"ถ้าเจ้ายังดึงดันจะใช้เส้นทางที่ไร้กระดูกสันหลังนี้ เกรงว่าสำนักกระบี่เมฆาทมิฬคงต้องลบชื่อศิษย์ทรยศเช่นเจ้าออกจากทำเนียบวิญญาณ... หลี่มู่เฉิน เจ้าคิดดีแล้วหรือ?"
เสียงประกาศิตก้องกังวานดั่งอสุนีย์ฟาดกลางฤดูร้อน ประมุขสำนักกระบี่เมฆาทมิฬ ‘จ้าวเทียนเจี้ยน’ ยืนสง่นามือไขว้หลัง แววตาสีเทาเข้มคมปลาบจับจ้องร่างของบุรุษหนุ่มชุดคลุมสีดำสนิทที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ลานประลองกระบี่เก้าชั้นฟ้าในยามนี้เงียบสงัดไร้สรรพเสียง ศิษย์นับพันชีวิตต่างกลั้นหายใจรอฟังคำพิพากษา ผู้คนต่างรู้ดีว่าหลี่มู่เฉินคืออัจฉริยะในรอบร้อยปีของสำนัก มือกระบี่ผู้ใช้เคล็ดวิชา 'กระบี่พิสุทธิ์เก้าสวรรค์' จนไร้ผู้ต่อต้านในรุ่นเยาว์ ทว่าในวันนี้... มือกระบี่ผู้เคยทะนงตน กลับเลือกที่จะวางอาวุธคู่กายลงบนพื้นหินอ่อนที่เย็นเฉียบ
หลี่มู่เฉินไม่ได้เงยหน้าขึ้นทันที เขาก้มมองฝักกระบี่ไม้สลักลายเรียบง่ายในมือ รอยแตกร้าวบนเนื้อไม้บอกเล่าเรื่องราวผ่านกาลเวลาอันยาวนาน ในยุทธภพนี้ ผู้คนต่างบูชาคมกระบี่ ยิ่งกระบี่คมกริบเท่าใด ยิ่งแสดงถึงอำนาจและเกียรติยศมากเท่านั้น แต่มนุษย์เรามักหลงลืมไปว่า... ยิ่งกระบี่คมกล้าเท่าใด มันก็ยิ่งบาดลึกถึงจิตวิญญาณของผู้ถือครองมากขึ้นเท่านั้น
"เรียนท่านประมุข..." หลี่มู่เฉินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาเรียบสนทนา ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นหรือความโกรธเกรี้ยว "วิถีกระบี่ที่ท่านพร่ำสอน คือการฆ่าฟันเพื่อความเป็นใหญ่ คือการเหยียบย่ำศพผู้อื่นเพื่อปีนป่ายขึ้นสู่จุดสูงสุด... นั่นไม่ใช่เต๋าที่ข้า หลี่มู่เฉิน ปรารถนา"
"สามหอง!" ผู้อาวุโสท่านหนึ่งตบโต๊ะศิลาข้างกายจนแหลกละเอียด บันดาลโทสะลุกขึ้นชี้หน้า "วิถีกระบี่คือรากฐานของสำนักเรา เจ้าปฏิเสธวิถีแห่งกระบี่ เท่ากับทรุดรากเหง้าบรรพชน เจ้ากล้าดีอย่างไรจึงเรียกว่ามันไร้กระดูกสันหลัง!"
หลี่มู่เฉินยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเย้ยหยันต่อความไร้เดียงสาของโลกยุทธภพ เขายกมือขึ้น นิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวสะบัดเบาๆ กลางอากาศ ชั่วพริบตานั้นเอง อากาศรอบกายพลันบิดเบี้ยว คลื่นพลังปราณสีทองอร่ามพวยพุ่งขึ้นจากปลายนิ้ว ถักทอเข้าหากันจนกลายเป็นเส้นสายอักขระโบราณนับร้อยตัว ลอยเคว้งคว้างราวกับดวงดาวระยิบระยับในยามราตรี อักขระแต่ละตัวหมุนวนอย่างเป็นระบบ สร้างเขตอาคมกดดันบรรยากาศโดยรอบจนเหล่าศิษย์สายตรงถึงกับหน้าถอดสี หายใจติดขัด
"พวกท่านรู้จักแต่การใช้แรงพยุงอำนาจ แต่ไม่เคยเข้าใจความลึกล้ำของฟ้าดิน" หลี่มู่เฉินกล่าวต่อ น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่กังวานลึกเข้าถึงขั้วหัวใจ "กระบี่... ต่อให้คมปลาบปานใด ก็ย่อมมีวันบิ่นหัก ย่อมมีวันขึ้นสนิมตามกาลเวลา แต่ อักขระ และ ค่ายกล คือการยืมพลังแห่งธรรมชาติ ฟ้า ดิน และดาราจักรมาใช้สยบความวุ่นวาย นี่ต่างหากคือวิถีแห่งการฝืนลิขิตฟ้าที่แท้จริง"
สิ้นเสียงของเขา หลี่มู่เฉินก็เอื้อมมือไปปลดกระบี่ประจำกาย 'วารีไร้ลักษณ์' ออกจากเอว วางทับลงบนพื้นหิน การกระทำนี้มีความหมายชัดเจนยิ่งกว่าคำประกาศสงครามใดๆ มันคือการตัดขาดจากสำนักกระบี่เมฆาทมิฬอย่างสมบูรณ์แบบ ศิษย์ทุกคนต่างสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง การละทิ้งกระบี่ของอัจฉริยะอันดับหนึ่ง เท่ากับการเดินเข้าสู่เส้นทางสายมืดที่ไม่มีใครเคยหวนกลับมาได้
จ้าวเทียนเจี้ยนหรี่ตาลง รังสีสังหารแผ่ซ่านออกมาจากร่างทีละน้อย "ดี... ดีมาก หลี่มู่เฉิน ในเมื่อเจ้าเลือกทางเดินนี้ด้วยตนเอง นับแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เจ้าไม่ใช่ศิษย์ของสำนักกระบี่เมฆาทมิฬอีกต่อไป และจงจำไว้... ผู้ใดที่ละทิ้งสำนัก ย่อมต้องชดใช้ด้วยโลหิต!"
รังสีดาบและกระบี่นับร้อยเล่มจากศิษย์รอบด้านพุ่งทะยานขึ้นฟ้า พร้อมที่จะจู่โจมร่างของเขาได้ทุกเมื่อ ทว่า หลี่มู่เฉินหาได้สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย เขายืนหยัดขึ้นอย่างสง่างาม ปัดฝุ่นละอองที่หัวเข่าเบาๆ ก่อนจะหมุนตัวหันหลังให้กับความรุ่งโรจน์จอมปลอมแห่งสำนักนี้
"หากท่านอยากได้โลหิตของข้า ก็ลองก้าวผ่านค่ายกลดาราเคลื่อนคล้อยของข้าให้ได้เสียก่อนนะครับ"
หลี่มู่เฉินสะบัดแขนเสื้อครั้งหนึ่ง อักขระทองคำนับพันพุ่งพรวดลงสู่พื้นดิน เกิดเป็นแสงวับวาบปกคลุมรัศมีร้อยลี้ ชั่วพริบตานั้น ทัศนียภาพรอบด้านพลันแปรเปลี่ยนเป็นม่านหมอกสีขาวโพลนและกลุ่มดาวนับหมื่นดวงที่กดทับลงมาจนเหล่าผู้อาวุโสไม่สามารถขยับเขยื้อนกายได้แม้แต่นصفก้าว นี่คือความน่าสะพรึงกลัวของผู้ใช้อักขระขั้นสูง ใช้ปัญญาและฟ้าดินเป็นอาวุธ โดยไม่ต้องลงมือฆ่าฟันด้วยซ้ำ
เขาเดินจากไปท่ามกลางค่ายกลที่ปิดกั้นท้องฟ้า ทิ้งให้เบื้องหลังเป็นเสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวของประมุขสำนัก
ร่างสูงโปร่งก้าวเท้าเดินทางรอนแรมมาถึงเขตแดนรกร้างไร้ผู้คน ในยามค่ำคืนที่ดวงจันทร์ทอแสงสีเงินยวงสาดส่องลงมาบนผืนป่าไผ่ หลี่มู่เฉินนั่งขัดสมาธิลงบนโขดหินเพื่อโคจรพลังปราณรักษาอาการบอบช้ำภายในจากการฝืนใช้อักขระขั้นสูง การสลัดทิ้งวิถีกระบี่ไม่ใช่เรื่องง่าย ปราณกระบี่ที่สะสมมานานนับสิบปีภายในตันtian (จุดตันเถียน) กำลังตีรวนกับพลังอักขระใหม่ สร้างความเจ็บปวดเสียดแทงราวกับมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเข้าที่เส้นชีพจร
"อึก..." หลี่มู่เฉินกัดฟันแน่น เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มหน้าผาก ลมหายใจเริ่มติดขัด หากปล่อยไว้เช่นนี้ ตันเถียนของเขาอาจแตกสลายและกลายเป็นคนพิการไปตลอดกาล
ในจังหวะนั้นเอง อุณหภูมิรอบกายพลันลดฮวบลงอย่างฉับพลัน ราวกับฤดูใบไม้ผลิถูกแช่แข็งด้วยเหมันต์นิรันดร์ กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมันต์ลอยล่องมาตามสายลม ดอกไผ่รอบตัวถูกเคลือบด้วยเกล็ดน้ำแข็งสีครามประกายมุกอย่างงดงามตระการตา
ม่านหมอกสีขาวนวลแหวกออก ปรากฏร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งก้าวเดินออกมาจากความว่างเปล่า นางสวมอาภรณ์ยาวสีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะบริสุทธิ์บนยอดเขาโกลาหล เส้นผมสีดำสนิทดั่งรัตติกาลยาวสลวยถึงสะโพก ใบหน้ารูปไข่ที่งดงามหยาดเยิ้มจนฟ้าดินต้องอิจฉา ทว่าดวงตากลับเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปี ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ราวกับนางเซียนผู้สูงส่งที่มองลงมาจากสรวงสวรรค์
เซียนจื่อเวย... ศิษย์ลำดับหนึ่งแห่งสำนักดาราจรัส ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น "นางเซียนน้ำแข็ง" ผู้ไม่เคยชายตาสแลแลบุรุษใดในใต้หล้า
หลี่มู่เฉินลืมตาขึ้นมองนางอย่างยากเย็น แม้ลมหายใจจะโรยริน แต่ริมฝีปากยังคงยกยิ้มบางๆ ได้ตามนิสัย "ลมพัดอันใดจึงหามารดาแห่งสำนักดาราจรัส มาสู่ดินแดนกันดารเช่นนี้เล่า แม่นางเซียน"
เซียนจื่อเวยหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเขา ดวงตาสีครามคู่สวยกวาดมองร่างที่ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อของเขาแวบหนึ่ง ก่อนที่มือเรียวบางดั่งหยกจะยื่นออกไป แตะเข้าที่กลางหน้าผากของเขาเบาๆ
กระแสพลังปราณบริสุทธิ์ดั่งธารน้ำแข็งบริสุทธิ์ไหลทะลักเข้าสู่ร่างของหลี่มู่เฉินทันที พลังปราณอันเกรี้ยวกราดที่ตีรวนอยู่ในตันเถียนค่อยๆ สงบลงอย่างน่าอัศจรรย์ ความเจ็บปวดมลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความเย็นสบายที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย
"เจ้าโง่..." น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นชา แต่กลับสั่นเครือเล็กน้อยอย่างที่ไม่มีใครเคยได้ยินมาก่อน "รู้ทั้งรู้ว่าการหันหลังให้วิถีกระบี่เพื่อเดินเข้าสู่ทางอักขระจะทำให้เจ้าต้องเผชิญกับทัณฑ์สวรรค์และถูกไล่ล่าจากทั่วยุทธภพ เหตุใดจึงยังดื้อรั้นเช่นนี้?"
หลี่มู่เฉินเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคู่สวยที่ซ่อนความห่วงใยไว้ภายใต้ความเย็นชา เขาเอื้อมมือไปกุมมือเรียวบางที่ยังคงแตะอยู่บนหน้าผากของนางไว้แผ่วเบา สัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบที่คุ้นเคย
"เพราะในยุทธภพนี้ มีเพียงสิ่งเดียวที่ข้าปรารถนาจะปกป้องด้วยชีวิต..." หลี่มู่เฉินแย้มยิ้ม แววตาคมกริบฉายประกายลุ่มลึก "ไม่ใช่ชื่อเสียง ไม่ใช่สำนักกระบี่ แต่เป็นรอยยิ้มของเจ้า... จื่อเวย"
เซียนจื่อเวยชะงักไป ดวงตาสีครามเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย แก้วตาสั่นไหวระริก นางพยายามจะชักมือกลับด้วยความเขินอาย แต่หลี่มู่เฉินกลับจับไว้แน่นขึ้น ทันใดนั้นเอง พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของทั้งสองก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างรุนแรง ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เคยเงียบสงบพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดั่งโลหิต เมฆดำทะมึนก่อตัวหมุนวนเป็นรูปปากหลุมยักษ์ พร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องของสายฟ้าสีทองที่สะท้อนถึงการมาเยือนของ "ผู้ติดตามล่าสังหาร" จากสำนักกระบี่เมฆาทมิฬและผู้ทรงอิทธิพลจากแดนลับแล!
เซียนจื่อเวยหันขวับไปมองท้องเบื้องบน รังสีสังหารน่าสะพรึงกลัวนับสิบสายกำลังพุ่งตรงมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่ นางขมวดคิ้วมุ่นเตรียมชักกระบี่ประจำกาย 'ดาราผันแปร' ออกจากฝักเพื่อรับมือ
ทว่า... หลี่มู่เฉินกลับดึงมือนางเข้าหาตัวเบาๆ ให้ร่างของนางแนบชิดกับอกเขา พร้อมกับสะบัดมืออีกข้างวาดอักขระสีทองคำขนาดใหญ่กลางอากาศอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
"อย่าเพิ่งใจร้อนไปเลยครับแม่นาง..." หลี่มู่เฉินกระซิบข้างใบหูของนาง น้ำเสียงนุ่มนวลแต่เด็ดเดี่ยว ท่ามกลางพายุฝนฟ้าคะนองที่กำลังจะถล่มลงมา "ในเมื่อพวกเขาอยากลองดีกับอักขระของข้า วันนี้เรามาดูกันว่า... ค่ายกลดาราผันแปรของข้า กับกระบี่ผ่าสวรรค์ของพวกมัน สิ่งใดจะพังทลายก่อนกัน"
สิ้นคำพูดนั้น อักขระทองคำนับหมื่นตัวก็ระเบิดแสงสว่างเจิดจ้ากลืนกินทุกสิ่งจนขาวโพลนไปทั่วทั้งผืนป่าไผ่!
...
*(ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปในวิถีอักขระและดาราจักรนี้ด้วยกันนะครับ)*
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับนางเซียนผู้เฝ้ามองดารา•ตอนที่ 1
กระบี่หักในความเงียบ
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับนางเซียนผู้เฝ้ามองดารา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!