กลิ่นอายความชื้นของห้องเก็บอุปกรณ์หลังหอประชุมใหญ่ยังคงติดอยู่ที่ปลายจมูก มินนี่กะพริบตาถี่ๆ เพื่อขับไล่ภาพเหตุการณ์เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนให้ออกจากหัว แหวนเงินเกลี้ยงเกลาที่มีรอยขีดข่วนจางๆ วงนั้น—แหวนรุ่นที่รินรุ่นพี่ดาวคณะประกาศกร้าวตามหาทั่วตึกกิจการนิสิตมาหลายวัน—กลิ้งหลุดออกมาจากกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ตตัวโคร่งของพายได้อย่างไร คำตอบที่ตีรวนอยู่ในอกมันช่างน่าอึดอัดเสียจนเธอหายใจไม่ทั่วท้อง
หากพายกับรินไม่ได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งเกินกว่าคำว่าพี่น้องร่วมคณะ แล้วเหตุใดของส่วนตัวชิ้นสำคัญจึงไปซุกซ่อนอยู่ในอาณาเขตของเฮดว้ากหนูระเบียบผู้เย็นชาคนนั้นเล่า
มินนี่ก้าวเท้าฉับๆ ไปตามทางเดินตึกคณะนิเทศศาสตร์ที่เริ่มเงียบสงบลงแล้ว ฝ่ามือเรียวบางกำสายสะพายเป้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ความคิดในหัวตีกันยุ่งเหยิงราวกับกลุ่มด้ายที่ถูกแมวขยำ เสียงหัวใจเต้นโครมครามดังก้องในโสตประสาท กลบเสียงฝีเท้าของนิสิตคนอื่นๆ รอบกายเสียสนิท เธอเกลียดความรู้สึกแบบนี้... ความรู้สึกที่คล้ายกับว่าตัวเองกำลังเดินอยู่บนสะพานไม้ผุๆ ที่ไม่รู้ว่าจะหักลงไปเมื่อไหร่
เมื่อเดินมาถึงหน้าล็อกเกอร์ไม้สีทึบประจำตัวที่มุมตึก มินนี่ก็รีบหมุนรหัสผ่านด้วยความร้อนรน เธอแค่อยากจะเก็บหนังสือประวัติศาสตร์ภาพยนตร์เล่มหนาแล้วรีบกลับห้องพักไปสงบสติอารมณ์ แต่ทันทีที่บานประตูเหล็กส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดแล้วเปิดออก สิ่งแรกที่สะดุดตาไม่ใช่กระเป๋าใส่เครื่องเขียนหรือสมุดเลกเชอร์ที่เธอยัดไว้ลวกๆ แต่มันคือซองจดหมายสีครีมเนื้อหนา พับเรียบร้อยอย่างไร้ที่ติ และไม่มีการจ่าหน้าซองใดๆ ทั้งสิ้น
นิ้วเรียวชะงักค้างกลางอากาศ มินนี่ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความประหลาดใจ ในยุคที่ทุกคนติดต่อกันผ่านปลายนิ้วบนหน้าจอสมาร์ทโฟน ใครกันเล่าจะยังลงทุนเขียนจดหมายด้วยลายมือลงบนกระดาษเช่นนี้
เธอหยิบซองจดหมายนั้นขึ้นมาพลิกดูรอบๆ เนื้อกระดาษให้สัมผัสที่นุ่มมือและมีกลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่า คล้ายกับกลิ่นน้ำหอมที่เธอเคยได้กลิ่นจากใครบางคน... กลิ่นที่สะอาดและอบอุ่นจนน่าประหลาดใจ
*ตึง!*
เสียงปิดล็อกเกอร์ข้างๆ ดังขึ้นกะทันหันจนมินนี่สะดุ้งสุดตัว เผลอทำซองจดหมายในมือร่วงตกลงไปบนพื้นกระเบื้อง
"ตกใจอะไรเหรัอมินนี่ หน้าซีดเชียว"
เสียงทุ้มคุ้นหูเอ่ยทักขึ้น พร้อมกับร่างสูงสมส่วนของก๊อตที่ก้าวออกมาจากล็อกเกอร์แถวถัดไป ดวงตาคมกริบของเพื่อนสนิทกวาดมองเธอด้วยความห่วงใยเจือความสงสัยอย่างปิดไม่มิด ก๊อตย่อตัวลงเก็บซองจดหมายสีครีมขึ้นมาปัดฝุ่นให้อย่างเบามือ ก่อนจะชะงักไปเมื่อเห็นว่ามันไม่มีชื่อผู้ส่ง
"อะไรเนี่ย จดหมายรักเหรอ? สมัยนี้ยังมีคนใช้วิธีโบราณแบบนี้อีกเหรอเนี่ย" ก๊อตเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยคล้ายจะเย้าแหย่ แต่ดวงตากลับไม่ได้ยิ้มตามเลยแม้แต่น้อย
มินนี่รีบคว้าซองจดหมายคืนมาจากมือเพื่อนสนิท ความร้อนผ่าวแล่นริ้วขึ้นมาบนพวงแก้มโดยไม่ทราบสาเหตุ "ไม่ใช่เรื่องสักหน่อย คืนมานะก๊อต"
"แน่ใจเหรอว่าไม่ใช่ของไอ้พวกพี่ว้ากหน้ายักษ์นั่น" ก๊อตหรี่ตามองเธอด้วยความไม่ไว้วางใจ น้ำเสียงของเขาเจือกระแสความหงุดหงิดอย่างชัดเจน "ช่วงนี้ยิ่งมีเรื่องวุ่นๆ กับพวกนั้นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกิจกรรม หรือ... เรื่องข่าวลือแปลกๆ ระหว่างเธอกับเฮดว้ากคนนั้น ระวังตัวไว้หน่อยก็ดีนะมินนี่ คนบางคนไม่ได้ดีอย่างที่เราเห็นภายนอกหรอก"
ประโยคหลังของก๊อตสะกิดใจมินนี่เข้าอย่างจัง ภาพแหวนรุ่นในม่านสลัวหวนกลับเข้ามาในหัวอีกครั้งราวกับมีใครเอาค้อนมาทุบซ้ำ
"นายหมายความว่ายังไงก๊อต" มินนี่เงยหน้าขึ้นสบตาเพื่อนสนิท น้ำเสียงของเธอเริ่มตึงเครียดขึ้นทีละน้อย "นายรู้อะไรมาใช่ไหม?"
ก๊อตถอนหายใจยาว พล็อกมือล้วงกระเป๋า กางเกงยักษ์สีซีด ทอดสายตามองมินนี่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอึดอัด "ฉันก็แค่ไม่อยากเห็นเธอต้องเสียใจเพราะความใจอ่อนของตัวเอง มินนี่... เธอรู้จักพี่พายเขาดีแค่ไหนกันเชียว? คนที่ภาพลักษณ์ภายนอกดูสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ มักจะมีมุมมืดที่น่ากลัวซ่อนอยู่เสมอแหละ และริน... รุ่นพี่คนนั้น ก็ไม่ใช่คนที่จะยอมปล่อยอะไือง่ายๆ ด้วย"
คำพูดของก๊อตเหมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองไฟ ความสับสนที่มินนี่พยายามกด ณ์ไว้เริ่มปะทุขึ้นมาอีกครั้ง เธอหันหลังให้ก๊อตแล้วรีบยัดหนังสือเข้าล็อกเกอร์ก่อนจะปิดมันเสียงดังสนั่น
"ฉันจัดการตัวเองได้ก๊อต ขอบใจที่เป็นห่วงนะ แต่... ขอตัวก่อน" มินนี่ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับเพื่อนสนิทในตอนนี้ เพราะยิ่งคุย เธอก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจมดิ่งลงไปในวังวนของคำถามที่ไม่มีคำตอบ
เธอก้าวเดินหนีออกมาจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้ก๊อตยืนมองตามด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา
ลมยามเย็นพัดผ่านระเบียงทางเดินคณะนิเทศศาสตร์ หอบเอาความเย็นยะเยือกมาปะทะผิวแก้ม มินนี่ปลีกตัวมานั่งอยู่ที่ม้าหินอ่อนใต้ต้นหูกวางริมสนามฟุตบอล ซึ่งเป็นมุมลับตาคนและค่อนข้างเงียบสงบในยามที่กิจกรรมรับน้องเลิกรา นิ้วเรียวค่อยๆ บรรจงฉีกซองจดหมายสีครีมออกอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าสิ่งของข้างในบอบบางจนอาจสลายหายไปได้หากสัมผัสแรงเกินไป
กระดาษโน้ตแผ่นเล็กสีครีมเข้าชุดกันถูกดึงออกมา บนนั้นมีลายมือเขียนด้วยหมึกซึมสีน้ำเงินเข้ม ลายมือสวยงาม เป็นระเบียบ บ่งบอกถึงความตั้งใจของผู้เขียนอย่างชัดเจน
*‘ถ้าความจริงใจมีหน่วยวัดเป็นระยะทาง... ฉันคงเดินเข้าหาเธอจนสุดขอบโลกแล้วล่ะมินนี่’*
*‘อย่าเพิ่งตัดสินอะไรจากสิ่งที่ตาเห็น... จนกว่าเธอจะได้ยินมันจากปากของฉันเอง’*
*‘เจอกันที่เดิม... หลังหอประชุม ตอนสามทุ่มคืนนี้’*
*‘- P -’*
หัวใจของมินนี่กระตุกวูบ ตัวอักษรตัวสุดท้าย... ตัว 'P' ที่เขียนหวัดๆ แต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวนั้น เธอจำมันได้แม่นยำ มันคือลายมือเดียวกับสมุดบันทึกการประชุมของเฮดว้ากที่เธอเคยแอบเห็นบนโต๊ะทำงานของเขาไม่มีผิดเพี้ยน!
พาย... เป็นคนเขียนจดหมายฉบับนี้จริงๆ งั้นเหรอ?
แต่คำว่า "อย่าเพิ่งตัดสินอะไรจากสิ่งที่ตาเห็น" มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่ เขากำลังแก้ตัวเรื่องแหวนรุ่นของรินงั้นเหรัอมisk? หรือเขากลังจะสารภาพอะไรบางอย่างที่เธออาจจะคาดไม่ถึง?
มินนี่กำกระดาษแผ่นนั้นแน่นจนยับยู่ยี่ ความรู้สึกโกรธ ขัดเคือง และความอยากรู้อยากเห็นตีรวนกันจนปั่นป่วนในท้อง เธอควรจะไปตามนัดดีไหม? หรือนี่อาจจะเป็นเกมตบตาอะไรบางอย่างที่รินและพายร่วมมือกันทำขึ้นมาเพื่อปั่นหัวเด็กปีหนึ่งอย่างเธอเล่น?
นาฬิกาข้อมือเรือนเล็กบอกเวลาสองทุ่มสี่สิบห้านาทีแล้ว... อีกเพียงสิบห้านาทีเท่านั้นก็จะถึงเวลานัดหมาย
มินนี่สูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความกล้า เธอผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ตัดสินใจก้าวเท้าเดินมุ่งหน้าไปยังหอประชุมใหญ่ที่ตอนนี้ปิดไฟมืดสนิท มีเพียงแสงไฟสลัวจากเสาไฟฟ้าริมทางที่สาดส่องลงมาเป็นเงาทอดยาว
บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบจนน่าขนลุก เสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงมแข่งกับเสียงหัวใจของเธอที่เต้นระรัวราวกับกลองเพล เมื่อเดินมาถึงมุมอับหลังหอประชุม มินนี่ก็ต้องชะงักฝีเท้าลงเมื่อเห็นเงาร่างสูงโปร่งของใครคนหนึ่งยืนหันหลังพิงผนังตึกอยู่ท่ามกลางความสลัว
ร่างนั้นสวมเสื้อฮู้ดสีดำสนิท ฮู้ดถูกดึงขึ้นคลุมศีรษะเอาไว้เพื่ออำพรางใบหน้า แต่สรีระและไหล่กว้างแบบนั้น... ไม่มีทางผิดตัวแน่ๆ
"พี่พาย..." มินนี่เอ่ยเรียกออกไปด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าเล็กน้อย พยายามควบคุมไม่ให้เสียงของตัวเองสั่นไหวไปมากกว่านี้
ร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงนั้นค่อยๆ หันกลับมาอย่างช้าๆ แสงไฟสลัวสาดกระทบเข้ากับใบหน้าคมคายที่เธอนึกคุ้นเคย แต่วันนี้... แววตาของเขาไม่ได้มีความดุดุน่าเกรงขามเหมือนทุกครั้งที่อยู่ในสนามฝึกว้ากเลยแม้แต่น้อย มันกลับเต็มไปด้วยความลังเล ความเจ็บปวด และ... ความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบายเป็นคำพูด
พายอ้าปากทำท่าจะเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่ยังไม่ทันที่ริมฝีปากของเขาจะได้ขยับเปล่งเสียง เสียงฝีเท้าฝปักหนักๆ และเสียงตะโกนด้วยความตกใจก็ดังแทรกขึ้นมาจากความมืดด้านหลัง
"เฮ้ย! พวกเธอทำอะไรกันตรงนั้นน่ะ!"
มินนี่สะดุ้งสุดตัว หันขวับไปมองตามเสียงนั้นทันที หัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อเห็นเงาร่างของอาจารย์ฝ่ายปกครองกำลังเดินถือไฟฉายส่องตรงมาทางพวกเขา พร้อมกับแสงไฟสว่างจ้าที่สาดเข้ามาจนแสบตา
แต่สิ่งที่ทำให้มินนี่แทบหยุดหายใจ ไม่ใช่การถูกอาจารย์จับได้ว่าแอบมาพบกันยามวิกาล...
แต่มันคือการที่เธอเหลือบไปเห็นเงาของใครอีกคน ที่ยืนแอบอยู่หลังเสาปูนต้นถัดไปไม่ไกลจากจุดที่พายยืนอยู่... ร่างนั้นกำลังยกโทรศัพท์มือถือขึ้นเล็งมาทางพวกเขา พร้อมกับแสงแฟลชวูบวาบที่กดบันทึกภาพเหตุการณ์ทั้งหมดไว้เรียบร้อยแล้ว!
และใบหน้าที่สะท้อนรอยยิ้มเยือกเย็นภายใต้แสงไฟแฟลชนั้น... คือรอยยิ้มของผู้หญิงที่ไม่มีวันยอมแพ้อะไรSง่ายๆ อย่าง 'ริน' นั่นเอง!
โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ นิยายเรื่องนี้ยังมีปมปริศนารอให้รี้ดเดอร์ทุกท่านมาช่วยกันไขอีกเพียบเลยค่ะ!
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่แวะมาโดเนทหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ "ชานมไข่มุกหวานร้อย" เสมอมานะคะ!
รักหมดใจยัยเฟรชชี่กับพี่ว้ากสายละมุน•ตอนที่ 12
จดหมายในล็อกเกอร์
ผลงานโดย ชานมไข่มุกหวานร้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชานมไข่มุกหวานร้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รักหมดใจยัยเฟรชชี่กับพี่ว้ากสายละมุน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!