กลิ่นอายความตายไม่ได้มาพร้อมกับเสียงคำรามของสายฟ้า หากแต่ลอยมากับละอองหมึกสีชาดที่หยดลงบนพื้นกระเบื้องเคลือบอย่างเงียบเชียบ
หลี่มู่เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย ปลายนิ้วเรียวยาวที่คีบยันต์อักขระสีทองอร่ามหยุดชะงักกลางอากาศ รัศมีปราณกระบี่ไร้ลักษณ์รอบตัวเขายังคงนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ทว่าจิตสัมผัสระดับปรมาจารย์กลับรับรู้ได้ถึงความผิดปกติของมิติเบื้องนอก—ค่ายกลสะกดวิญญาณเจ็ดดาวถูกปิดตายอย่างไร้ร่องรอย
"พวกมันมาเร็วกว่าที่คำนวณไว้สามเค่อ..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ราวกับพึมพำกับตนเอง แต่กลับชัดเจนก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของสตรีผู้ยืนเคียงข้าง
เซียนจื่อเวยไม่แม้แต่จะขยับกาย นางยังคงรักษาท่าทีสง่างามเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปี อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ต้องสายลมราตรีจนพลิ้วไหว ดวงเนตรคู่คมกวาดมองความมืดมิดเบื้องหน้า ยามเมื่อกระแสลมพัดผ่าน ปลายกระบี่ดาราจรัสในมือของนางก็เปล่งประกายแสงสีฟ้าครามเยือกเย็นออกมาวับหนึ่ง "หน่วยเงาสังหารโลหิต... ดูท่าว่าสำนักดาราจรัสคงส่งมือดีระดับสิบอันดับแรกมาต้อนรับเราอย่างสมเกียรติแล้วกระมัง"
น้ำเสียงของนางราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงความเย้ยหยันและร่องรอยของความเจ็บปวดลึกๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเยือกเย็นนั้น นางถูกทรยศโดยผู้มีพระคุณและอาจารย์ที่เคารพรัก บัดนี้ ศิษย์พี่และมือสังหารในเงาของสำนักเดียวกันกลับกลายเป็นผู้ล่าที่จงเกลียดจงชังนางยิ่งกว่าสิ่งใด
"ความโลภของมนุษย์ช่างน่าขันยิ่งนัก..." หลี่มู่เฉินระบายยิ้มจางๆ บนมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยสัจธรรมอันลึกซึ้ง ไร้ซึ่งความทะนงตน ทว่ากลับทรงพลังจนน่าเกรงขาม "พวกมันคิดว่าการใช้ 'ยันต์พันธนาการโลหิต' จะสามารถกักขังวิญญาณเซียนผู้สูงส่งได้ แต่มันกลับลืมไปว่า... ยิ่งเงาดำมืดเพียงใด แสงสว่างย่อมเจิดจ้าขึ้นได้ง่ายดายเพียงนั้น"
*ฟึบ!*
สิ้นเสียงคำพูด ร่างนับสิบในชุดคลุมสีดำสนิทก็พุ่งทะยานออกมาจากความมืดมิดราวกับฝูงกาเหว่ากระหายเลือด ไร้ซึ่งเสียงฝีเท้า ไร้ซึ่งจิตสังหารที่ฟุ้งซ่าน ทุกท่วงท่าถูกฝึกฝนมาเพื่อการ "ปลิดชีพ" โดยเฉพาะ ประกายแสงจากคมดาบยาวเคลือบพิษสีม่วงเข้มวาบขึ้นพร้อมกัน ตัดผ่านความมืดมิดจนเกิดเป็นเสียงแหวกอากาศแหลมคม
เซียนจื่อเวยขยับตัว นางสะบัดข้อมือเบาๆ ปราณดาราพวยพุ่งออกจากปลายกระบี่กลายเป็นกลุ่มดาวระยิบระยับที่พุ่งเข้าปะทะกับแนวหน้าของมือสังหารทันที ทว่าพลังปราณของนางยังไม่ฟื้นฟูเต็มที่จากการบาดเจ็บครั้งก่อน การปะทะกันครั้งนี้ทำให้ร่างระหงสะท้านเล็กน้อย เลือดสีสดสายหนึ่งไหลซึมออกจากมุมปาก แม้ใบหน้าจะยังคงความเย่อหยิ่งดั่งราชสีห์หิมะ แต่นางก็รู้ตัวดีว่าสถานการณ์เริ่มตกเป็นรอง
"ถอยไปก้าวหนึ่ง..."
เสียงกระซิบที่อบอุ่นและมั่นคงดังขึ้นข้างหู หลี่มู่เฉินก้าวเท้าขวาออกไปเบื้องหน้าเพียงครึ่งก้าว ร่างของเขาบังร่างอรชรของนางไว้จนมิด แม้จะไม่ได้ถือกระบี่เหล็กกล้าอยู่ในมือ ทว่ารัศมีกระบี่ที่แผ่ออกมาจากตัวเขากลับคมกริบเสียยิ่งกว่าศาสตราวาระใดๆ ในยุทธภพ
มือซ้ายของเขาตวัดวาดกลางอากาศอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ยันต์อักขระสีทองนับร้อยแผ่นพรั่งพรูออกมาจากแหวนมิติ ราวกับดวงดาวนับพันที่ร่วงหล่นจากฟากฟ้า อักขระแต่ละตัวสลักลวดลายโบราณ เปล่งแสงเจิดจ้าขับไล่ความมืดมิดให้ถอยร่นไป
"ค่ายกลกระบี่ไร้ลักษณ์... พันธนาการดาราพิฆาต!"
*ตูม! ตูม! ตูม!*
เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหว พื้นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนราวกับแผ่นดินไหว ค่ายกลอักขระที่หลี่มู่เฉินวางไว้ล่วงหน้าส่งผลทันที แสงสีทองแปรเปลี่ยนเป็นกระบี่ลมปราณนับพันเล่มพุ่งเข้าตรึงร่างของมือสังหารโลหิตทั้งกลุ่มไว้กลางอากาศอย่างเฉียบขาด ไร้ทางหนี ไร้ทางหลบเลี่ยง
มือสังหารระดับปรมาจารย์ผู้หนึ่งพยายามฝืนใช้พลังปราณทลายค่ายกล ใบหน้าภายใต้หน้ากากเหล็กบิดเบี้ยวด้วยความตื่นตระหนก "วิชาอะไรกันนี่... เจ้าไม่ได้ใช้กระบี่ เหตุใดพลังปราณจึงทรงอานุภาพถึงเพียงนี้!"
หลี่มู่เฉินไม่แม้แต่จะชายตามอง เขาเพียงประสานมือไว้เบื้องหลัง สีหน้าสงบนิ่งราวนักปราชญ์ผู้บรรลุธรรม "กระบี่อยู่ที่ใจ หาใช่ที่คมดาบ ผู้ที่ยึดติดกับศาสตรา ย่อมไม่มีวันเข้าใจถึงแก่นแท้ของวิถีกระบี่ เจ้าฝึกฝนวิชาสายมารเพื่อฆ่าคน แต่ข้าใช้อักขระเพื่อคืนความสงบให้แก่ผืนแผ่นดิน ความต่างนี้... ต่อให้พวกเจ้าฝึกอีกร้อยชาติก็มิอาจเทียบเคียง"
คำพูดนั้นเรียบง่าย ทว่าบาดลึกถึงจิตวิญญาณ มือสังหารผู้นั้นกระอักเลือดออกมาคำโต ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะถูกพลังอักขระกดทับจนร่วงลงสู่พื้น สลบไพศาลไปในพริบตา
บรรยากาศรอบด้านกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงหอบหายใจแผ่วเบาของเหล่ามือสังหารที่ยังคงเหลือรอดอยู่ไม่กี่คน พวกมันมองบุรุษชุดเขียวเบื้องหน้าด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับเทพเจ้าแห่งความตายที่จำแลงกายมา
เซียนจื่อเวยมองแผ่นหลังกว้างของบุรุษผู้นี้ ดวงเนตรคู่สวยทอประกายความซับซ้อน ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจที่เคยหนาวเหน็บมาตลอดชีวิต นางไม่เคยคิดเลยว่า ในวันที่โลกทั้งใบหันหลังให้
จะมีคนผู้หนึ่งยืนหยัดต้านทานลมฝนเคียงข้างนาง โดยไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำหวานใดๆ ให้มากความ
"ท่าน... ไม่จำเป็นต้องเปลืองพลังฝีมือเพื่อข้าถึงเพียงนี้" นางเอ่ยเสียงเบา ทว่าแฝงความห่วงใยที่ยากจะปกปิด
หลี่มู่เฉินหันกลับมามองนาง รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย ดวงตาคู่นั้นลึกล้ำดั่งห้วงจักรวาล "เพื่อปกป้องคนที่ข้าเลือกแล้ว ต่อให้ต้องผลาญพลังปราณจนหมดสิ้น ก็มิใช่เรื่องสูญเปล่าหรอกนะ..."
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลายลง ทันใดนั้นเอง พื้นดินเบื้องล่างที่สงบลงแล้วกลับสั่นสะเทือนขึ้นมาอีกครั้งอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม!
ไอฟ้าระดับบรรพกาลพวยพุ่งขึ้นจากรอยแยกของพื้นดิน ท้องน้ายามราตรีที่ควรจะมืดมิด กลับถูกย้อมด้วยสีเลือดฉานในพริบตา พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังสะท้อนก้องมาจากห้วงมิติที่อยู่ลึกล้ำยิ่งกว่า
*ครืนนน...!*
ร่างเงาสีดำสนิทร่างหนึ่งก้าวเท้าเดินออกมาจากรอยแยกมิติ ร่างนั้นไม่ได้ปล่อยจิตสังหารออกมาแม้แต่น้อย ทว่ากลับทำให้กระบี่ในมือของเซียนจื่อเวยสั่นสะท้อนด้วยความหวาดกลัวอย่างควบคุมไม่ได้... และสิ่งที่ทำให้หลี่มู่เฉินต้องหรี่ตาลงด้วยความตกใจอย่างแท้จริง คือสัญลักษณ์รูป "ดวงอาทิตย์กลืนจันทร์" ที่สลักอยู่บนหน้ากากของแขกผู้มาเยือนรายนี้!
"ไม่นึกเลยว่า... ศิษย์น้องผู้ทรยศ จะหนีมาได้ไกลถึงเพียงนี้ และยิ่งคาดไม่ถึงว่า... เจ้าจะมี 'หนูสกปรก' คอยท่าปกป้องอยู่ข้างกายด้วยเช่นนี้, ผู้อาวุโสแปดแห่งสำนักดาราจรัส... มาถึงแล้ว"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "หมึกทองคำข้ามภพ" เสมอมาครับ
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับนางเซียนผู้เฝ้ามองดารา•ตอนที่ 8
ศัตรูในเงา
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับนางเซียนผู้เฝ้ามองดารา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!