ความตายมักย่างกรายเข้ามาอย่างไร้สุ้มเสียง...
โลหิตสีชาดที่หยดลงบนพื้นหินอ่อนศิลาอัคคี มิใช่สัญญาณเตือนภัยอันใด หากแต่เป็นพยานแห่งความประมาทของมนุษย์ หลี่มู่เฉินมิได้ขยับกายแม้แต่น้อย ปลายเท้าของเขายังคงเหยียบอยู่บนแผ่นยันต์อักขระสีทองที่ถูกสลักขึ้นอย่างประณีตด้วยเลือดปลายนิ้ว รัศมีสีครามจางๆ แผ่ขยายออกเป็นวงกว้างราวกับระลอกคลื่นบนผิวน้ำ นิ่งสงบ ทว่ากดดันจนลมหายใจของเหล่ามือสังหารนับสิบชีวิตที่รายล้อมอยู่รอบกายต้องสะดุด
"ยันต์พันธนาการดาราแปดทิศ... เจ้าใช้มันตั้งแต่เมื่อใดกัน?"
เสียงแหบพร่าของหัวหน้ามือสังหารแห่งพรรคเงาอสูรดังขึ้น พร้อมกับกระบี่ในมือที่สั่นระริก ปราณกระบี่ที่เคยแหลมคมดั่งพายุปัจจุบันกลับถูกพันธนาการไว้ด้วยเส้นใยแสงสีทองที่มองไม่เห็น มันไม่ใช่พลังลมปราณสายบู๊ระห่ำ แต่เป็นภูมิปัญญาแห่งค่ายกลที่บรรจงร้อยเรียงขึ้นอย่างแยบยล หลี่มู่เฉินปรายตามองอีกฝ่ายด้วยแววตาสงบนิ่ง ดั่งบ่อน้ำลึกที่ไม่มีวันสะเทือนแม้ลมพายุจะโหมกระหน่ำ
"วิถีกระบี่ของพวกเจ้า... หนักหน่วงแต่ไร้จิตวิญญาณ" หลี่มู่เฉินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ มือขวายังคงไขว้หลัง นิ้วเรียวยาวเคาะเบาๆ ที่ด้ามไม้ไผ่ของพู่กันวิเศษ "กระบี่ที่ปราศจากความเข้าใจในฟ้าดิน ต่อให้เจ้าฝึกฝนจนถึงขั้นหลอมรวมวิญญาณ ก็เป็นได้เพียงเศษเหล็กที่คมกริบเล่มหนึ่งเท่านั้น... น่าอนาถใจยิ่งนัก"
สิ้นคำพูด ร่างของมือสังหารคนหนึ่งที่พยายามฝ่าค่ายกลเข้ามาก็พลันแข็งค้าง ดวงเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ก่อนที่เส้นสายอักขระสีทองจะพุ่งรัดร่างของมันจนแหลกสลายกลายเป็นผุยผงในชั่วพริบตา ไร้เสียงกรีดร้อง ไร้การต่อ抗 มีเพียงความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวที่เข้าปกคลุมทั่วบริเวณป่าทึบเบื้องล่าง
ทว่า ในวินาทีที่สถานการณ์ทุกอย่างกำลังอยู่ในกำมือของหลี่มู่เฉินนั้นเอง อุณหภูมิรอบกายกลับลดฮวบลงอย่างฉับพลัน!
*เปรี๊ยะ... เปรี๊ยะ...*
หยดน้ำค้างบนใบไม้รอบข้างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งในพริบตา สายลมที่พัดผ่านนำพาความหนาวเหน็บที่เสียดแทงลึกลงไปถึงกระดูกดำ มันไม่ใช่ความหนาวเย็นจากสภาพอากาศตามธรรมชาติ หากแต่เป็น "จิตสังหาร" และ "ไอเย็นแห่งเหมันต์" ที่บริสุทธิ์และสูงส่งจนแม้แต่หลี่มู่เฉินยังต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย
*ฟึบ!*
เงาร่างหนึ่งสีขาวบริสุทธิ์ราวกับภาพวาด ปรากฏขึ้นบนยอดกิ่งสนโบราณเบื้องบนอย่างไร้ร่องรอย นางยืนอยู่บนปลายกิ่งไม้ที่บางเบาดั่งปีกจักจั่น โดยที่กิ่งไม้ไม่แม้แต่จะไหวเอน ผ้าแพรสีขาวโบกสะบัดตามแรงลม เส้นผมสีรัตติกาลยาวสยายเคลียคลอแผ่นหลังบอบบาง ทว่าสิ่งที่ตรึงสายตาของทุกคนไว้ มิใช่ความงามอันล่มเมืองที่เยือกเย็นดั่งประติมากรรมหยกสลักนั้น หากแต่เป็น "ดวงตา" คู่คมกริบที่ฉายแววไร้ความรู้สึก ดั่งเทพเซียนผู้มองลงมายังมดปลวกบนพื้นพิภพ
"เซียนจื่อเวย..." หัวหน้ามือสังหารพรรคเงาอสูรเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัวยิ่งกว่าเดิม เมื่อตระหนักว่าสตรีเบื้องหน้าคือผู้ใด ศิษย์ลำดับหนึ่งแห่งสำนักดาราจรัส ผู้ถือครองกระบี่เหมันต์ผลาญดารา!
เซียนจื่อเวยมิได้ชายตามองกลุ่มมือสังหารแม้แต่น้อย สายตาคู่สวยที่เย็นชาดั่งน้ำค้างแข็งบนยอดเขาหมื่นปี ทอดมองลงมายังชายหนุ่มที่ยืนอยู่กลางค่ายกลอักขระ นางขมวดคิ้วน้อยๆ เมื่อเห็นว่าหลี่มู่เฉินยังคงมีท่าทีผ่อนคลายราวกับกำลังชมทิวทัศน์ มิใช่กำลังเผชิญหน้ากับความตาย
"เจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงมาขวางทางสำนักดาราจรัสชำระล้างคนทรยศ?" เสียงหวานใสที่เปล่งออกมานั้นเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งขั้วโลก ทว่ากังวานก้องกังสดาลเสียดแทงจิตใจผู้ฟัง
หลี่มู่เฉินเงยหน้าขึ้นสบตากับนาง รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างไม่เกรงกลัว "แม่นาง... การชำระล้างคนทรยศเป็นเรื่องของสำนักท่าน แต่การที่พวกมันมารบกวนความสงบในการวาดภาพอักขระของข้า เป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้เช่นกัน"
"สามหอม!"
เซียนจื่อเวยแค่นเสียงเย็นชา สะบัดข้อมือเบื้องขวาเพียงครั้งเดียว กระบี่สีขาวบริสุทธิ์ที่เหน็บอยู่ข้างเอวก็หลุดออกจากฝักโดยไม่ต้องใช้นิ้วแตะต้อง พลังปราณเหมันต์พรั่งพรูออกมาราวกับคลื่นสึนามิสีขาวโพลน อากาศรอบกายบิดเบี้ยวทันทีจากความเย็นจัดที่ไร้ขีดจำกัด ปราณกระบี่สายหนึ่งพุ่งตรงเข้าหาหลี่มู่เฉินด้วยความเร็วราวดาราตก!
นี่ไม่ใช่การหยั่งเชิง... แต่นี่คือกระบวนท่าสังหารที่แท้จริง!
หลี่มู่เฉินหุบพู่กันในมือ ร่างกายขยับถอยหลังสามก้าวอย่างแม่นยำ นิ้วมือทั้งห้าดีดแผ่นยันต์อักขระสามแผ่นสุดท้ายออกไปกลางอากาศ ปรากฏเป็นม่านแสงโล่ทองคำต้านทานกระบี่เหมันต์ เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวสะท้อนไปทั่วผืนป่า แรงปะทะทำให้เศษหินและเกล็ดน้ำแข็งกระจายไปทั่วสารทิศ
ทว่า ในจังหวะที่ฝุ่นควันและละอองน้ำแข็งกำลังจางลง เซียนจื่อเวยกลับหายไปจากยอดกิ่งสน!
*วูบ!*
ความเย็นเยียบประชิดอยู่ที่ต้นคอของหลี่มู่เฉิน ปลายกระบี่สีขาวที่อาบด้วยไอเย็นระยิบระยับจ่ออยู่ห่างจากผิวเนื้อเพียงมิลลิเมตรเดียว กลิ่นอายความตายแผ่ซ่านเข้าจมูก ทว่าหลี่มู่เฉินกลับไม่หลบเลี่ยง เขายังคงยืนนิ่งเงียบ ดวงตาสบประสานกับนัยน์ตาสีรัตติกาลของนางในระยะประชิด ใกล้เสียจนได้กลิ่นหอมจางๆ ประหลาดคล้ายดอกเหมันต์ป่าลอยละลิ่วมาแตะจมูก
เซียนจื่อเวยชะงักงาย นางคาดไว้ว่าชายหนุ่มผู้นี้จะตื่นตระหนกหรือพยายามหนีตาย ทว่าแววตาของหลี่มู่เฉินกลับไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความสนใจและความลึกซึ้งบางอย่างที่ทำให้นางรู้สึกใจเต้นผิดจังหวะอย่างประหลาด
"วิชากระบี่ของแม่นางรวดเร็วดั่งใจนึก..." หลี่มู่เฉินเอ่ยกระซิบเบาๆ ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าชัดเจนในความเงียบ "แต่ทว่า... หัวใจของท่านในยามนี้ กำลังร้องไห้อยู่มิใช่หรือ?"
สิ้นเสียงกระซิบนั้น ร่างกายของเซียนจื่อเวยก็สะท้านเฮือกอย่างรุนแรง ดวงตานิ่งงันคู่นั้นเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึงระคนหวาดหวั่น ความลับที่นางเก็บซ้ำไว้ก้นบึ้งหัวใจมาตลอดหลายปี... กลับถูกอ่านทะลุปรุโปร่งโดยคนแปลกหน้าที่นางเพิ่งพบหน้าเป็นครั้งแรก!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับนางเซียนผู้เฝ้ามองดารา•ตอนที่ 2
นางเซียนบนยอดหิมะ
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับนางเซียนผู้เฝ้ามองดารา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!