"หากพวกเจ้าคิดว่าความเงียบงันจะปกปิดรอยเลือดของสำนักกระบี่เมฆาได้... ถือว่าพวกเจ้าประเมิน 'ยันต์สุริยันต์ทลายศิลา' ต่ำเกินไปแล้ว"
ซุ่มเสียงทุ้มต่ำที่หลุดลอดออกมาจากริมฝีปากของหลี่มู่เฉินไม่ได้ดังสะเทือนเลื่อนลั่น ทว่ามันกลับแฝงไว้ด้วยแรงกดดันจากจิตวิญญาณระดับสูงที่ทำให้เหล่าเงาพ면ทะมึนซึ่งซ่อนตัวอยู่หลังม่านค่ายกลภายนอกปากถ้ำถึงกับลมปราณตีกลับ
ความมืดมิดภายในถ้ำลึกลับใต้ซากปรักหักพังถูกแทนที่ด้วยแสงสีทองเรืองรองจากอักขระนับร้อยที่หลี่มู่เฉินสะบัดปลายนิ้ววาดขึ้นกลางอากาศ ในยามนี้ เขายืนอยู่เบื้องหน้าผนังศิลาโบราณที่สลักลวดลายประหลาด คล้ายแผนที่ดาราจักรที่ถูกบิดเบือนด้วยพลังมาร ร่างกายของเขายังคงรักษาท่าทีสงบนิ่ง ทว่าแววตาคู่นั้นกลับคมกราบดั่งคมกระบี่ที่ซ่อนฝัก
เบื้องหลังของเขาไม่ไกลนัก เซียนจื่อเวยยืนสง่างามดั่งประติมากรรมน้ำแข็งแกะสลัก อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางพลิ้วไหวเล็กน้อยตามสายลมปราณที่หมุนวน นางไม่ได้เอ่ยคำใดออกมาตั้งแต่ศัตรูเริ่มปิดล้อม ทว่ากระบี่ ‘ดารา ศาสตรา ไร้ลักษณ์’ ในมือของนางกลับส่งเสียงคำรามเบาๆ สั่นพ้องกับจิตสำนึกของนางอย่างสอดรับ
นางเซียนผู้เย็นชาต่อโลกหล้า หันมามองแผ่นหลังของบุรุษผู้ยืนหยัดอยู่เบื้องหน้าด้วยสายตาที่ลึกล้ำเกินกว่าจะหยั่งถึง ในยามวิกฤตเช่นนี้ ที่ซึ่งกองกำลังนับร้อยกำลังคืบคลานเข้ามาเพื่อปิดปากพวกเขาชั่วนนิรันดร์ หลี่มู่เฉินกลับมิได้แสดงความหวั่นเกรงแม้แต่น้อย เขากลับใช้สติปัญญาและค่ายกลโบราณพลิกสถานการณ์ จากผู้ถูกล่า กลายเป็นผู้กุมชะตากรรมของสถานที่แห่งนี้ไว้ในกำมือ
"มู่เฉิน... พลังปราณภายนอกเริ่มปั่นป่วนแล้ว พวกมันกำลังใช้ ‘ค่ายกลโลหิตหมื่นศพ’..." เสียงหวานใสที่เย็นชาราวน้ำค้างแข็งเอ่ยขึ้นเบาๆ แต่กลับเปี่ยมด้วยความตึงเครียด นางก้าวเท้าเข้ามาใกล้เขาอีกครึ่งก้าว กลิ่นอายหอมเย็นประจำตัวผสมผสานกับกลิ่นอายคัมภีร์เซียนลอยละล่องเข้าจมูกของเขา
"ให้พวกมันใช้ไปเถอะครับ..." หลี่มู่เฉินตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างสุขุม "ค่ายกลโลหิตจำต้องอาศัยชีวิตคนนับร้อยเพื่อเปิดประตูมิติ แต่สถานที่แห่งนี้... คือสุสานที่แท้จริงของบรรพจารย์พวกมัน การที่พวกมันโง่เขลาเดินเข้ามาในเขตอาคมที่ข้าเตรียมไว้ ก็เท่ากับนำกระดูกมาถมให้เราเดินผ่านทางสะดวกเท่านั้น"
สิ้นคำพูดของเขา หลี่มู่เฉินก็สะบัดมือขวาออกไปสุดแรง!
*เปรี้ยง!*
ยันต์อักขระสีทองอร่ามพุ่งทะยานเข้ากระแทกผนังศิลาเบื้องหน้าอย่างจัง แรงปะทะทำให้เกิดคลื่นกระแทกสะท้อนกลับจนพื้นดินสั่นสะเทือน เลเยอร์ของผนังศิลาที่ปิดตายมานับร้อยปีค่อยๆปริแตกออก เผยให้เห็นทางเดินลับเบื้องล่างที่ทอดตัวยาวดิ่งลงสู่ความมืดมิด กลิ่นอายอันเก่าแก่และน่าสะพรึงกลัวพวยพุ่งขึ้นมาทันที พร้อมกับกลิ่นอายคาวเลือดที่จางเบาแต่ชัดเจน
นี่คือเบาะแสสำคัญ... สถานที่แห่งนี้คือห้องทดลองลับของผู้ที่อยู่เบื้องหลังการล่มสลายของยุทธภพเมื่อสามสิบปีก่อน!
"ตามข้ามาครับ" หลี่มู่เฉินกล่าวสั้นๆ ก่อนจะก้าวเท้าเข้าสู่ความมืดเบื้องล่างโดยไม่ลังเล เซียนจื่อเวยพยักหน้ารับอย่างเงียบงัน ร่างเพรียวระหงทะยานติดตามเขาไปราวดั่งเงาตามตัว ทั้งสองก้าวผ่านม่านพลังที่ถูกกั้นไว้ด้วยอักขระโบราณ จนกระทั่งมาหยุดยืนอยู่ ณ โถงกว้างใหญ่ใจกลางใต้ดิน
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้แม้แต่เซียนจื่อเวยผู้ผ่านโลกมามากยังต้องสูดลมหายใจเข้าลึก
กลางโถงกว้าง มีแท่นบูชาหินสีดำสนิทตั้งอยู่ รอบๆ แท่นเต็มไปด้วยเศษซากกระดูกมนุษย์และคัมภีร์วิชาต้องห้ามที่ถูกฉีกกระชาก ทว่าสิ่งที่สะดุดตาสุดคือ 'ป้ายวิญญาณ' นับพันชิ้นที่เรียงรายอยู่บนผนัง และตรงกลางป้ายเหล่านั้น มีตราสัญลักษณ์รูป 'ดวงจันทร์สีเลือด' สลักไว้อย่างเด่นชัด—สัญลักษณ์เดียวกับที่ปรากฏบนกระบี่ของผู้นำสำนักดาราจรัส อาจารย์ผู้ให้กำเนิดและทรยศนาง!
"อาจารย์... เป็นผู้ลงมือจริงๆ สินะ" เสียงของเซียนจื่อเวยสั่นเครือเล็กน้อย ความเย็นชาบนใบหน้าถูกแทนที่ด้วยความเจ็บปวดร้าวราน นางกำด้ามกระบี่ในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด ความจริงที่ถูกซ่อนเร้นภายใต้ความรุ่งโรจน์ของสำนัก บัดนี้ถูกเปิดเผยออกมาอย่างโหดร้าย
หลี่มู่เฉินเอื้อมมือไปแตะไหล่บางของนางแผ่วเบา สัมผัสอุ่นซ่านจากฝ่ามือของเขาถ่ายทอดผ่านเนื้อผ้าส่งตรงถึงหัวใจที่หนาวเหน็บ นางสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาคู่นั้นสะท้อนภาพเงาของเขาที่เต็มไปด้วยความมั่นคงและปกป้อง
"ความจริงมักน่ารังเกียจเสมอครับจื่อเวย แต่ตราบใดที่ข้ายังยืนอยู่ตรงนี้ จะไม่มีใครทำร้ายเจ้าได้อีก..."
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังจะลึกซึ้งและเปี่ยมด้วยความผูกพันนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยก็ดังสะท้อนก้องมาจากอุโมงค์ทางเข้าด้านหลัง พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
*แปะ... แปะ... แปะ...*
"ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง คู่รักพลัดถิ่นแห่งยุทธภพ..." เสียงหัวเราะแหברי้วดังขึ้น ก่อนที่ร่างในชุดคลุมสีดำสนิทใบหน้าสวมหน้ากากกระดูกสัตว์จะก้าวออกมาจากเงาดำ "หลี่มู่เฉิน เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าค่ายกลตื้นเขินของเจ้าจะปิดกั้น 'ผู้บัญชาการ' อย่างข้าได้?"
หลี่มู่เฉินหรี่ตาลงทันที รัศมีกระบี่รอบตัวระเบิดออกอย่างรุนแรง เขาดึงเซียนจื่อเวยมาหลบอยู่ด้านหลังพร้อมกับสะบัดปลายนิ้วเตรียมยันต์อักขระขั้นสูงสุด
ทว่า ผู้มาเยือนกลับยกย่องมุมปากภายใต้หน้ากาก พร้อมกับดีดนิ้วส่งสัญญาณบางอย่าง
*พรึบ!*
คบเพลิงรอบโถงใต้ดินดับลงพร้อมกันทั้งหมด ในความมืดมิดนั้น เสียงกระซิบจากเบื้องหลังของเซียนจื่อเวยทำให้หัวใจของหลี่มู่เฉินกระตุกวูบ
"มู่เฉิน... ระวัง... คนที่อยู่ใต้หน้ากากนั้น ไม่ใช่คนแปลกหน้า..."
ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและค่ายกลอักขระไปด้วยกันนะครับ - หมึกทองคำข้ามภพ
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับนางเซียนผู้เฝ้ามองดารา•ตอนที่ 10
ความลับใต้ดิน
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับนางเซียนผู้เฝ้ามองดารา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!