“ถอยออกไปให้ห่างจากประตู เดี๋ยวนี้!”
เสียงกระซิบที่เฉียบขาดของคริสตัดผ่านความเงียบงันราวกับใบมีดโกน เขาไม่ได้รอให้ผมตอบสนอง แต่ก้าวยาวๆ เข้ามาคว้าข้อมือผมแล้วกระชากให้ถอยไปอยู่ด้านหลังแผ่นหลังกว้างของเขาในทันที แรงบีบที่ข้อมือหนักแน่นและมั่นคง มันไม่ใช่สัมผัสของความหวาดกลัว แต่มันคือสัมผัสของ 'นักรบ' ที่พร้อมจะปะทะทุกอย่างที่ขวางหน้า
เงาที่ทาบลงบนพื้นห้องพักในดันเจี้ยนไม่ได้มีเพียงหนึ่ง แต่มันแยกออกเป็นสามร่างที่ขยับเขยื้อนอย่างพร้อมเพรียงอยู่หน้าบานประตูไม้เก่าๆ นั่น กลิ่นอายคาวเลือดและไอเวทมนตร์ที่หนาหนักจนแทบจะกลืนกินลมหายใจพุ่งทะลักเข้ามาทันทีที่บานประตูถูกผลักออกอย่างแรงโดยไม่มีการเคาะบอกกล่าว
“คิดจะเล่นเกมซ่อนหาในบ้านตัวเองงั้นหรือ เรย์?”
น้ำเสียงแหบพร่าของผู้มาเยือนดังขึ้น ร่างสามร่างนั้นก้าวพ้นจากเงามืด ปรากฏกายเป็นกลุ่มฮันเตอร์ระดับสูงที่ผมคุ้นเคยดีในอดีต—อดีตที่ผมอยากจะลืมเลือนให้สิ้นซาก พวกเขาคือสมาชิกทีมเก่าที่เคยทิ้งผมไว้กลางดงมอนสเตอร์เมื่อสองปีก่อน ความรู้สึกคุ้นเคยที่น่าขยะแขยงกลับมาทำร้ายความรู้สึกของผมอีกครั้งจนมือที่กำโล่สั่นระริก
“เราไม่ได้อยู่ที่นี่เพื่อต้อนรับแขกไม่ได้รับเชิญ” คริสกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ นัยน์ตาคมกริบของเขาไม่มีความหวั่นเกรงแม้แต่น้อย เขาขยับกริชคู่ใจในมือเพียงเล็กน้อย เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ เป็นสัญญาณเตือนว่าถ้าพวกมันก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว เลือดจะได้หลั่งรินแน่
“คริส... อย่า” ผมพึมพำเบาๆ พร้อมกับยื่นมือไปจับชายเสื้อเขาไว้ ความขลาดกลัวในอดีตพยายามจะเกาะกินใจผม แต่มือที่สั่นเทาของผมกลับถูกมือหนาของคริสทับลงไปเสียก่อน เขาไม่ได้หันมามอง แต่ผมสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่ส่งผ่านมา
“มองดูพวกเขาสิ เรย์” คริสเอ่ยเสียงเรียบ “คนพวกนี้ไม่ใช่ฝันร้ายที่คอยไล่ล่าเธออีกต่อไปแล้ว วันนี้เธอคือแทงค์เกอร์ของฉัน และเป็นคนสำคัญที่สุดในปาร์ตี้ของฉันด้วย”
ประโยคนั้นเปรียบเสมือนโซ่ตรวนที่ถูกตัดขาด ความมั่นใจที่เคยเลือนหายไปเริ่มก่อตัวขึ้นในอก ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ ปรับท่วงท่าการยืนให้มั่นคงขึ้น โล่ในมือที่เคยหนักอึ้งกลับรู้สึกเบาหวิวเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ผมก้าวออกมาจากด้านหลังคริส แผ่นหลังของผมขนานกับไหล่ของเขา เราไม่ได้ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว
“พวกแกต้องการอะไร” ผมถาม เสียงของผมไม่สั่นเครือเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
ชายร่างยักษ์ที่เป็นหัวหน้ากลุ่มหัวเราะร่า “ต้องการอะไรน่ะหรือ? ก็แค่ต้องการจะรู้ว่า ‘ตัวไร้ค่า’ ที่เคยหนีหัวซุกหัวซุนในวันนั้น จะมีฝีมือพัฒนาขึ้นแค่ไหนเมื่อได้เจ้านายคนใหม่เป็นถึงอดีตหัวหน้ากิลด์”
มันไม่ได้รอคำตอบ ร่างนั้นพุ่งเข้าหาพวกเราด้วยความเร็วที่เหนือกว่าฮันเตอร์ทั่วไป พลังเวทสีดำขุ่นมัวรวมตัวกันที่หมัดของมัน แต่คริสไวกว่า เขาพุ่งตัวสวนทางไปพร้อมกับการร่ายเวทเสริมพลังสปีดให้กับตัวเอง ขณะที่ผม... ผมไม่ได้ถอยหลังอีกต่อไป
ผมกระแทกโล่ลงกับพื้น เสียงสะท้อนของมันสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งห้องพัก ทักษะลับ [สะท้อนความเสียหาย] ทำงานทันทีที่ผมปักหลักยืน ผมกลายเป็นกำแพงเหล็กที่ไม่มีวันทลายลงได้ คริสโจมตีจังหวะหนึ่งและถอยออกมาเพื่อให้ผมรับช่วงต่อ ทั้งคู่ประสานงานกันราวกับเครื่องจักรที่ถูกหล่อลื่นมาเป็นอย่างดี ไม่มีการสื่อสารด้วยคำพูด มีเพียงสายตาที่มองทะลุถึงกันและกัน
ในชั่วพริบตาที่หมัดของศัตรูปะทะเข้ากับโล่ของผม แรงปะทะที่ควรจะทำร้ายผมกลับสะท้อนกลับไปหาเจ้าของร่างยักษ์จนมันกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว เลือดสดๆ ไหลออกจากมุมปากของมันด้วยความประหลาดใจ
“นี่แก... แกทำอะไรลงไป!” มันตะโกนด้วยความโกรธจัด
คริสไม่ได้เปิดโอกาสให้มันได้ตั้งตัว เขาหายตัวไปจากสายตาและปรากฏตัวอยู่ด้านหลังศัตรูในวินาทีต่อมา กริชคมกริบวางอยู่ที่ต้นคอของมัน “ฉันบอกแล้วไง ว่าอย่ามารบกวนเวลาของเรา”
ห้องทั้งห้องกลับสู่ความเงียบสงัด มีเพียงเสียงหอบหายใจของพวกมันที่กำลังตื่นตระหนก ผมเดินไปยืนข้างคริส ความสัมพันธ์ระหว่างเราไม่ได้เป็นเพียงหัวหน้าปาร์ตี้กับลูกทีม แต่มันเป็นความเชื่อใจที่ร้อยเรียงกันจนกลายเป็นป้อมปราการที่ไม่มีใครทำลายได้ ทีมของเราแข็งแกร่งขึ้นมาก แข็งแกร่งจนแม้แต่เงาในอดีตก็ไม่อาจแตะต้องเราได้อีกต่อไป
เมื่อผู้บุกรุกถอยร่นไปอย่างเสียหน้า คริสจึงหันกลับมามองผม แสงไฟสลัวในห้องตกกระทบใบหน้าคมสันของเขา ทำให้ผมเห็นประกายความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเย็นชา “เธอทำได้ดีมาก เรย์”
“เพราะคุณเชื่อมั่นในตัวผมครับ” ผมตอบพร้อมกับรอยยิ้มที่ไม่ได้ปรุงแต่ง
เรายืนเคียงข้างกันในความเงียบที่แสนสบายใจ ราวกับว่ากำแพงที่เคยปิดกั้นหัวใจของผมได้พังทลายลงไปพร้อมกับเหตุการณ์เมื่อครู่ ทว่าความเงียบนั้นกลับถูกทำลายลงโดยเสียงแจ้งเตือนจากระบบที่ดังขึ้นพร้อมกันในสมาร์ทโฟนของทั้งคู่ ซึ่งไม่ใช่เสียงแจ้งเตือนภารกิจปกติ แต่เป็นสัญญาณ 'เตือนภัยขั้นสูงสุด' จากระบบดันเจี้ยน
หน้าจอปรากฏข้อความสีแดงฉานที่ทำให้ลมหายใจของผมสะดุดลงทันที: *‘แจ้งเตือน: บอสลับลำดับที่ 0 ได้ตื่นขึ้นแล้ว และผู้ถูกเลือกให้เป็นเหยื่อสังเวยรายต่อไป... คือหนึ่งในสมาชิกของปาร์ตี้ที่ถือครองตราประทับแห่งโซโลมอน’*
คริสขมวดคิ้วแน่น มือของเขาเลื่อนไปแตะที่หน้าอกตัวเองโดยสัญชาตญาณ ก่อนจะหันมามองผมด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ความกังวลใจฉายชัดอยู่ในดวงตาคู่นั้น ขณะที่ผมก้มลงมองที่ฝ่ามือขวาของตัวเองที่จู่ๆ ก็ปรากฏรอยสักสีทองเรืองแสงขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
ประตูห้องพักที่ควรจะปลอดภัยกลับค่อยๆ ถูกดันเปิดออกอีกครั้ง... แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ด้วยฝีมือของฮันเตอร์กระจอกๆ อย่างที่ผ่านมา เพราะเบื้องหลังบานประตูที่เปิดกว้างออกนั้น คือร่างของชายในชุดเกราะสีเงินที่ผมจำได้ขึ้นใจว่า เขาได้ตายไปต่อหน้าต่อตาผมในดันเจี้ยนนั้นเมื่อสองปีก่อน!
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของพวกเราเสมอมานะครับ ชาโดว์ฮันเตอร์ตั้งใจรังสรรค์บทนี้เพื่อให้ทุกท่านได้สัมผัสถึงความสัมพันธ์ที่เติบโตขึ้นของเรย์และคริส แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
Dungeon Party: ปฏิบัติการพิชิตเกต รหัสหัวใจนายหน่วยหน้า•ตอนที่ 45
รอยร้าวที่เริ่มสมาน
ผลงานโดย ชาโดว์ฮันเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชาโดว์ฮันเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง Dungeon Party: ปฏิบัติการพิชิตเกต รหัสหัวใจนายหน่วยหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!