กลิ่นอายโลหิตจางๆ ยังคงลอยวนอยู่บนปลายยอดหญ้า ขณะที่ปลายนิ้วเรียวยาวของหลี่มู่เฉินกำลังกดลงบนกระดาษยันต์สีชาดแผ่นสุดท้าย ลายเส้นอักขระถูกตวัดขึ้นด้วยความเร็วราสายฟ้า ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ที่เคยซุกซ่อนอยู่ในห้วงสมุทรถูกถ่ายเทลงไปในกระดาษแผ่นนั้นจนเกิดเสียงกระซิบของสายลมวนรอบตัว ยันต์อักขระชุดนี้ไม่ใช่เพื่อการสังหาร แต่คือ "ค่ายกลดาราเคลื่อนยศ" ที่จะช่วยอำพรางกลิ่นอายชีวิตของมนุษย์สองคนให้กลืนหายไปกับความว่างเปล่าของหุบเขาลวง
เซียนจื่อเวยยืนนิ่งอยู่เบื้องหลัง นางปรายตามองแผ่นยันต์ที่ลอยวนอยู่กลางอากาศด้วยแววตาซับซ้อน แม้เรือนร่างบอบบางจะห่อหุ้มด้วยอาภรณ์สีม่วงเข้มปักลายดาราจรัสที่บัดนี้มีรอยขาดวิ่นจากการปะทะเมื่อยามค่ำคืน แต่นางก็ยังคงไว้ซึ่งความสง่างามเยือกเย็นราวกับดอกบัวหิมะบนยอดเขา
"เจ้ามั่นใจหรือว่ายันต์กระดาษไม่กี่แผ่นนี้ จะตบตา 'ผู้เฝ้าประตูกลืนวิญญาณ' ของสำนักมารโลหิตได้?" น้ำเสียงของนางราบเรียบดั่งผิวน้ำในฤดูหนาว ทว่าแฝงไว้ด้วยความกังขาที่สั่งสมมาจากการหลบหนีอย่างไร้จุดหมายมาสามวันสามคืน
หลี่มู่เฉินไม่ได้หันกลับไปมอง เขายังคงจัดระเบียบพู่กันขนหางม้าขาวลงในถุงผ้าข้างเอวอย่างใจเย็น "คุณหนูเซียน ในยุทธภพนี้ ผู้ที่ใช้กำลังมักตายด้วยกำลัง ผู้ที่ใช้สมองมักอยู่รอดจนแก่เฒ่า หุบเขาลวงแห่งนี้มีค่ายกลธรรมชาติซ้อนทับกันถึงเจ็ดชั้น หากเราก้าวเดินด้วยพลังปราณ จะเท่ากับเป็นการประกาศให้ศัตรูรู้ตัว แต่หากเราใช้ 'ความว่างเปล่า' เป็นเกราะกำบัง... ต่อให้สุนัขล่าเนื้อของสำนักมารมีจมูกไวปานใด ก็ย่อมได้กลิ่นเพียงความตายของผืนดินเท่านั้น"
จื่อเวยแค่นเสียงเบาในลำคอ นางก้าวเข้ามาใกล้จนกลิ่นหอมเย็นของดอกเหมยจางๆ ลอยปะทะนาสิกของชายหนุ่ม "เจ้าเรียกข้าว่าคุณหนูเซียนมาตลอดทาง ทั้งที่รู้ว่าฐานะของข้าในยุทธภพนี้คือสิ่งใด... หรือเจ้าไม่กลัวว่าความตายจะมาเยือนเพราะพัวพันกับศัตรูหมายเลขหนึ่งของเจ็ดสำนักใหญ่?"
หลี่มู่เฉินหยุดมือที่กำลังจัดของ เขาหันกลับมาสบตากับดวงเนตรคู่คมสีนิลของนาง รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างสุภาพ "ในสายตาของหมึกทองคำข้ามภพผู้นี้ ใต้หล้าหาใช่มีเพียงมิตรและศัตรู แต่มีเพียง 'ผู้ที่ควรค่าแก่การร่วมเดินทาง' กับ 'ผู้ที่โง่เขลาเกินกว่าจะเสียเวลาสนทนา' เท่านั้น... และตัวท่าน ในยามนี้ แม้จะมีศัตรูอยู่ทั่วสารทิศ แต่วิญญาณกลับยังคงสะอาดบริสุทธิ์ยิ่งกว่าเจ้าสำนักธรรมะหลายคนเสียอีก"
คำพูดนั้นทำให้หัวใจที่ด้านชาและเต็มไปด้วยรอยแผลจากการถูกทรยศของเซียนจื่อเวยกระตุกวูบอย่างไม่ทันตั้งตัว นางเบือนหน้าหนีเล็กน้อยเพื่อซ่อนประกายไหววูบในดวงตา ทว่าพวงแก้มขาวเนียนกลับเจือสีเรื่อจางๆ โดยที่นางเองก็ไม่อาจควบคุมได้
"วาจาคมคายนัก... หวังว่าฝีมือยันต์ของเจ้าจะคมกล้าไม่แพ้ลิ้น" นางกล่าวเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว
"เช่นนั้นก็เชิญ..." หลี่มู่เฉินผายมือเบาๆ
ทั้งสองก้าวเข้าสู่เขตแดนของ "หุบเขาลวง" ทันทีที่เท้าสัมผัสกับพื้นดินสีดำสนิท หมอกหนาทึบสีเทาจัดก็ม้วนตัวเข้าหากันราวกับมีชีวิต ทัศนียภาพเบื้องหน้าบิดเบี้ยวคล้ายภาพวาดที่ถูกน้ำหยดใส่ หน้าผาสูงชันที่ควรจะตั้งตรงกลับโน้มเอียงเข้าหากันราวกับอสูรกายอ้าปากรอรับเหยื่อ เสียงหวีดหวิวของสายลมที่พัดผ่านซอกหินฟังดูคล้ายเสียงโหยหวนของวิญญาณนับพัน
หลี่มู่เฉินเดินนำหน้าในระยะห่างไม่ถึงสามก้าว ปลายนิ้วของเขาคีบแผ่นยันต์สีชาดไว้สามแผ่น ทุกล่างก้าวที่เหยียบลงไปล้วนคำนวณตามทิศทางของ "แปดทิศพลิกฟ้า" เพื่อหลบเลี่ยงจุดอับของค่ายกลธรรมชาติ เซียนจื่อเวยเดินตามหลังอย่างไร้สุ้มเสียง กระบี่ดาราจรัสในฝักข้างกายถูกกุมไว้มั่น พร้อมจะชักออกได้ทุกเมื่อหากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น
ผ่านไปหนึ่งกธูป (ประมาณครึ่งชั่วโมง) บรรยากาศรอบตัวยิ่งกดดันขึ้นเรื่อยๆ หมอกสีเทาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้ม และมีกลิ่นอายคาวเลือดลอยมาเตะจมูก
"ระวัง" หลี่มู่เฉินยกมือขึ้นส่งสัญญาณหยุดกะทันหัน
เซียนจื่อเวยหยุดชะงักอย่างไร้รอยต่อ ร่างกายของนางตึงเครียดขึ้นในทันที นางกวาดสายตามองไปเบื้องหน้า ทว่าเห็นเพียงความว่างเปล่าและก้อนหินรูปร่างประหลาด
"มีบางอย่างผิดปกติ" นางเอ่ยเสียงกระซิบ "กลิ่นอายปราณรอบตัวเรากำลัง... ถูกดูดกลืน"
"ไม่ใช่แค่ถูกดูดกลืน..." หลี่มู่เฉินหรี่ตาลง มองไปยังพื้นดินเบื้องหน้าที่ปรากฏรอยแยกสีดำเป็นทางยาว "พวกมันรอเราอยู่ก่อนแล้ว"
สิ้นคำพูดของชายหนุ่ม พื้นดินรอบด้านก็ระเบิดออก!
ร่างนับสิบในชุดคลุมสีดำสนิท ปักลายหัวกะโหลกโลหิตพุ่งทะยานขึ้นมาจากใต้พื้นดินราวกับภูตผี ปราณโลหิตเข้มข้นแผ่พุ่งจนท้องฟ้าเหนือหุบเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน พวกมันคือ "หน่วยเงาโลหิต" หน่วยสังหารเดนตายสำนักมารที่ขึ้นชื่อเรื่องความเหี้ยมโหดและรวดเร็วไร้ปรานี
"ฮ่าๆๆๆ! นึกว่าจะหนีพ้นไปได้ถึงไหน ที่แท้ก็เป็นแค่สุนัขจนตรอกที่วิ่งมาติดกับเอง!" เสียงหัวeเราะแหบพร่าดังมาจากเงาร่างหนึ่งที่ยืนอยู่บนโขดหินสูง มันสวมหน้ากากกระดูกสัตว์และถือเคียวโลหิตเล่มใหญ่ ปราณพลังอยู่ในขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์!
เซียนจื่อเวยก้าวขึ้นมาเบื้องหน้าโดยสัญชาตญาณ ปราณดาราจรัสสีครามพวยพุ่งออกจากร่างจนน้ำค้างบนยอดหญ้ารอบตัวระเหยเป็นไอ นางเตรียมชักกระบี่ออกจากฝัก
ทว่า หลี่มู่เฉินกลับเอื้อมมือไปแตะที่ไหล่บางของนางเบาๆ แรงกดเพียงเล็กน้อยแต่มั่นคงราวกับภูเขา ทำให้การเคลื่อนไหวของนางหยุดชะงักลง
"คุณหนูเซียน... การใช้กำลังในสถานที่ที่เต็มไปด้วยค่ายกลโลหิตเช่นนี้ เท่ากับเป็นการเพิ่มพลังให้พวกมัน" หลี่มู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เด็ดขาด รอยยิ้มสุขุมยังคงประดับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลา "ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ 'ศิลปะ' เถอะครับ"
เขาสลัดมือออก ยันต์อักขระห้าแผ่นในมือซ้ายพลันพุ่งทะยานขึ้นสู่อากาศด้วยความเร็วแสง พร้อมกับที่ปลายนิ้วมือขวาตวัดวาดกลางอากาศอย่างรวดเร็วดั่งมังกรทะยาน
"ค่ายกลพันอักษร... สะท้อนเงาสวรรค์!"
พริบตา ฐานอักขระสีทองอร่ามก็แผ่ขยายออกเป็นวงกว้างครอบคลุมพื้นที่รัศมีร้อยเมตร แสงสีทองตัดกับหมอกสีม่วงเข้มอย่างรุนแรง เสียงคำรามต่ำๆ ดังสะท้อนก้องจากผืนดิน ราวกับมีมังกรทองโบราณกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหล
หน่วยเงาโลหิตที่กำลังพุ่งเข้ามาจู่โจมชะงักกึกทันที เมื่อพวกมันพบว่าร่างของตนเองถูกตรึงไว้ด้วยโซ่ตรวนแห่งอักขระทองคำที่ผุดขึ้นมาจากความว่างเปล่า พลังปราณโลหิตที่เคยพรั่งพรูถูกกดทับจนแทบไม่
ผู้นำหน่วยเงาโลหิตสวมหน้ากากกระดูกสัตว์เบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก มันพยายามดิ้นรนและเหวี่ยงเคียวโลหิตหมายจะฟันโซ่ตรวนให้ขาด ทว่ายิ่งมันออกแรงมากเท่าใด โซ่ตรวนนั้นก็ยิ่งรัดแน่นขึ้นและสะท้อนพลังกลับเข้าสู่ร่างของมันเองจนกระอักเลือดออกมาคำโต
"บ้าน่า! เจ้านี่เป็นใครกันแน่! วิชาอักขระระดับนี้... ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ทั่วไปจะใช้ได้!" มันแผดเสียงคำรามด้วยความเจ็บปวดและหวาดกลัว
หลี่มู่เฉินเดินทอดน่องผ่านหน้าร่างเหล่านั้นไปอย่างไร้ความเร่งรีบ ราวกับกำลังเดินชมสวนดอกไม้ในยามบ่าย เขาสบตากับหัวหน้าหน่วยเงาโลหิตด้วยแววตานิ่งสงบ ไร้ซึ่งความเย่อหยิ่ง ทว่ากลับทรงพลังจนทำให้อีกฝ่ายรู้สึกราวกับตนเองเป็นเพียงมดปลวก
"ในยุทธภพนี้ มีเรื่องราวอีกมากมายที่พวกเจ้ายังไม่เข้าใจ..." หลี่มู่เฉินหยุดเดินเมื่อยืนอยู่เบื้องหน้าหัวหน้าหน่วยเงาโลหิต เขายกนิ้วขึ้นดีดเบาๆ ไปที่อากาศ
*เปรี้ยง!*
ค่ายกลอักขระทองคำสว่างวาบขึ้นถึงขีดสุด แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านลงมาดั่งทัณฑ์สวรรค์ กดร่างของหน่วยเงาโลหิตทั้งหมดให้คุกเข่าลงพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย เสียงกระดูกแตกหักดังประสานกันระงม
เซียนจื่อเวยมองภาพเบื้องด้วยความรู้สึกทึ่งแกแกมตะลึง นางอยู่ในยุทธภพมานาน เห็นยอดฝีมือมามากมายนับไม่ถ้วน แต่ไม่เคยเห็นผู้ใดสามารถสยบศัตรูในขอบเขตหลอมรวมวิญญาณนับสิบคนได้ด้วยการดีดนิ้วครั้งเดียวโดยไม่ต้องชักอาวุธเช่นนี้มาก่อน
ทว่า ในขณะที่สถานการณ์ทุกอย่างกำลังอยู่ในการควบคุม หลี่มู่เฉินกลับขมวดคิ้วมุ่นเป็นครั้งแรก สีหน้าที่เคยสุขุมรอบคอบพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด
เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่แปลกประหลาดและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิมกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาจากเบื้องลึกของหุบเขาลวง—กลิ่นอายที่ไร้รูปร่าง ไร้เสียง แต่กลับทำให้ห้วงมิติรอบตัวบิดเบี้ยวจนเกิดเป็นรอยแยกสีดำขนาดใหญ่
หัวหน้าหน่วยเงาโลหิตที่กำลังจะหมดสติ พลันเงยหน้าขึ้นและส่งเสียงหัวeเราะเยือกเย็นออกมา ทั้งที่เลือดทะลักเต็มปาก "วะ... วะ... ว่าแล้ว... พวกแกไม่มีวันผ่าน... 'ผู้พิทักษ์ทวารบูรพา' ไปได้หรอก... นายท่านมารกำลังจะ..."
ยังไม่ทันที่มันจะกล่าวจบ รอยแยกสีดำเบื้องหน้าก็ฉีกกว้างออก มือมหึมาที่ปกคลุมด้วยเกล็ดมังกรสีนิลและเปลวเพลิงสีครามก็พุ่งทะลวงออกมาจากความว่างเปล่า คว้าจับร่างของหัวหน้าหน่วยเงาโลหิตหายลับเข้าไปในความมืดมิดอย่างไร้เสียงกรีดร้อง!
---
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "หมึกทองคำข้ามภพ" เสมอมาครับ
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับนางเซียนผู้เฝ้ามองดารา•ตอนที่ 6
ทางผ่านแห่งหุบเขาลวง
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กับนางเซียนผู้เฝ้ามองดารา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!