วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับนางเซียนผู้เฝ้ามองดารา•ตอนที่ 4

อักษรทองคำ

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
คราบโลหิตสีดำบนพื้นหินศิลาอัคคีส่งกลิ่นคาวคลุ้งจนน่าสะอิดสะเอียน รอบกายของหลี่มู่เฉินและเซียนจื่อเวยในยามนี้ถูกโอบล้อมด้วยแรงกดดันจากค่ายกลเพลิงโลกันตร์ขั้นสมบูรณ์ ความร้อนระอุแผดเผาจนอากาศบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่น ทว่าภายในรัศมีสามเชียะที่มู่เฉินยืนหยัดอยู่ กลับเย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ฤดู "เจ้าคิดจะใช้กระดาษยันต์ไม่กี่แผ่นมาต่อกรกับค่ายกลบรรพกาลรึ? ช่างเป็นความโง่เขลาที่ไร้ขอบเขตสิ้นดี!" เสียงหัวร่อเย้ยหยันดังมาจากเงาดำเบื้องหน้า ผู้อาวุโสพรรคโลหิตทมิฬผู้หนึ่งก้าวออกมาจากเปลวเพลิง ร่างกายของมันสูงใหญ่ราวภูผา แววตาดุจเหยี่ยวจ้องมองคนทั้งสองด้วยความสมเพชเวทนา หลี่มู่เฉินไม่แม้แต่จะปรายตาแลมองมัน มือเรียวยาวดั่งหยกขาวของเขากำพู่กันขนอสูรโลหิตมั่น ปลายพู่กันชุ่มไปด้วยหมึกทองคำส่องประกายเรืองรองตัดกับความมืดมิดรอบด้าน เขาเพียงแต่ทอดถอนใจเบาๆ ราวกับกำลังพิจารณาภาพวาดที่ยังไม่สมบูรณ์ มากกว่าจะเผชิญหน้ากับความเป็นความตาย "วิถีกระบี่... แท้จริงแล้วหาใช่การฆ่าฟันไม่ หากแต่คือการทำความเข้าใจความว่างเปล่า" มู่เฉินพึมพำกับตนเอง น้ำเสียงราบเรียบแต่มั่นคงดั่งขุนเขา เซียนจื่อเวยที่ยืนอยู่เคียงข้าง เม้มริมฝีปากบางเฉียบจนซีดขาว กระบี่เจ็ดดาราในมือสั่นระริก นางบาดเจ็บภายในจากการปะทะเมื่อครู่ ปราณดาราในร่างปั่นป่วนจนเกือบควบคุมไม่ได้ ทว่ายามที่นางเหลือบสายตาขึ้นมองแผ่นหลังกว้างของบุรุษเบื้องหน้า หัวใจที่เคยเยียบเย็นดั่งน้ำแข็งนับร้อยปีกลับไหววูบอย่างรุนแรง ความอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ซ่านเข้ามาในอก นางไม่เคยเข้าใจเลยว่า เหตุใดอดีตกระบี่มือหนึ่งผู้ทะนงตนผู้นี้ จึงยอมทิ้งกระบี่แล้วหันมาจับพู่กันเขียนยันต์ ทว่าในยามวิกฤตเช่นนี้ แผ่นหลังนั้นกลับกลายเป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุดในสามโลก "มู่เฉิน... ระวังตัวด้วย ค่ายกลนี้ซ่อนพลังวิญญาณโลหิตไว้ถึงเก้าชั้นฟ้า ข้าเกรงว่า..." เสียงของนางขาดห้วงเมื่อกระอักลิ่มเลือดสีชาดออกมาคำโต "วางใจเถอะ, จื่อเวย" มู่เฉินกล่าวเสียงทุ้มนุ่ม ลมหายใจของเขาสม่ำเสมอไร้ซึ่งความตื่นตระหนก "ฟ้าดินมีวัฏจักร เป็นตายมีกำหนด การที่พวกมันเลือกใช้ไฟเผาผลาญวิญญาณ เท่ากับเป็นการรนหาที่ตายเอง" สิ้นคำพูดนั้น ดวงตาคมกริบของมู่เฉินก็พลันเปล่งประกายเจิดจ้า ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในกระแสจิตถูกถ่ายเทผ่านปลายนิ้ว พู่กันในมือเคลื่อนไหววาดลวดลายกลางอากาศอย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ ทุกตวัดขีดเขียนก่อเกิดเป็นอักษรโบราณสีทองอร่าม ลอยคว้างอยู่เบื้องหน้าทีละตัว สองตัว สามตัว... จนครบเก้าสิบเก้าอักษร! *“อักษรทองคำ สยบฟ้าดิน!”* ทันทีที่อักษรตัวสุดท้ายถูกเขียนขึ้นจนสมบูรณ์ ค่ายกลเพลิงโลกันตร์ที่กำลังแผดเผาก็พลันชะงักงัน ราวกับเวลาถูกหยุดไว้ด้วยพลังอันไร้รูป แรงกดดันมหาศาลที่เคยบดขยี้ร่างกลับตาลปัตรย้อนกลับไปหาเหล่าผู้อำนวยค่ายกลอย่างรุนแรงนับร้อยเท่า! "อ๊ากกก!" เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังระงม ผู้อาวุโสพรรคโลหิตทมิฬเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก ร่างกายของพวกมันเริ่มแตกร้าวราวกับเครื่องปั้นดินเผาที่ถูกเผาไฟจนเกรียม พลังปราณโลหิตที่สะสมมานับร้อยปีถูกอักษรทองคำทั้งเก้าสิบเก้าตัวดูดกลืนเข้าไปจนหมดสิ้น นี่ไม่ใช่แค่การป้องกัน... แต่นี่คือการ "ชำระล้าง" กฎเกณฑ์แห่งค่ายกลด้วยวิถีกระบี่ที่หลอมรวมเข้ากับอักขระเซียน! เซียนจื่อเวยเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง นางมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ ในฐานะศิษย์ลำดับหนึ่งแห่งสำนักดาราจรัส นางย่อมมีความรู้เรื่องค่ายกลและอักขระไม่น้อย แต่สิ่งที่มู่เฉินแสดงออกมาในยามนี้ vượtเหนือตำราโบราณทุกเล่มบนโลกหล้า เขามิได้ใช้อักขระเพื่อต่อต้าน แต่เขาใช้อักขระเพื่อ "เขียนกฎเกณฑ์ใหม่" บนพื้นที่แห่งนั้น! "เจ้า... เจ้าบรรลุถึงขอบเขตนั้นแล้วหรือ?" เสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย ยามที่จ้องมองใบหน้าด้านข้างที่เต็มไปด้วยความสุขุมของเขา มู่เฉินไม่ได้ตอบคำถามทันที เขาสบตากับนาง แววตาคู่นั้นลุ่มลึกดั่งห้วงมหาสมุทร ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนที่มอบให้แก่นางเพียงผู้เดียว มือข้างหนึ่งเอื้อมออกไปแตะเบาๆ ที่ไหล่บางของนาง ปราณอุ่นซ่านไหลทะลักเข้าสู่จุดชีพจร ช่วยชำระล้างอาการบาดเจ็บภายในของนางให้หายเป็นปลิดทิ้งในชั่วพริบตา "วิถีกระบี่กับวิถียันต์ แท้จริงแล้วก็คือสิ่งเดียวกัน..." มู่เฉินกระซิบเบาๆ ข้างใบหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนทำให้หูของเซียนจื่อเวยขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างควบคุมไม่ได้ "นั่นคือการซื่อตรงต่อหัวใจตนเอง" ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลายลงและความตายของเหล่าศัตรูพรรคโลหิตทมิฬกำลังจะสิ้นสุดลง อักษรทองคำตัวสุดท้ายที่ลอยอยู่กลางอากาศก็พลันเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท! เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวจากมิติเบื้องบน ท้องฟ้าเหนือหุบเขาอัคคีที่ควรจะแจ่มใส กลับถูกฉีกกระชากออกเป็นรอยแยกขนาดใหญ่ เปลวเพลิงสีครามลุกโชนออกมาจากรอยแยกนั้น พร้อมกับเงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งที่สวมหน้ากากเงิน ปล่อยกลิ่นอายพลังที่ทำให้มิติรอบด้านสั่นสะท้อนอย่างรุนแรง *“ฮ่าๆๆๆ... ช่างน่าสนใจยิ่งนัก หลี่มู่เฉิน เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการทำลายค่ายกลกากๆ นี้ จะทำให้เจ้าปลอดภัยแล้ว?”* เสียงหัวเราะเยือกเย็นก้องกังวานเสียดแก้วหู พร้อมกับกระบี่มารสีเลือดที่พุ่งแหวกอากาศตรงเข้ามาหมายปลิดชีพมู่เฉินในกระบวนท่าเดียว! ขอบน้อมขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านด้วยใจจริงนะครับ — หมึกทองคำข้ามภพ
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับนางเซียนผู้เฝ้ามองดารา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%