"ความลับย่อมไม่ใช่ความลับ เมื่อมันถูกแบกไว้บนบ่าที่บอบบางเกินกว่าจะต้านทานแรงโน้มถ่วงแห่งโชคชะตา..."
น้ำเสียงของหลี่มู่เฉินราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งความเย่อหยิ่ง ทว่ากลับทรงพลังราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของเซียนจื่อเวยอย่างแม่นยำ ทุกถ้อยคำของชายหนุ่มเปรียบเสมือนมีดสั้นที่กรีดเปิดแผลเก่าในจิตวิญญาณของนาง รอยแผลที่นางใช้เวลาทั้งชีวิตในการถักทอผ้าไหมแห่งความเย็นชาขึ้นมาปกปิด อำพรางมันไว้ใต้หน้ากากของศิษย์เอกแห่งสำนักดาราจรัสผู้สูงส่ง
เซียนจื่อเวยถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว สันหลังของนางแนบชิดกับเสาหินอัคนีเย็นยะเยือกของวิหารร้าง ร่างกายที่เคยสง่างามดั่งเทพธิดาน้ำแข็งบัดนี้สั่นเทาเล็กน้อย ดวงตากลมโตคู่นั้นจ้องมองบุรุษชุดเทปอนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะบรรยาย ทั้งตื่นตระหนก หวาดระแวง และ... ความหวังอันริบหรี่ที่ถูกจุดขึ้นในอกอย่างไม่ยินยอม
"เจ้า... เป็นใครกันแน่?" น้ำเสียงของนางแหบพร่าลงอย่างเห็นได้ชัด ความเยือกเย็นก่อนหน้านี้ละลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงสตรีผู้หนึ่งที่กำลังยืนอยู่บนปากเหวแห่งความทรงจำอันเจ็บปวด "วิชาอ่านจิตของสำนักดาราจรัสแม้แต่ผู้อาวุโสสูงสุดยังต้องใช้เวลาโคจรปราณถึงเจ็ดวัน เจ็ดคืน แต่เจ้า... เพียงแค่สบตาข้าชั่วลมหายใจ กลับมองทะลุถึงแก่นแท้แห่งวิญญาณของข้าได้... เจ้าฝึกวิชาอันใดกัน?"
หลี่มู่เฉินไม่ได้ตอบคำถามทันที เขายกมือขึ้นปัดฝุ่นละอองที่เกาะอยู่บริเวณบ่าเสื้ออย่างใจเย็น นัยน์ตาคู่นคมกริบกวาดมองไปรอบกาย สำรวจความผิดปกติของมิติอากาศที่บิดเบี้ยวเล็กน้อยราวกับผืนผ้าใบที่ถูกหยดด้วยหมึกจางๆ
"โลกหล้าล้วนมีวิถีของมัน สำนักดาราจรัสของพวกท่านนับถือดวงดาวบนฟากฟ้าเป็นสรวงสวรรค์ แต่กลับลืมมองดูรากเหง้าของแผ่นดินใต้ฝ่าเท้า" หลี่มู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มทุบ แต่วาจาดุจคมกระบี่ "อาจารย์ของเจ้าไม่ได้แค่หักหลังความไว้วางใจ แต่มันใช้ 'ค่ายกลกลืนวิญญาณเจ็ดดารา' คอยสูบกินพลังบำเพ็ญเพียรของเจ้ามาตลอดสามร้อยปีเพื่อต่ออายุขัยของมันเอง... หากข้าไม่ทักทายเจ้าด้วยความจริงข้อนี้ เกรงว่าอีกไม่เกินสามค่ำคืน วิญญาณของเจ้าคงกลายเป็นเพียงปุ๋ยบำรุงต้นท้อพันปีในสวนหลังสำนักของมันไปเสียแล้ว"
คำพูดประโยคสุดท้ายราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางกระหม่อม เซียนจื่อเวยรู้สึกคล้ายโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงตรงหน้า ความจริงที่นางพยายามหลอกตัวเองมาตลอดว่าอาจารย์มีเหตุผลส่วนตัว บัดนี้ถูกฉีกกระชากออกอย่างไร้ความปรานี น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นจากดวงตาคู่งามกระทบพื้นศิลาเกิดเสียงก้องกังวานในความเงียบงัน
ทว่า ในวินาทีที่จิตใจของหญิงสาวดิ่งลงสู่ห้วงเหอแห่งความสิ้นหวัง รอบกายของพวกเขาทั้งสองก็พลันเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน!
*ครืนนน—!*
พื้นศิลาเบื้องล่างสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง หมอกสีครามเข้มกลุ่มหนึ่งพวยพุ่งขึ้นมาจากรอยแตกของพื้นดินราวกับอสรพิษนับร้อยตัว แสงดาวระยิบระยับที่เคยส่องลอดผ่านหลังคาร้างของวิหารพลันดับวูบลง ถูกแทนที่ด้วยความมืดมิดอันน่าสะพรึงกลัว ค่ายกลสังหารถูกกระตุ้นขึ้นแล้ว!
"ระวัง!" หลี่มู่เฉินขยับตัวอย่างรวดเร็วราวกับเงาพราย มือหนาคว้าข้อแขนเรียวบางของเซียนจื่อเวยแล้วดึงเข้าหาตัวอย่างนุ่มนวลแต่มั่นคง ร่างของนางเซียนผู้สูงศักดิ์เซถลาเข้ามาปะทะแผงอกกว้างของชายหนุ่มโดยไม่ทันตั้งตัว กลิ่นอายบุรุษจางๆ ผสมผสานกับกลิ่นอายกระบี่อันบริสุทธิ์ลอยเข้าแตะนาสิก ทำให้หัวใจที่กำลังแตกสลายของนางกระตุกวูบอย่างแรง
"นี่คือ... 'ค่ายกลดาราดับสูญ'!" เซียนจื่อเวยอุทานออกมาด้วยความตื่นตระหนก เมื่อเงยหน้าขึ้นมองรอบด้าน ผนังวิหารทั้งสี่ด้านได้แปรเปลี่ยนเป็นกระจกเงาไร้ขอบเขต ภาพสะท้อนนับพันร่างของหลี่มู่เฉินและตัวนางเองปรากฏขึ้นทุกทิศทุกทาง ทุกร่างต่างถือกระบี่เปล่งแสงออร่าสังหารพุ่งเข้าใส่กันเองอย่างบ้าคลั่ง
นี่ไม่ใช่ค่ายกลภาพลวงตาธรรมดา แต่มันคือค่ายกลสะท้อนจิต สำนึกและภาพหลอนจะหลอมรวมเข้าด้วยกัน หากจิตใจของผู้หลงกลเกิดความหวาดกลัวหรือลังเล ภาพสะท้อนเหล่านั้นจะกลายเป็นคมกระบี่จริงที่จะตัดศีรษะของพวกเขาขาดออกจากบ่าในพริบตา!
"ปล่อยข้า... ค่ายกลนี้อาศัยความกลัวในจิตใจเป็นเชื้อเพลิง ยิ่งเราขัดขืน มันยิ่งทวีความรุนแรง!" เซียนจื่อเวยพยายามจะผลักร่างของหลี่มู่เฉินออกด้วยความหวังดี เพราะนางเกรงว่าพลังปราณของนางที่กำลังปั่นป่วนจะดึงให้เขาต้องมารับเคราะห์ไปด้วย
"หากข้าปล่อยมือ เจ้าคิดว่าเจ้าจะยังมีลมหายใจไปถึงร้อยลมหายใจข้างหน้าหรือ?" หลี่มู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ดวงตาของเขายังคงสุกสกาวและเยือกเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็งพันปี
เขายกมือขวาขึ้น นิ้วเรียวยาววาดผ่านอากาศอย่างรวดเร็วราวกับสายน้ำไหล ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ถูกบีบอัดจนกลายเป็นแผ่นยันต์อักขระสีทองอร่ามสามสิบหกแผ่น ปรากฏขึ้นกลางอากาศรอบตัวพวกเขา
*ฟึบ! ฟึบ! ฟึบ!*
ยันต์อักขระแต่ละแผ่นพุ่งปักลงตามจุดชีพจรของค่ายกลบนพื้นศิลาอย่างแม่นยำรา과จับวาง เสียงระเบิดดังก้องสนั่นหวั่นไหว *ตูมมม!* คลื่นกระแทกจากการปะทะระหว่างปราณอักขระและพลังดาราจักรสะท้อนกลับจนพื้นวิหารแตกร้าวเป็นใยแมงมุม ทว่าภาพลวงตานับพันที่รายล้อมอยู่กลับหยุดชะงักลงทันที
เซียนจื่อเวยเบิกกว้างด้วยความตะลึงงัน นางอยู่ในสำนักดาราจรัสมานาน ย่อมรู้ดีว่าค่ายกลนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยศิลาวิญญาณเก้าชั้นฟ้าและพลังดาราจักรแท้จริง ต่อให้เป็นยอดฝีมือขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์มาเอง ก็ยังต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งวันในการหาจุดอ่อนและทำลายมันด้วยกำลังภายในมหาศาล
แต่บุรุษผู้นี้... ใช้เวลาเพียงแค่สามลมหายใจ! แถมยังใช้เพียงยันต์อักขระกระดาษธรรมดาๆ ที่เขียนขึ้นด้วยปลายนิ้วเท่านั้น!
"เจ้าใช้... วิชาอันใดกันแน่? ทำไมจุดประสานพลังของค่ายกลดาราดับสูญ ถึงถูกเจ้ามองเห็นได้ง่ายดายปานนั้น?" นางอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ระคนทึ่ง
หลี่มู่เฉินยิ้มบางๆ ที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์แห่งความมั่นใจที่ทำเอาสตรีผู้เย็นชาเช่นนางถึงกับใจเต้นไม่เป็นส่ำ
"ดวงดาวบนท้องฟ้าล้วนมีวิถีโคจรที่แน่นอน แม้แต่ผู้สร้างค่ายกลนี้ก็ยังต้องอิงแอบกฎเกณฑ์ของฟ้าดิน หากเจ้าเข้าใจว่า 'ฟ้า' แท้จริงแล้วไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว เจ้าก็จะมองเห็นรอยต่อของความลวง..." หลี่มู่เฉินกล่าวพลางกวาดสายตาไปยังใจกลางค่ายกลที่กำลังสั่นคลอน
ทว่า ก่อนที่พวกเขาจะได้ทำลายแกนกลางค่ายกลขั้นสุดท้าย จู่ๆ อากาศเบื้องหน้าก็ฉีกขาดออกเป็นรอยแยกสีดำสนิท กลิ่นอายสังหารอันทรงพลังระดับที่ทำให้มิติรอบข้างบิดเบี้ยวพุ่งทะยานออกมาจากรอยแยกนั้นอย่างรุนแรง
*เปรี้ยง—!*
เงาร่างในชุดคลุมสีทองอร่าม ปรากฏกายขึ้นกลางวิหารร้างอย่างเงียบเชียบ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังก้องกังวานไปถึงจิตวิญญาณ
"ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นศิษย์อกตัญญูและแขกผู้ไม่ได้รับเชิญที่บังกลาหารยิ่งนัก... จื่อเวย ลูกศิษย์รักของข้า ในที่สุดเจ้าก็พาหนูสกปรกตัวนี้มาให้ข้าสังเวยค่ายกลจนได้สินะ!"
ร่างนั้นก้าวออกมาจากความมืด เปิดเผยใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลา ทว่าดวงตากลับเปล่งประกายสีครามดั่งปีศาจ... ประมุขสำนักดาราจรัส ผู้เป็นทั้งอาจารย์และผู้ทรยศของเซียนจื่อเวย!
เซียนจื่อเวยหน้าถอดสี ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาป ความทรงจำอันโหดร้ายไหลย้อนกลับมาดั่งกระแสน้ำวน
หลี่มู่เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มบนมุมปากจางหายไป เหลือเพียงแววตาสคมกริบดั่งกระบี่ที่เพิ่งชักออกจากฝัก...
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษแห่งกาลเวลานี้ไปด้วยกันนะครับ
— หมึกทองคำข้ามภพ
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับนางเซียนผู้เฝ้ามองดารา•ตอนที่ 3
ค่ายกลลวงจิต
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับนางเซียนผู้เฝ้ามองดารา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!