... สีหน้าสีม่วงคล้ำกลับค่อยๆ จางหายไป แทนที่ด้วยผิวพรรณที่เริ่มกลับมามีเลือดฝาด ชีพจรที่เกือบขาดสะบั้นกลับถูกเชื่อมต่อเข้าด้วยกันด้วยเส้นใยปราณสีทองอันละเอียดอ่อน หลี่มู่เฉินยืนอยู่เบื้องหน้าของนาง ลมหายใจของเขาเริ่มหอบถี่เล็กน้อย การใช้ยันต์พิทักษ์ใจระดับสูงเพื่อขับไล่พิษระดับราชันพิษนั้น กินพลังสมาธิและลมปราณไปไม่น้อย เม็ดเหงื่อผุดขึ้นตามไรผมของบุรุษหนุ่ม ทว่าเขากลับแย้มยิ้มบางเบาออกมาอย่างโล่งอก "เจ้า... ทำได้เช่นไร?" จื่อเวยมองหน้าเขาด้วยความตื่นตะลึงระคนเหลือเชื่อ ยันต์อักขระเมื่อครู่มิใช่เพียงแค่สะกดพิษ แต่มันเป็นการฝืนเปลี่ยนกฎเกณฑ์ความเป็นความตายโดยอาศัยพลังฟ้าดินเป็นสื่อกลาง "นี่มัน... วิชาของปรมาจารย์ผู้สร้างค่ายกลในตำนาน เหตุใดเจ้าจึง..." "วิถีกระบี่กับวิถียันต์ ล้วนมีจุดบรรจบเดียวกัน" หลี่มู่เฉินเอ่ยเสียงเรียบ พลางยื่นมือไปประคองข้อศอกของนางที่ยังคงอ่อนแรง "กระบี่ใช้ความเฉียบคมตัดขาดปัญหา ยันต์ใช้ความเข้าใจร้อยเรียงสมดุล ข้าเพียงแค่... ใช้สมองมากกว่ากำลังก็เท่านั้นเอง" จื่อเวยนิ่งงันไป นางปล่อยให้เขาประคองโดยไม่ขัดขืน ความอบอุ่นจากฝ่ามือของบุรุษหนุ่มถ่ายทอดผ่านเนื้อผ้า เข้าสู่หัวใจที่เคยด้านชาและหน็บหนาวของนาง จนมันเริ่มสั่นไหวอย่างควบคุมไม่อยู่ ทว่า... ช่วงเวลาแห่งความสงบสุขนั้นดำรงอยู่เพียงชั่วลมหายใจ *เปรี้ยง!* เสียงสายฟ้าสีเลือดคำรามก้องฟ้า ทะลุทะลวงเพดานถ้ำหินลงมาอย่างกะทันหัน แรงระเบิดมหาศาลซัดสาดฝุ่นผงและเศษหินกระจัดกระจาย บรรยากาศรอบด้านพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือในพริบตา แรงกดดันระดับมหาศาลที่ทรงพลังยิ่งกว่าราชันพิษนับร้อยเท่า กดทับลงบนบ่าของทั้งสองคนจนเข่าแทบทรุด หลี่มู่เฉินหรี่ตาลงคมกริบ เขาดึงร่างของจื่อเวยเข้าหาตัวตามสัญชาตญาณ ปลายกระบี่ในมือขวาที่ดีดตัวออกจากฝักโดยอัตโนมัติ ส่งเสียงร้องคำรามก้องกังวานท้าทายฟ้าดิน ที่ปากทางเข้าถ้ำ ปรากฏเงาร่างของบุรุษในชุดคลุมสีทองอร่ามผู้หนึ่ง ใบหน้าสลักเสลาหล่อเหลาแต่เยียบเย็นและเปี่ยมด้วยรอยยิ้มอันตราย ในมือของมันถือป้ายคำสั่งสำนักดาราจรัสที่เปล่งแสงสีแดงฉาน "ศิษย์น้องจื่อเวย... ข้าตามหาเจ้าทั่วค่ายกลแดนใต้ เสียแรงที่ท่านอาจารย์อุตส่าห์ไว้วางใจ... ที่แท้ก็แอบมาลักลอบสมสู่กับไอ้เศษสวะนอกรีตผู้นี้เองหรอ?" เสียงทุ้มต่ำที่เต็มไปด้วยจิตสังหารเอ่ยขึ้น พร้อมกับกองกำลังนับร้อยคนที่ปิดล้อมปากถ้ำไว้ทุกด้านอย่างแน่นหนา ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางในวิถีกระบี่นี้กับ "หมึกทองคำข้ามภพ" เสมอมาครับ
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับนางเซียนผู้เฝ้ามองดารา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%