โลหิตสีแดงฉานสาดกระเซ็นดั่งหยาดฝนฤดูใบไม้ร่วง กลิ่นอายคาวคละคลุ้งตลบอบอวลอยู่เบื้องหน้า
ประกายแสงสีเลือดจากกระบี่มารพุ่งแหวกมิติเข้ามาด้วยความเร็วระดับฉีกกระชากอากาศ เสียงหวีดหวิวของมันบาดลึกถึงจิตวิญญาณ ทว่า หลี่มู่เฉินหาได้หลบเลี่ยงไม่ ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวเวหาหรี่ลงเล็กน้อย นิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวสะบัดออกเบาๆ ราวกับกำลังปัดเป่าฝุ่นละอองบนบ่า
ยันต์อักขระสีทองอร่ามสามแผ่นพลันสพลั่งเปล่งประกายเจิดจ้ากลางอากาศ พวกมันเรียงร้อยต่อกันอย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ ก่อตัวเป็นม่านค่ายกลรูปทรงแปดทิศหมุนวนด้วยความเร็วสูง
*เปรี้ยง!*
แรงปะทะระหว่างกระบี่มารและค่ายกลอักขระส่งเสียงคำรามกึกก้องราวกับอสนีบาตผ่ากลางนภา คลื่นพลังปราณสะบัดสะท้อนเป็นวงกว้าง ทำลายพื้นหินศิลาใต้ฝ่าเท้าจนแตกละเอียดเป็นผุยผง หลี่มู่เฉินถอยหลังไปครึ่งก้าวเพื่อผ่อนแรงปะทะ มุมปากของเขายกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นเปี่ยมด้วยความเย้ยหยันในวิถีมารที่คิดใช้กำลังเข้าหักหาญโดยปราศจากปัญญา
"วิชา 'โลหิตาพิฆาต' ของสำนักมารโลหิต มีดีแค่เสียงคำรามหนวกหูเช่นนี้หรอื?" หลี่มู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากังวานก้องสะท้อนไปทั่วหุบเขา ความสงบเยือกเย็นของเขายิ่งขับเน้นให้ผู้ลงมือรู้สึกราวกับตนเองเป็นเพียงตัวตลกในสายตาของอีกฝ่าย
เงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิทที่ถือกระบี่มารชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาภายใต้หมวกคลุมเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก มันไม่คาดคิดเลยว่าค่ายกลระดับต่ำที่เพิ่งถูกทำลายไปเมื่อครู่ จะสามารถแปรเปลี่ยนรูปกระบวนและสะท้อนพลังกลับมาได้รุนแรงถึงเพียงนี้
"เจ้า... เจ้าใช้กลอุบายอันใดกัน!" เสียงแหบพร่าแฝงความตื่นกลัวดังลอดออกมาจากเงาร่างนั้น
"วิถีกระบี่แท้จริง มิได้อยู่ที่ความคมของคมดาบ แต่อยู่ที่ความนิ่งของจิตใจ" หลี่มู่เฉินเอ่ยพร้อมกับสะบัดมืออีกครั้ง อักขระทองคำนับร้อยสายพุ่งทะยานราวกับฝนหبال ล้อมกรอบศัตรูเอาไว้ในพริบตา "น่าเสียดายที่คนเช่นเจ้า คงไม่มีวันเข้าใจสัจธรรมข้อนี้"
เพียงสิ้นเสียงสะบัดปลายนิ้ว ค่ายกลอักขระก็รัดตรึงร่างของมือสังหารมารไว้แน่นจนขยับเขยื้อนไม่ได้ ปราณมารที่เคยพรั่งพรูถูกกดทับจนสลายกลายเป็นไอหมอกสีขาวในชั่วลมหายใจ
ทว่า ในขณะที่สถานการณ์กำลังคลี่คลาย ทันใดนั้น ท้องน้ายามราตรีเหนือสำนักดาราจรัสกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้ม เมฆหมอกมืดครึ้มก่อตัวขึ้นอย่างไร้สาเหตุ เสียงคำรามกึกก้องจากยอดเขาหลักของสำนักดาราจรัสสะท้อนก้องมาไกลลิบ
นั่นไม่ใช่เสียงของธรรมชาติ... แต่มันคือเสียงระเบิดของค่ายกลป้องกันสำนัก!
ที่ตำหนักดาราเร้นลับ ยอดเขาหลักอันเป็นศูนย์กลางการบำเพ็ญเพียร เซียนจื่อเวย ยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าศิลาจารึกดารา อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางพลิ้วไหวตามกระแสลมปราณที่ปั่นป่วน ใบหน้างดงามดั่งหยกสลักไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ทว่าแววตาคู่คมกลับฉายประกายความร้าวรานล้ำลึกที่ยากจะปิดบัง
เบื้องหน้าของนางคือผู้อาวุโสสูงสุดสามคนแห่งสำนักดาราจรัส และ... อาจารย์ผู้ให้กำเนิดวิชาแก่ตัวนางเอง 'เจ้าสำนักเทียนเฉิน'
"จื่อเวย เจ้ายังจะดื้อดึงไปถึงไหน?" เสียงของเจ้าสำนักเทียนเฉินทรงอำนาจและเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี สายตาที่มองมายังศิษย์รักลำดับหนึ่งมิได้มีความอาลัยอาวรณ์แม้แต่น้อย มีเพียงความโลภและความทะเยอทะยานที่สะท้อนอยู่ในหน่วยตาคู่นั้น "เคล็ดวิชา 'เนตรดาราบรรพกาล' ที่เจ้าครอบครอง สมควรตกเป็นของสำนักเพื่อความยิ่งใหญ่ในยุทธภพ การที่เจ้าเก็บงำมันไว้แต่เพียงผู้เดียว ถือเป็นการเห็นแก่ตัวยิ่งนัก!"
เซียนจื่อเวยหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะของนางเย็นเยียบยิ่งกว่าสายลมหนาวเหน็บในฤดูเหมันต์ นางเงยหน้าขึ้นจ้องมองผู้เป็นอาจารย์ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวังและหยาดน้ำตาที่เอ่อคลอแต่ไม่ยอมร่วงหล่น
"เห็นแก่ตัวงั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ... อภัยเถอะ อาจารย์" เซียนจื่อเวยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อยแต่ยังคงความเย่อหยิ่งไว้ในที "ข้าอุทิศหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อเพื่อปกป้องสำนักดาราจรัสมาตลอดร้อยปี ปราบปรามมารร้าย ขยายอาณาเขตให้สำนัก จนกระทั่งตัวข้าเกือบต้องดับสูญในทัณฑ์สวรรค์... แต่สิ่งที่ท่านตอบแทนข้าในวันนี้ คือการร่วมมือกับพวกมัน วางค่ายกลพิฆาตเพื่อดูดกลืนพลังวิญญาณดาราของข้าอย่างนั้นหรือ?"
"ความเสียสละของเจ้า มีค่าก็เพื่อความรุ่งโรจน์ของสำนัก!" ผู้อาวุโสสูงสุดผู้หนึ่งแผดเสียงคำราม พร้อมกับสะบัดแขนเสื้อก่อเกิดเป็นกระแสลมปราณกดดันเข้าใส่เซียนจื่อเวยอย่างเหี้ยมเกรียม "หากเจ้าไม่ยอมจำนนแต่โดยดี วันนี้ศิลาจารึกดาราแห่งนี้ จะกลายเป็นสุสานฝังร่างของเจ้า!"
แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์พรั่งพรูเข้าใส่ร่างของเซียนจื่อเวยจนกระอักโลหิตออกมาคำโต อาภรณ์สีขาวเปรอะเปื้อนด้วยหยาดเลือดสีแดงสดตัดกับผิวพรรณขาวผ่องราวกับดอกเหมันต์กลางหิมะ ร่างระหงเซถอยหลังไปสองก้าว แต่นางยังคงฝืนยืนหยัดอย่างทะนงตน กระบี่เซียนประจำกายสั่นระริกส่งเสียงร้องโหยหวนราวกับรับรู้ถึงชะตากรรม
นางถูกทรยศโดยคนที่เคารพรักที่สุด ถูกหักหลังโดยสถานที่ที่เรียกว่า "บ้าน"
"อาจารย์... ท่านจำคำสอนเมื่อวันแรกที่ข้าก้าวเข้าสู่สำนักได้หรือไม่?" เซียนจื่อเวยเอ่ยถาม เสียงของนางแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลม แต่กลับก้องกังวานลึกลงไปในจิตใจของทุกคน "ท่านบอกว่า... วิถีเซียนคือวิถีแห่งความเที่ยงธรรม บำเพ็ญเพื่อผดุงฟ้าดิน ไม่ใช่เพื่อความโลภโมโทสัน... น่าขันนัก ผู้ที่พร่ำสอนคุณธรรม กลับกลายเป็นมารร้ายเสียเอง!"
"บังอาจ!" เจ้าสำนักเทียนเฉินสะบัดมือวาบ กระบี่ดาราพุ่งแหวกอากาศตรงเข้าหมายปลิดชีพศิษย์ผู้ทรยศในกระบวนท่าเดียว เนื่องจากเกรงว่าความลับเรื่องการแย่งชิงพลังจะรั่วไหลออกไป
เซียนจื่อเวยหลับตาลงชั่วพริบตา นางเตรียมใจรับความตายอันหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว ทว่า ในวินาทีที่คมกระบี่กำลังจะทะลวงผ่านหัวใจ ท้องฟ้าเบื้องบนกลับฉีกขาดออกเป็นทางยาว!
*เปรี้ยง! ครืนนน!*
อักขระทองคำนับหมื่นตัวระเบิดออกบนท้องฟ้า ก่อตัวเป็นม่านพลังรูปดอกบัวสวรรค์เข้าขัดขวางกระบี่ของเจ้าสำนักเทียนเฉินจนแหลกสลายกลายเป็นผุยผง แรงสะท้อนทำให้เจ้าสำนักถึงกับกระอักเลือดถอยหลังไปสามก้าวด้วยความตกตะลึง
จากความมืดมิดของราตรี เงาร่างในชุดคลุมสีเทาเข้มผู้หนึ่งก้าวเดินออกมาจากรอยแยกของมิติ ฝ่าเท้าย่างก้าวราวก้าวอยู่บนคลื่นดารา แววตาคู่นั้นทั้งสุขุม เยือกเย็น และเปี่ยมด้วยจิตสังหารอันไร้ขอบเขต
หลี่มู่เฉินปรากฏกายขึ้นเคียงข้างร่างที่สะินสะเทือนของเซียนจื่อเวย เขายื่นมือออกไปโอบไหล่บางของนางไว้เบาๆ สัมผัสอุ่นซ่านถ่ายทอดผ่านเนื้อผ้า ช่วยบรรเทาความหนาวเหน็บในจิตใจของนางลงได้ชั่วพริบตา
"ผู้หญิงของข้า... ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้องทั้งนั้น" หลี่มู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าทรงพลังอำนาจจนทำให้เหล่าผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักดาราจรัสถึงกับหน้าถอดสี
เจ้าสำนักเทียนเฉินจ้องมองบุรุษผู้มาใหม่ด้วยแววตาดุดั่งสัตว์ร้าย "เจ้าเด็กเหลือขอ เป็นเจ้าที่ทำลายแผนการของเรา... สารรูปเช่นเจ้า คิดจะต่อกรกับสำนักดาราจรัสอย่างนั้นรึ!"
หลี่มู่เฉินไม่ตอบคำถาม เขาเพียงแค่ยกยิ้มมุมปาก ยื่นมือขวาออกไปเบื้องหน้า นิ้วเรียวดีดเบาๆ ในอากาศ
*ติ๊ง...*
เสียงคล้ายหยดน้ำกระทบผิวน้ำดังขึ้น ทั่วทั้งบริเวณตำหนักดาราเร้นลับพลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พื้นศิลาใต้เท้าของเหล่าผู้อาวุโสสว่างวาบขึ้นด้วยเส้นสายอักขระสีทองที่ถูกฝังไว้ตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครล่วงรู้ ค่ายกลสะท้อนฟ้าดินถูกกระตุ้นขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบในพริบตาเดียว!
ดวงตาของเจ้าสำนักเทียนเฉินเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวขีดสุด เมื่อเขารู้ตัวว่า... พวกเขาไม่ได้กำลังล้อมปราบสองคนนั้น แต่พวกเขากำลังเดินเข้าไปในกรงขังที่ถูกเตรียมไว้ล่วงหน้าต่างหาก
"สายไปแล้ว..." หลี่มู่เฉินกล่าวเสียงเบา ดวงตาคมกริบกวาดมองผู้ทรยศทั้งหมดด้วยแววตาดุจดั่งเทพประหาร "ในเมื่อพวกมันเลือกวิถีมาร ข้าก็จะส่งพวกมันลงสู่ขุมนรกโลกันต์ด้วยมือของข้าเอง... ไปกันเถอะ จื่อเวย"
เซียนจื่อเวยเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังอันอบอุ่นและมั่นคงของบุรุษข้างกาย หัวใจที่เคยด้านชาและแตกสลายกลับมาเต้นระรัวอีกครั้ง นางกำกระบี่ในมือแน่น ประกายแสงดาราในดวงตากลับมาเจิดจรัสขึ้นอีกครา ทว่าครั้งนี้... มันไม่ใช่เพื่อสำนักดาราจรัส แต่เพื่อเขาผู้เดียว
ทว่า ในขณะที่ค่ายกลกำลังจะบดขยี้ร่างของเจ้าสำนักเทียนเฉิน เสียงหัวเราะอันแหบพร่าและคุ้นเคยอย่างยิ่งก็ดังขึ้นจากเงามืดเบื้องหลังศิลาจารึกดารา... เสียงหัวเราะที่ทำให้หลี่มู่เฉินต้องชะงักฝีเท้า และทำให้เซียนจื่อเวยใบหน้าถอดสีจนไร้สีเลือด!
"ฮ่าๆๆๆ... หลี่มู่เฉิน เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าค่ายกลกากๆ ของเจ้า จะขัง 'ผู้เฒ่าเงาอัสนี' ผู้นี้ไว้ได้ตลอดไป?"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของผมด้วยดีเสมอมานะครับ
- หมึกทองคำข้ามภพ
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับนางเซียนผู้เฝ้ามองดารา•ตอนที่ 5
รอยร้าวในสำนักดารา
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับนางเซียนผู้เฝ้ามองดารา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!